กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

 
:: ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการกล่าวหา กล่าวโทษหรือสอบสวนผู้ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2546


:: บทนิยาม ข้อ 1-3
:: หมวด1 การกล่าวหาหรือกล่าวโทษ ข้อ 4-6
:: หมวด2 อายุความในการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ ข้อ 7
:: หมวด3 การสืบสวน ข้อ 8-11
:: หมวด4 คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน ข้อ 12-14
:: หมวด5 การสอบสวน ข้อ 15-26
:: หมวด6 การพิจารณาของคณะกรรมการวิชาชีพ ข้อ 27-30
 
 
ขออภัยกำลังปรับปรุงข้อมูลบางลิงค์อาจมีปัญหา ทางทีมงานปรับปรุงข้อมูลทุก 1 เดือน. Contact : webmaster
ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 โดยสำนักงานกฎหมาย มงคลธรรม ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
 
:: ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข
:: ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการกล่าวหา กล่าวโทษหรือสอบสวนผู้ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2546 ข้อที่ 1-30


อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 7 มาตรา 13 (2) และ มาตรา 43 แห่ง พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่ง มาตรา 29 ประกอบกับ มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 39 มาตรา 48 และ มาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขโดยคำแนะนำของคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบกระทรวงสาธารณสุข ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการกล่าวหา กล่าวโทษ หรือสอบสวน ผู้ประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2546"
ข้อ 2[1] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ 3 ในระเบียบนี้
"ความผิด" หมายความว่า การกระทำของผู้ประกอบโรคศิลปะที่ฝ่าฝืน มาตรา 36 หรือประพฤติผิดข้อจำกัดและเงื่อนไขการประกอบโรคศิลปะตาม มาตรา 37 หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพตาม มาตรา 38 แห่ง พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542
"คำกล่าวหา" หมายความว่า เรื่องที่ผู้ได้รับความเสียหายได้กล่าวหา ต่อคณะกรรมการวิชาชีพตาม พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ว่ามีผู้ประกอบโรคศิลปะกระทำความผิดซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าว โดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
"คำกล่าวโทษ" หมายความว่า เรื่องที่กรรมการวิชาชีพหรือบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวโทษต่อคณะกรรมการวิชาชีพตาม พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ว่ามีผู้ประกอบโรคศิลปะกระทำความผิด และการกล่าวโทษเช่นนั้นได้กล่าวโดยมีเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ
"การสอบสวน" หมายความว่า การรวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินการต่างๆ ซึ่งคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนได้ทำไปตามอำนาจหน้าที่ เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์การกระทำที่เป็นความผิดรวมถึงการให้ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ หรือพยานตลอดจนบันทึกคำกล่าวหา หรือคำกล่าวโทษด้วย
"สำนวนการสอบสวน" หมายความว่า บันทึกหรือเอกสารใดที่คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนจดไว้เป็นหลักฐาน แห่งรายละเอียดทั้งหลาย ในการสอบสวนผู้ประกอบโรคศิลปะที่กระทำความผิด รวมถึงการให้ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษหรือพยานตลอดจนบันทึกคำกล่าวหา หรือคำกล่าวโทษด้วย
"พยานหลักฐาน" หมายความว่า พยานวัตถุ พยานเอกสาร หรือพยานบุคคลตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
top

:: หมวด 1 การกล่าวหาหรือกล่าวโทษ
ข้อ 4 ผู้เสียหายที่จะกล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษที่จะกล่าวโทษผู้ประกอบโรคศิลปะผู้ใดให้ทำคำกล่าวหา หรือคำกล่าวโทษเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อแล้วยื่นต่อคณะกรรมการวิชาชีพที่กองการประกอบโรคศิลปะ โดยยื่นด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้
ข้อ 5 ให้ผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะในฐานะกรรมการและเลขานุการเสนอเรื่องการกล่าวหา หรือกล่าวโทษต่อคณะกรรมการวิชาชีพ เพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า
ข้อ 6 การถอนคำกล่าวหาหรือคำกล่าวโทษนั้น ให้ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษแล้วแต่กรณี ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อยื่นต่อคณะกรรมการวิชาชีพที่กองการประกอบโรคศิลปะ โดยยื่นด้วยตนเองหรือส่งทางไปรษณีย์ก็ได้ แต่ทั้งนี้ไม่เป็นเหตุให้ระงับการสอบสวน
top

:: หมวด 2 อายุความในการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ
ข้อ 7 สิทธิในการกล่าวหาหรือกล่าวโทษสิ้นสุดลงในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(1) เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องและรู้ตัวผู้ประพฤติผิด
(2) เมื่อเกินสามปี นับแต่วันที่มีการกระทำความผิด
top

:: หมวด 3 การสืบสวน
ข้อ 8 เมื่อคณะกรรมการวิชาชีพได้รับคำกล่าวหาหรือคำกล่าวโทษแล้ว คณะกรรมการวิชาชีพอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายตามที่ปรากฎในคำกล่าวหา หรือคำกล่าวโทษ
ในกรณีแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริง ตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการวิชาชีพแต่ละสาขาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคณะในแต่ละคณะประกอบด้วยอนุกรรมการวิชาชีพ ไม่น้อยกว่าสามคนและแต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธาน
ข้อ 9 คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริง มีหน้าที่สืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงแห่งกรณีที่มีการกล่าวหาหรือกล่าวโทษ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษว่ามีมูล หรือไม่แล้วให้สรุปความเห็นเสนอต่อคณะกรรมการวิชาชีพ เพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า
ข้อ 10 ในการเสนอรายงานความเห็นต่อคณะกรรมการวิชาชีพว่ากรณีมีมูล หรือไม่ให้ถือตามความเห็นของอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงฝ่ายข้างมาก
ในกรณีที่อนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงผู้ใด มีความเห็นแตกต่างไปจากอนุกรรมการวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงฝ่ายข้างมาก และต้องการให้บันทึกความเห็นที่แตกต่างไว้ก็ให้กระทำได้
ข้อ 11 รายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่สอบข้อเท็จจริงที่เสนอต่อคณะกรรมการวิชาชีพอย่างน้อย ต้องมีสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้
(1) วัน เดือน ปี ที่สรุปรายงาน และความเห็น
(2) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบโรคศิลปะที่ถูกกล่าวหา หรือถูกกล่าวโทษ
(3) พฤติกรรมโดยย่อของผู้ประกอบโรคศิลปะที่ปรากฏในคำกล่าวหาหรือคำกล่าวโทษ
(4) หลักฐานที่รวบรวมมาได้
(5) ความเห็นพร้อมทั้งเหตุผลที่แสดงว่าพฤติกรรมของผู้ประกอบโรคศิลปะที่ถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษใน (3) มีมูลหรือไม่
(6) ความเห็นแย้งของอนุกรรมการวิชาชีพ (ถ้ามี)
top

:: หมวด 4 คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน
ข้อ 12 ให้คณะกรรมการวิชาชีพแต่ละสาขาแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนอย่างน้อยหนึ่งคณะ ในแต่ละคณะประกอบด้วยอนุกรรมการวิชาชีพไม่น้อยกว่าสามคนและแต่งตั้งคนหนึ่งเป็นประธาน
ข้อ 13 อนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(1) เป็นผู้ประกอบโรคศิลปะในสาขาตามที่กำหนดไว้ใน มาตรา 5 แห่ง พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ยกเว้นอนุกรรมการวิชาชีพที่เป็นเลขานุการหรือผู้ช่วยเลขานุการของคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน หรือบุคคลใดที่เชิญมาเป็นอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน
(2) เป็นผู้ไม่เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะในสาขานั้นๆ
(3) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
ข้อ 14 ให้คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(1) ทำการสอบสวนการกระทำความผิดของผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษ
(2) ออกหนังสือเรียกผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษ ผู้เสียหายหรือบุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำหรือมีหนังสือแจ้งให้บุคคลใดๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุที่จำเป็นแก่การดำเนินการของคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน
(3) สรุปผลการสอบสวนและเสนอสำนวนการสอบสวน พร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการวิชาชีพเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด
top

:: หมวด 5 การสอบสวน
ข้อ 15 เมื่อคณะกรรมการวิชาชีพพิจารณาเห็นว่ากรณีมีมูล ให้กรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการวิชาชีพส่งเรื่องดังกล่าวให้ประธานอนุกรรมการวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนโดยไม่ชักช้า
ข้อ 16 ให้ประธานอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้ พร้อมทั้งส่งสำเนาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหา หรือกล่าวโทษทราบไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มทำการสอบสวน
ข้อ 17 การออกหนังสือเรียก ให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ผู้เสียหายหรือบุคคลใดๆ มาให้ถ้อยคำตาม ข้อ 14 (2) ให้เป็นไปตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้
ข้อ 18 การออกหนังสือแจ้งให้บุคคลใดๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุที่จำเป็นตาม ข้อ 14 (2) ให้เป็นไปตามแบบแนบท้ายระเบียบนี้
ข้อ 19 การส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ การส่งหนังสือเรียกมาให้ถ้อยคำหรือการส่งหนังสือแจ้งให้บุคคลใดๆ ส่งเอกสารหรือวัตถุที่จำเป็น ให้ส่งแก่ผู้นั้นตามที่อยู่ที่ปรากฏในทะเบียนผู้ประกอบโรคศิลปะ หรือในทะเบียนราษฎร์โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ข้อ 20 ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ มีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใดๆ มาให้คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน
คำชี้แจงหรือพยานหลักฐานดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ให้ยื่นต่อประธานอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน หรือภายในกำหนดเวลาที่คณะอนุกรรมการวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนขยายให้
ข้อ 21 ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ไม่มาให้คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนทำการสอบสวน ณ สถานที่ วัน เดือน ปี และเวลาที่แจ้งให้ทราบในหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ หรือภายในกำหนดเวลาที่ได้ขยายให้หรือไม่ทำคำชี้แจง หรือไม่นำพยานหลักฐานใดๆ ตาม ข้อ 20 ให้คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ เว้นแต่มีความจำเป็นอันไม่อาจจะก้าวล่วงเสียได้ และผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษได้แจ้งแล้วก็ให้ขยายเวลาได้อีกตามสมควร
ข้อ 22 ในการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ ให้คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน ถามชื่อตัว ชื่อสกุล และแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษทราบ และต้องบอกให้ทราบก่อนว่าถ้อยคำที่ได้ให้ไว้อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาการกระทำความผิดได้ เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ แต่ถ้าไม่เต็มใจให้การก็ให้บันทึกไว้ด้วย
ข้อ 23 ผู้เสียหาย หรือบุคคลใดๆ ที่ถูกเรียกมาให้ถ้อยคำ ให้คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนถามปากคำบุคคลนั้นไว้
การถามปากคำตามวรรคหนึ่ง คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนจะให้ผู้ให้ถ้อยคำสาบานหรือปฏิญาณตัวเสียก่อนก็ได้
ห้ามมิให้คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน ทำหรือจัดให้ทำการใดๆ ซึ่งเป็นการล่อลวงหรือขู่เข็ญ หรือให้สัญญากับผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษหรือผู้มาให้ถ้อยคำ เพื่อจูงใจให้เขาให้การหรือไม่ให้การหรือเพื่อให้ถ้อยคำ หรือไม่ให้ถ้อยคำอย่างใดๆ ในเรื่องที่ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษ
ข้อ 24 การสอบสวนให้ใช้ภาษาไทย แต่ถ้าจำเป็นต้องแปลภาษาไทยเป็นภาษาต่างประเทศ หรือภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยจะใช้ล่ามแปลก็ได้
ก่อนที่ล่ามจะทำหน้าที่แปล ล่ามต้องสาบานหรือปฏิญาณตนว่าจะทำหน้าที่โดยสุจริตใจจะไม่เพิ่มเติมหรือตัดทอนสิ่งที่แปล
เมื่อมีล่ามแปลคำให้การ คำพยานหรืออื่นๆ ล่ามต้องแปลให้ถูกต้องและให้ล่ามลงลายมือชื่อในคำแปลนั้น
ข้อ 25 สำนวนการสอบสวน ต้องระบุสถานที่ วัน เดือน ปี ที่จัดทำ นามและตำแหน่งของผู้ทำบันทึก และอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนทุกคนลงลายมือชื่อรับรองไว้ในสำนวนการสอบสวน
ข้อ 26 คณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวน เมื่อทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วให้สรุปการสอบสวน รวบรวมเอกสารพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งความเห็นและเสนอสำนวนการสอบสวนต่อคณะกรรมการวิชาชีพ โดยไม่ชักช้าเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
top

:: หมวด 6 การพิจารณาของคณะกรรมการวิชาชีพ
ข้อ 27 เมื่อคณะกรรมการวิชาชีพได้รับสำนวนการสอบสวน และความเห็นของคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการวิชาชีพพิจารณาสำนวนการสอบสวนและวินิจฉัยโดยไม่ชักช้า
ถ้าเห็นว่าสำนวนการสอบสวนยังไม่สมบูรณ์เพียงพอที่จะวินิจฉัย หรือจะต้องมีพยานหลักฐานเพิ่มเติม ก็ให้ส่งกลับไปยังคณะอนุกรรมการวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่สอบสวนเพื่อทำการสอบสวนหรือหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม
ถ้าเห็นว่าสำนวนการสอบสวนสมบูรณ์เพียงพอที่จะวินิจฉัย ให้คณะกรรมการวิชาชีพวินิจฉัย ดังนี้
(1) ยกคำกล่าวหาหรือคำกล่าวโทษ
(2) ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(ก) ว่ากล่าวตักเตือน
(ข) ภาคทัณฑ์
(ค) พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปี
(ง) เพิกถอนใบอนุญาต
ข้อ 28 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวิชาชีพตาม ข้อ 27 ให้ทำเป็นหนังสือพร้อมด้วยเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ และข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยและต้องลงลายมือชื่อกรรมการวิชาชีพที่วินิจฉัย และมาประชุมในวาระนั้น
ข้อ 29 ให้ผู้อำนวยการกองการประกอบโรคศิลปะ มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวิชาชีพ ไปยังผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกกล่าวโทษ และคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะเพื่อทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย รวมทั้งให้บันทึกข้อความตามคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนผู้ประกอบโรคศิลปะ
ให้ผู้ได้รับวินิจฉัยลงโทษตาม ข้อ 27 (2) (ค) และ (ง) มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะได้ ตาม มาตรา 54 แห่ง พระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ภายในสามสิบวันนับแต่วันรับทราบคำสั่ง
ข้อ 30 การดำเนินการใดๆ ที่ระเบียบนี้ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ให้นำบทบัญญัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับ


:: ประกาศ ณ วันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2546
:: (ลงชื่อ) สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

top

 
 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update