แนะนำ ขอคำแนะนำ ต้องการสนับสนุน 
กฎหมายดอตคอม คลิกที่นี่!!หน้าหลัก กฎหมายดอตคอม
     
 
 
กฎกระทรวง
กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน
พ.ศ. 2547
 

:: บทนิยาม มาตรา 1-2
:: หมวด1 การเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง มาตรา 3-5
:: หมวด2 การเตรียมการเลือกตั้ง มาตรา 6-8
:: หมวด3 การดำเนินการเลือกตั้ง มาตรา 9-18
:: หมวด4 การตรวจและการรวมคะแนน มาตรา 19-22
:: หมวด5 การคัดค้านการเลือกตั้ง มาตรา 23
:: หมวด6 การเลือกตั้งเพิ่ม มาตรา 24


 
     

     
 
 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 และมาตรา 14 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเลิกกฎกระทรวง (พ.ศ. 2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
ข้อ 2 ในกฎกระทรวงนี้
"สมาคมนายจ้าง" หมายความว่า สมาคมนายจ้างซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงาน
"สหภาพแรงงาน" หมายความว่า สหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงาน
"ประธานกรรมการ" หมายความว่า ประธานกรรมการตรวจคะแนน
"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมอบหมาย

:: หมวด 1 การเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ข้อ 3 ให้สมาคมนายจ้างและสหภาพแรงงานซึ่งจดทะเบียนที่ตั้งสำนักงานในเขตศาลแรงงานกลาง ศาลแรงงานภาค หรือศาลแรงงานจังหวัด เสนอชื่อผู้แทนซึ่งสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานคัดเลือกเข้ารับเลือกตั้งเพื่อจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้าง หรือผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้างในศาลแรงงานนั้น แล้วแต่กรณี ต่ออธิบดีได้ตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนดสำหรับการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
ข้อ 4 ในเขตศาลแรงงานใดไม่มีสมาคมนายจ้าง ให้อธิบดีเรียกประชุมผู้แทนฝ่ายนายจ้างของสถานประกอบกิจการทุกแห่ง ซึ่งอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป โดยให้นายจ้างของสถานประกอบกิจการแต่ละแห่งส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมได้แห่งละหนึ่งคน และให้ผู้แทนดังกล่าวเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ตามจำนวนที่อธิบดีกำหนด
ในเขตศาลแรงงานใดไม่มีสหภาพแรงงาน ให้อธิบดีเรียกประชุมผู้แทนฝ่ายลูกจ้างของสถานประกอบกิจการทุกแห่งซึ่งอยู่ในเขตศาลแรงงานนั้นที่มีลูกจ้างตั้งแต่ห้าสิบคนขึ้นไป โดยให้ลูกจ้างของสถานประกอบกิจการแต่ละแห่งเลือกผู้แทนส่งมาร่วมประชุมได้แห่งละหนึ่งคน และให้ผู้แทนดังกล่าวเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ตามจำนวนที่อธิบดีกำหนด
ข้อ 5 ให้อธิบดีดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบแล้วแจ้งผลการตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าว ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งและสมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวทราบ
ในกรณีที่อธิบดีแจ้งว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งรายใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามและไม่มีสิทธิเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งดังกล่าวมีสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ในกรณีนี้ให้ถือว่าคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นที่สุด
(2) เสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าสมัครรับเลือกตั้งแทนผู้สมัครรับเลือกตั้งเดิมได้อีกครั้งหนึ่งภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ในกรณีนี้ให้อธิบดีดำเนินการตามวรรคหนึ่ง และถ้าอธิบดีแจ้งว่าผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามและไม่มีสิทธิเข้ารับเลือกตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบ สมาคมนายจ้าง สหภาพแรงงาน ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง หรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้าง ซึ่งเสนอชื่อผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์โดยให้นำความในวรรคสอง (1) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

:: หมวด 2 การเตรียมการเลือกตั้ง
ข้อ 6 เมื่ออธิบดีได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครรับเลือกตั้งเสร็จแล้วให้อธิบดีประกาศกำหนดวัน เวลาเปิดและปิดลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และสถานที่ทำการเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบโดยไม่ชักช้า
ข้อ 7 ให้สมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานแจ้งชื่อผู้แทนคนหนึ่งซึ่งต้องเป็นกรรมการสมาคมนายจ้างหรือกรรมการสหภาพแรงงานนั้น แล้วแต่กรณี เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบฝ่ายนายจ้างหรือผู้พิพากษาสมทบฝ่ายลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ต่ออธิบดีก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าห้าวัน
ในกรณีที่ไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในเขตศาลแรงงานใด ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามข้อ 4 เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ข้อ 8 ให้อธิบดีเตรียมการเลือกตั้ง ดังต่อไปนี้
(1) จัดทำบัญชีรายชื่อ หมายเลขประจำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(2) จัดหาอุปกรณ์สำหรับใช้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดังนี้
(ก) บัตรเลือกตั้ง
(ข) หีบบัตรเลือกตั้ง
(ค) เครื่องเขียน
(ง) กระดานดำ กระดาษหรืออุปกรณ์อย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันเพื่อใช้ในการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
บัตรเลือกตั้งให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้

:: หมวด 3 การดำเนินการเลือกตั้ง
ข้อ 9 ให้อธิบดีแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจคะแนนประกอบด้วยกรรมการอย่างน้อยสี่คนและเจ้าหน้าที่คะแนนอย่างน้อยหนึ่งคน
ให้อธิบดีแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจคะแนนอีกหนึ่งคนจากข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรรมการตรวจคะแนนอื่นจากผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น
ในกรณีที่มีกรรมการตรวจคะแนนไม่ถึงสี่คน ให้เจ้าหน้าที่คะแนนกระทำการในหน้าที่กรรมการตรวจคะแนนด้วย
ข้อ 10 คณะกรรมการตรวจคะแนนมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) จัดระเบียบและควบคุมดูแลให้ความสะดวกแก่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวมทั้งต้องมิให้ผู้ใดเข้าไปในที่เลือกตั้ง เว้นแต่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือผู้ที่จะเข้าไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(2) ตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง อ่านชื่อ และหมายเหตุลงในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(3) ส่งบัตรเลือกตั้งให้กับผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเพื่อใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง
(4) จัดระเบียบในการเข้าไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์และยุติธรรม
(5) รับบัตรเลือกตั้งที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทำเครื่องหมายเสร็จแล้วนำมาส่งให้ใส่ลงในหีบบัตรเลือกตั้ง
(6) พิจารณาตัดสิทธิลงคะแนนเสียงของผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่ไม่ปฏิบัติตามข้อ 17 หรือฝ่าฝืนข้อ 18
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการตรวจคะแนนจะมอบหมายให้กรรมการตรวจคะแนนคนใดคนหนึ่งทำการแทนก็ได้
ข้อ 11 เจ้าหน้าที่คะแนนมีหน้าที่คอยสับเปลี่ยนช่วยเหลือกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งมิได้กำหนดว่ากรรมการตรวจคะแนนต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะ โดยให้อยู่ในความควบคุมและรับผิดชอบของคณะกรรมการตรวจคะแนน
ข้อ 12 การลงมติวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจคะแนนให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการตรวจคะแนนคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการออกเสียงลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานกรรมการออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งเสียงเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 13 การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีทำเครื่องหมายกากบาทด้วยปากกาลงในช่องทำเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้ง ให้ตรงกับหมายเลขผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนต้องการเลือก
ข้อ 14 เมื่อถึงเวลาเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ประธานกรรมการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งซึ่งอยู่ ณ ที่เลือกตั้งเพื่อแสดงว่าไม่มีบัตรเลือกตั้งหรือสิ่งใดในหีบบัตรเลือกตั้ง และให้คณะกรรมการตรวจคะแนนบันทึกการเปิดและปิดหีบบัตรเลือกตั้ง โดยให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสองคนซึ่งอยู่ในที่เลือกตั้งในขณะนั้นลงลายมือชื่อในบันทึกนั้นด้วย
ข้อ 15 ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่จะลงคะแนนไปแสดงตนต่อกรรมการตรวจคะแนน โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรหรือหลักฐานอื่นใดของทางราชการที่มีรูปถ่ายสามารถแสดงตนได้ แล้วให้กรรมการตรวจคะแนนตรวจสอบชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และจดแจ้งหมายเหตุในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งว่าผู้นั้นมาใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว พร้อมทั้งมอบบัตรเลือกตั้งให้ผู้นั้นหนึ่งชุด
บัตรประจำตัวประชาชนที่หมดอายุแล้วให้ใช้แสดงตนตามวรรคหนึ่งได้
ให้กรรมการตรวจคะแนน ยกเว้นประธานกรรมการและกรรมการตรวจคะแนนซึ่งเป็นข้าราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย โดยให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่สงสัยว่าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่มาแสดงตนนั้นไม่ใช่เป็นผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้นั้นมีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือไม่ คำชี้ขาดของคณะกรรมการตรวจคะแนนให้เป็นที่สุด คณะกรรมการตรวจคะแนนต้องบันทึกคำวินิจฉัยและลงลายมือชื่อไว้ด้วย
ข้อ 16 ในกรณีที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ให้กรรมการตรวจคะแนนจดหมายเลขของบัตรประจำตัวประชาชน และสถานที่ออกบัตรลงในบัญชีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีที่ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใช้บัตรหรือหลักฐานอื่น เพื่อการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติเช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง และให้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้นั้นลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเป็นหลักฐานเพิ่มขึ้นด้วย
ข้อ 17 ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งคนหนึ่งจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ได้ไม่เกินจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่ประธานศาลฎีกากำหนดในแต่ละศาลแรงงาน
เมื่อผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งได้รับบัตรเลือกตั้งแล้ว ให้ไปยังคูหาลงคะแนนที่ว่างคราวละหนึ่งคนเพื่อลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเมื่อได้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วให้พับบัตรเลือกตั้งแล้วนำบัตรเลือกตั้งนั้นไปมอบให้กรรมการตรวจคะแนน เพื่อหย่อนบัตรเลือกตั้งนั้นลงในหีบบัตรเลือกตั้งต่อหน้าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง แล้วออกไปจากที่เลือกตั้ง ทั้งนี้ ต้องลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้เสร็จภายในเวลาอันสมควร
ข้อ 18 ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะนำเอกสาร รวมทั้งวัตถุใดๆ ซึ่งระบุรายชื่อหรือหมายเลขประจำตัวของผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าไป ณ ที่เลือกตั้ง หรือใช้เครื่องมือสื่อสารใดในขณะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม

:: หมวด 4 การตรวจและการรวมคะแนน
ข้อ 19 เมื่อปิดการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนนับคะแนนเสียงเลือกตั้งโดยเปิดเผยจนเสร็จ ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง
ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนประกาศผลของการนับคะแนนเสียงเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งนั้นและให้จัดทำบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งซึ่งได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมากที่สุด ตามลำดับจนครบจำนวนที่กำหนดไว้แล้วมอบให้อธิบดีโดยเร็ว
ในกรณีที่มีผู้ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่ากันในลำดับสุดท้าย ทำให้จำนวนผู้ที่อยู่ในข่ายที่จะได้รับเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่กำหนดไว้ ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนดำเนินการจับสลากระหว่างผู้ที่ได้รับคะแนนเสียงเท่ากันในลำดับสุดท้ายโดยเปิดเผย เพื่อให้ได้จำนวนผู้พิพากษาสมทบเท่าที่กำหนด
ข้อ 20 เมื่อการนับคะแนนเสียงเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเก็บบัตรเลือกตั้งที่ใช้นับคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้วใส่ซองปิดผนึก โดยลงลายมือชื่อคณะกรรมการตรวจคะแนนกำกับไว้บนซอง และแยกเก็บบัตรเสียไว้ต่างหาก แล้วมอบให้อธิบดีพร้อมกับบัญชีรายชื่อผู้ได้รับเลือกตั้ง
เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว อธิบดีจะทำลายบัตรเลือกตั้งและเอกสารอื่นได้เมื่อพ้นระยะเวลาคัดค้านการเลือกตั้งตามข้อ 23 แล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ข้อ 21 บัตรเลือกตั้งต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย
(1) บัตรปลอม
(2) บัตรที่ทำเครื่องหมายนอกช่องทำเครื่องหมาย
(3) บัตรที่มีเครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท
(4) บัตรที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด
(5) บัตรที่มิใช่บัตรซึ่งกรรมการตรวจคะแนนมอบให้
(6) บัตรที่มิได้ทำเครื่องหมาย
(7) บัตรที่ปรากฏว่าได้พับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งบัตร
(8) บัตรที่ทำเครื่องหมายเกินจำนวนผู้พิพากษาสมทบที่กำหนด
บัตรดังกล่าวให้กรรมการตรวจคะแนนสลักหลังว่า "เสีย" และต้องมีกรรมการตรวจคะแนนสามคนลงลายมือชื่อกำกับไว้
ภายใต้บังคับข้อ 22 ในการนับคะแนน หากปรากฏว่ามีบัตรเสียให้แยกบัตรเสียออกไว้เป็นส่วนหนึ่ง และห้ามมิให้นับบัตรเสียเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งไม่ว่ากรณีใด
ข้อ 22 ในกรณีบัตรเสียที่มีลักษณะตามข้อ 21 (2) (3) หรือ (4) ให้ถือว่าเป็นบัตรเสียเฉพาะเครื่องหมายที่ทำนอกช่องทำเครื่องหมาย เครื่องหมายหรือข้อความอื่นนอกจากเครื่องหมายกากบาท หรือเครื่องหมายที่ไม่อาจทราบได้ว่าลงคะแนนเสียงให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด

:: หมวด 5 การคัดค้านการเลือกตั้ง
ข้อ 23 เมื่อคณะกรรมการตรวจคะแนนประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้าสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานที่เกี่ยวข้องในการเลือกตั้งเห็นว่า การที่บุคคลได้รับการเลือกตั้งเพื่อจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบเป็นไปโดยมิชอบ ให้มีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้านต่ออธิบดีภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่
ในกรณีที่ไม่มีสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงานในเขตศาลแรงงานใด ให้ผู้แทนฝ่ายนายจ้างหรือผู้แทนฝ่ายลูกจ้างตามข้อ 4 มีสิทธิเช่นเดียวกับสมาคมนายจ้างหรือสหภาพ แรงงานตามวรรคหนึ่ง
เมื่ออธิบดีได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้พิจารณาดำเนินการโดยไม่ชักช้า คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด

:: หมวด 6 การเลือกตั้งเพิ่ม
ข้อ 24 ในกรณีที่ผลการเลือกตั้งไม่ได้จำนวนผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาสมทบครบจำนวนที่ประธานศาลฎีกากำหนดสำหรับศาลแรงงานใด ให้อธิบดีดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกตั้งผู้พิพากษาสมทบสำหรับศาลแรงงานนั้นเพิ่มเติมให้ครบจำนวนที่กำหนดไว้ และให้นำความใน หมวด 1 หมวด 2 หมวด 3 หมวด 4 และ หมวด 5 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่กฎกระทรวง (พ.ศ. 2523) ออกตามความในพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายลูกจ้างเพื่อจะเสนอให้ดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน ซึ่งไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างเพื่อแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษาสมทบในศาลแรงงาน และการคัดเลือกผู้แทนซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของสมาคมนายจ้างหรือสหภาพแรงงาน ตลอดจนการกำหนดอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจคะแนน อันจะทำให้กระบวนการเลือกตั้งดังกล่าวมีความยุติธรรมและเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้



 
ให้ไว้ ณ วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2547
อุไรวรรณ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
 
     
Update