กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37  
   

:: ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
:: ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001 - 2546) พ.ศ. 2546 ข้อที่ 1-37

กระทรวงแรงงานประกาศใช้มาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001 - 2546) ความรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2546 เพื่อให้มีบรรทัดฐานการปฏิบัติต่อแรงงานที่แสดงถึงความรับผิดชอบทางสังคมอันนำไปสู่การส่งเสริมโอกาสทางการค้าของธุรกิจไทย และยกระดับ คุณภาพชีวิตแรงงาน ทั้งนี้ ได้มีนโยบายสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการทั้งหลายนำไปปฏิบัติและให้การรับรองโดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการบริหารมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001 - 2546) ดังนั้น เพื่อให้การรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001 - 2546) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสอดคล้องตามหลักเกณฑ์มาตรฐานสากล
อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 แก้ไขเพิ่มเติม โดย พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจึงกำหนดระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการรับรองมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001 - 2546) พ.ศ. 2546"
ข้อ 2[1] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ เป็นต้นไป
ข้อ 3 ในระเบียบนี้
"มาตรฐานแรงงาน" หมายความว่า มาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001 - 2546) ที่กระทรวงแรงงานกำหนด
"การรับรอง" หมายความว่า การที่หน่วยรับรองให้การรับรองว่าสถานประกอบกิจการได้ปฏิบัติต่อแรงงานตามมาตรฐานแรงงาน
"การตรวจประเมิน" หมายความว่า กระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินว่าผู้ยื่นคำขอได้มีการปฏิบัติต่อแรงงานตามมาตรฐานแรงงาน
" ข้อมูลข่าวสาร" หมายความว่า สิ่งที่สื่อความหมายให้รู้เรื่องราวข้อเท็จจริงข้อมูล หรือสิ่งใดๆ ไม่ว่าการสื่อความหมายนั้นจะทำได้โดยสภาพของสิ่งนั้นเองหรือโดยผ่านวิธีการใดๆ และไม่ว่าจะได้จัดทำไว้ในรูปของเอกสาร แฟ้ม รายงาน หนังสือ แผนผัง แผนที่ ภาพวาด ภาพถ่าย ฟิล์ม การบันทึกภาพหรือเสียงการบันทึกโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือวิธีอื่นใดที่ทำให้สิ่งที่บันทึกไว้ปรากฏได้
"ผู้ยื่นคำขอ" หมายความว่า สถานประกอบกิจการที่มีความประสงค์ขอรับการรับรองว่ามีการปฏิบัติต่อแรงงานตามมาตรฐานแรงงาน
"ผู้ได้รับการรับรอง" หมายความว่า ผู้ยื่นคำขอที่ได้รับการรับรองจากหน่วยรับรองว่ามีการปฏิบัติต่อแรงงานตามมาตรฐานแรงงาน
"ผู้ตรวจประเมิน" หมายความว่า ผู้ซึ่งหน่วยรับรองแต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่ตรวจประเมินตามระเบียบนี้
"ผู้ตรวจประเมินฝึกหัด" หมายความว่า ผู้ซึ่งหน่วยรับรองแต่งตั้งเพื่อทำหน้าที่ตรวจประเมินตามระเบียบนี้ร่วมกับคณะผู้ตรวจประเมิน
"ผู้เชี่ยวชาญ" หมายความว่า ผู้ให้คำแนะนำทางเทคนิคเฉพาะแก่ผู้ตรวจประเมินและร่วมในการตรวจประเมิน
"หน่วยรับรอง" หมายความว่า ผู้ซึ่งให้บริการการตรวจประเมิน และรับรองว่าสถานประกอบกิจการได้ปฏิบัติต่อแรงงานตามมาตรฐานแรงงาน
"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีผู้รักษาการตามระเบียบนี้
"กรม" หมายความว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ข้อ 4 ให้หน่วยงานดังต่อไปนี้เป็นหน่วยรับรอง
(1) กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
(2) หน่วยงานของรัฐหรือเอกชนตามที่อธิบดีประกาศกำหนด
ข้อ 5 ให้กรมจัดทำบัญชีรายชื่อหน่วยรับรองตาม ข้อ 4 (2) และจัดให้มีการทบทวนบัญชีรายชื่อหน่วยรับรองทุกปี
ข้อ 6 การรับรองอาจแบ่งได้เป็นหลายระดับตามที่อธิบดีประกาศกำหนดการรับรองในแต่ละระดับ มีระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่หน่วยรับรองออกใบรับรอง
ข้อ 7 ในกรณีที่สถานประกอบกิจการมีความประสงค์ขอการรับรองให้สถานประกอบกิจการยื่นคำขอต่อหน่วยรับรอง ตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่สถานประกอบกิจการยื่นคำขอให้กรมดำเนินการรับรอง ให้สถานประกอบกิจการยื่นคำขอ ณ สำนักพัฒนามาตรฐานแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือกลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่
ข้อ 8 ผู้ยื่นคำขอต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือได้รับทะเบียนการค้าแล้ว
ข้อ 9 เมื่อมีการยื่นคำขอตาม ข้อ 7 ให้หน่วยรับรองที่รับคำขอลงทะเบียนรับคำขอไว้เป็นหลักฐาน
ให้หน่วยรับรองตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ของคำขอเอกสารและหลักฐานต่างๆ ที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอ ถ้ามีข้อบกพร่องต้องปรับปรุงแก้ไข ให้หน่วยรับรองแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำขอทราบเพื่อดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่กำหนด
ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอมิได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในเวลาที่กำหนดให้หน่วยรับรองยกคำขอเสีย แต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำขอใหม่
ข้อ 10 เมื่อตรวจสอบคำขอ เอกสารและหลักฐานที่ใช้ประกอบการยื่นคำขอแล้ว ปรากฏว่าถูกต้องสมบูรณ์ ให้หน่วยรับรองแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ยื่นคำขอทราบเพื่อดำเนินการตรวจประเมินต่อไป
ข้อ 11 การตรวจประเมินของหน่วยรับรองให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
(1) แต่งตั้งคณะผู้ตรวจประเมิน
(2) ทบทวนเอกสาร และจัดทำกำหนดการตรวจประเมิน
(3) เข้าตรวจประเมินสถานประกอบกิจการของผู้ยื่นคำขอ
ข้อ 12 ให้หน่วยรับรองแจ้งรายชื่อคณะผู้ตรวจประเมินให้ผู้ยื่นคำขอทราบ
คณะผู้ตรวจประเมินประกอบด้วยหัวหน้าคณะผู้ตรวจประเมิน ผู้ตรวจประเมิน และ/หรือผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ อาจมีผู้ตรวจประเมินฝึกหัดเข้าร่วมในการตรวจประเมินก็ได้
หัวหน้าคณะผู้ตรวจประเมิน ผู้ตรวจประเมิน ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ตรวจประเมินฝึกหัดตามวรรคสองต้องมีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนด
ข้อ 13 ในกรณีที่กรมเป็นหน่วยรับรอง ให้อธิบดีแต่งตั้งบุคคลดังต่อไปนี้เป็นผู้ตรวจประเมิน
(1) ข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกรมซึ่งมีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกำหนดและ
(2) บุคคลอื่นซึ่งกรมได้คัดเลือกจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ให้เป็นผู้ตรวจประเมิน
ให้กรมจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ตรวจประเมิน และจัดให้มีการทบทวนบัญชีรายชื่อผู้ตรวจประเมินทุกปี
ข้อ 14 ก่อนเริ่มการตรวจประเมิน คณะผู้ตรวจประเมินต้องให้การรับรองเป็นหนังสือ ต่อหน่วยรับรองว่าจะรักษาความลับของสถานประกอบกิจการที่เข้าไปตรวจประเมิน และไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการตัดสินว่าผู้ยื่นคำขอได้มีการปฏิบัติต่อแรงงานตามมาตรฐานแรงงานหรือไม่
ข้อมูลข่าวสารที่หน่วยรับรองหรือคณะผู้ตรวจประเมินได้มาจากกระบวนการรับรองจะเปิดเผยมิได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีและได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารที่จะเปิดเผย
ในกรณีที่กรมเป็นหน่วยรับรอง การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามวรรคสองให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ
ข้อ 15 ให้หัวหน้าคณะผู้ตรวจประเมินจัดประชุมคณะผู้ตรวจประเมินเพื่อเตรียมความพร้อมในการตรวจประเมิน
ข้อ 16 เมื่อจัดการประชุมตาม ข้อ 15 แล้ว ให้คณะผู้ตรวจประเมินทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องและจัดทำกำหนดการตรวจประเมิน เตรียมรายการตรวจประเมิน พร้อมกับแบ่งหน้าที่ของผู้ตรวจประเมิน
ข้อ 17 เมื่อทบทวนเอกสารตาม ข้อ 16 เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คณะผู้ตรวจประเมินนัดหมายกับผู้ยื่นคำขอเพื่อเข้าตรวจประเมิน
ข้อ 18 ในการเข้าตรวจประเมิน ให้คณะผู้ตรวจประเมินดำเนินการตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้
(1) ประชุมเปิดการตรวจประเมิน
(2) ดำเนินการตรวจประเมินสถานประกอบกิจการ
(3) บันทึกและจัดทำรายงานผลการตรวจประเมิน
(4) ประชุมปิดการตรวจประเมิน
ข้อ 19 การประชุมเปิดการตรวจประเมินตาม ข้อ 18 (1) ให้คณะผู้ตรวจประเมินจัดประชุมร่วมกับผู้บริหารหรือผู้แทนของผู้ยื่นคำขอเพื่อ
(1) ทบทวนวัตถุประสงค์ วิธีการและขั้นตอนการตรวจประเมิน รวมถึงการรายงานผล
(2) สร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างคณะผู้ตรวจประเมินกับผู้ยื่นคำขอ
(3) ยืนยันความพร้อมของทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นสำหรับคณะผู้ตรวจประเมิน และความถูกต้องของเอกสารที่คณะผู้ตรวจประเมินได้รับ
(4) ทำความเข้าใจในประเด็นเกี่ยวกับการตรวจประเมินที่ไม่ชัดเจน รวมถึง เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องและแก้ไขข้อคับข้องใจ
(5) กำหนดวันและเวลาของการประชุมปิดการตรวจประเมิน
ข้อ 20 เมื่อจัดการประชุมตาม ข้อ 19 แล้ว ให้คณะผู้ตรวจประเมินดำเนินการเข้าตรวจประเมินสถานประกอบกิจการดังนี้
(1) ตรวจสภาพการทำงานของลูกจ้างและสภาพการจ้าง ถ่ายภาพ ถ่ายสำเนาเอกสารที่เกี่ยวกับการจ้าง การจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด และทะเบียนลูกจ้าง เก็บตัวอย่างวัสดุหรือผลิตภัณฑ์เพื่อวิเคราะห์เกี่ยวกับความปลอดภัยในการทำงาน และกระทำการอย่างอื่นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน
(2) สอบถามผู้แทนนายจ้างและลูกจ้าง รวมถึงบุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องด้วยเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา
ในการเข้าตรวจประเมิน ผู้ยื่นคำขอต้องอำนวยความสะดวกและยินยอมให้คณะผู้ตรวจประเมินเข้าตรวจประเมิน ในสถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้ยื่นคำขอ และสถานที่ทำงานของลูกจ้างในเวลาทำการ รวมถึงจัดให้มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่จำเป็นแก่คณะผู้ตรวจประเมิน ในการเข้าตรวจประเมินแต่ละครั้ง
คณะผู้ตรวจประเมินอาจตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสมในเรื่องนั้นๆ โดยไม่ต้องผูกพันอยู่กับรายการตรวจประเมินหรือพยานหลักฐานของผู้ยื่นคำขอ
ข้อ 21 ให้คณะผู้ตรวจประเมินบันทึกผลการเข้าตรวจประเมินตาม ข้อ 20 วรรคหนึ่ง ทุกครั้งที่มีการเข้าตรวจประเมิน
ข้อ 22 เมื่อการตรวจประเมินสิ้นสุดลง ให้คณะผู้ตรวจประเมินประชุมพิจารณาจัดทำรายงานผลการตรวจประเมิน และรายงานนั้นอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกำหนดในมาตรฐานแรงงาน และเหตุผลพร้อมข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ
ข้อ 23 เมื่อคณะผู้ตรวจประเมินจัดทำรายงานผลการตรวจประเมินเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้คณะผู้ตรวจประเมินจัดประชุมปิดการตรวจประเมินร่วมกับผู้บริหารหรือผู้แทนของผู้ยื่นคำขอเพื่อเสนอรายงานดังกล่าว แล้วให้ผู้ยื่นคำขอลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานนั้น
ข้อ 24 ในกรณีที่รายงานผลปฏิบัติการเข้าตรวจประเมินปรากฏว่าผู้ยื่นคำขอได้ปฏิบัติต่อแรงงาน ตามมาตรฐานแรงงานในระดับที่ตนยื่นคำขอ ให้คณะผู้ตรวจประเมินจัดทำสรุปผลการตรวจประเมินเสนอหน่วยรับรองภายในสิบวันนับ แต่วันที่ผู้ยื่นคำขอลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานตาม ข้อ 23 เพื่อพิจารณาออกใบรับรองให้แก่ผู้ยื่นคำขอตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ข้อ 25 ในกรณีที่รายงานผลปฏิบัติการเข้าตรวจประเมินปรากฏว่าผู้ยื่นคำขอมิได้ปฏิบัติต่อแรงงาน ตามมาตรฐานแรงงานในระดับที่ตนยื่นคำขอ ให้ผู้ยื่นคำขอจัดทำแนวทางการแก้ไขและป้องกันภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้ยื่นคำขอลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานตาม ข้อ 23 เพื่อให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามแนวทางแก้ไขภายในหกเดือนนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
เมื่อผู้ยื่นคำขอได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามแนวทางการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะผู้ตรวจประเมิน จัดทำรายงานผลการตรวจประเมิน และให้ผู้ยื่นคำขอลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานนั้น พร้อมกับจัดทำสรุปผลการตรวจประเมินเสนอหน่วยรับรองภายในสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ยื่นคำขอลงลายมือชื่อรับทราบในรายงานนั้น เพื่อพิจารณาออกใบรับรองให้แก่ผู้ยื่นคำขอตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ถ้าผู้ยื่นคำขอมิได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามแนวทางการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะผู้ตรวจประเมินรายงานให้หน่วยรับรองทราบเพื่อพิจารณาจำหน่ายคำขอเสียแต่ไม่ตัดสิทธิที่จะยื่นคำขอใหม่
ข้อ 26 ผู้ได้รับการรับรองต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(1) ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานในระดับที่ได้รับการรับรองตลอดระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบรับรอง
(2) อ้างการรับรองได้เฉพาะในกิจการที่ได้รับการรับรองเท่านั้น
(3) ไม่นำใบรับรองไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อบุคคลอื่น
(4) ไม่นำใบรับรองไปอ้างอันอาจทำให้ประชาชนสับสนหรือหลงผิด
(5) ไม่นำใบรับรองไปอ้างอันอาจทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์หรือบริการด้วย
(6) อำนวยความสะดวกและให้ความร่วมมือในการตรวจติดตามผลตาม ข้อ 31
(7) จัดทำบันทึกข้อร้องเรียน และผลการดำเนินการตามข้อร้องเรียนภายในสถานประกอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับการรับรอง แล้วเก็บรักษาไว้ ณ สถานประกอบกิจการหรือสำนักงานของผู้ได้รับการรับรอง พร้อมที่จะให้คณะผู้ตรวจประเมินตรวจได้ในเวลาทำการ
(8) ส่งสิ่งของหรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับรองตามที่หน่วยรับรองร้องขอ
(9) จัดให้มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยและอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ จำเป็นแก่คณะผู้ตรวจประเมินในการตรวจติดตามผลแต่ละครั้งตาม ข้อ 31
ข้อ 27 ในกรณีที่ผู้ได้รับการรับรองมีความประสงค์เปลี่ยนแปลงระดับการรับรอง ให้นำความใน ข้อ 7 ถึง ข้อ 25 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 28 ให้ผู้ได้รับการรับรองแจ้งเป็นหนังสือให้หน่วยรับรองทราบไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนที่จะเกิดเหตุดังต่อไปนี้
(1) กิจการของผู้ได้รับการรับรองมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้างเนื่องจากการโอนรับมรดกหรือด้วยประการใด หรือในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล และมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง โอน หรือควบกับนิติบุคคลใด
(2) ย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น
เมื่อได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้หน่วยรับรองยกเลิกใบรับรองที่ออกให้แก่ผู้ได้รับการรับรองโดยให้มีผลนับแต่วันที่เกิดเหตุตามวรรคหนึ่ง
ข้อ 29 ให้หน่วยรับรองออกใบรับรองใหม่ให้แก่ผู้ได้รับการรับรองในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ใบรับรองหมดอายุ และได้ดำเนินการตรวจประเมินตาม ข้อ 7 ถึง ข้อ 25 ใหม่
(2) ใบรับรองชำรุด เสียหาย หรือสูญหาย
(3) ผู้ได้รับการรับรองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อและไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานที่ได้รับการรับรอง
ใบรับรองที่ออกให้ใหม่ตาม (2) และ (3) มีอายุเท่ากับอายุที่เหลืออยู่ของใบรับรองฉบับเดิม
ข้อ 30 ในกรณีที่ผู้ได้รับการรับรองประสงค์จะให้มีการรับรองต่อเนื่อง ให้ผู้ได้รับการรับรองยื่นคำขอตาม ข้อ 9 ไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนที่ใบรับรองหมดอายุ
ข้อ 31 ให้หน่วยรับรองตรวจติดตามผลว่าผู้ได้รับการรับรองได้ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานในระดับที่ได้รับการรับรองหรือไม่ โดยดำเนินการตรวจติดตามผลภายหลังจากที่ออกใบรับรองแล้วอย่างน้อยสี่เดือน และให้นำความใน ข้อ 7 ถึง ข้อ 25 มาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่หน่วยรับรองอาจปรับลดขั้นตอนบางส่วนลงเพื่อความเหมาะสมก็ได้
หน่วยรับรองอาจตรวจติดตามผลโดยไม่แจ้งให้ผู้ได้รับการรับรองทราบล่วงหน้าก็ได้ในกรณีที่มีการร้องเรียนว่า ผู้ได้รับการรับรองมิได้ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานในระดับที่ได้รับการรับรอง และข้อร้องเรียนนั้นมีมูลที่น่าเชื่อถือ
ข้อ 32 ให้กรมจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ได้รับการรับรอง และจัดให้มีการทบทวนบัญชีรายชื่อผู้ได้รับการรับรองทุกปี
ข้อ 33 ในกรณีที่ผู้ได้รับการรับรองไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานในระดับที่ได้รับการรับรอง และไม่ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่หน่วยรับรองกำหนดให้อธิบดีมีอำนาจสั่งพักใช้ ใบรับรองได้ไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินเก้าสิบวัน
ข้อ 34 ให้อธิบดีมีอำนาจเพิกถอนใบรับรองในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ผู้ได้รับการรับรองไม่ยินยอมให้หน่วยรับรองตรวจติดตามผลตาม ข้อ 31
(2) ผู้ได้รับการรับรองไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ใน ข้อ 26 (3) ถึง (5)
ข้อ 35 ในกรณีที่ผู้ได้รับการรับรองประสงค์จะยกเลิกการรับรอง ให้ผู้ได้รับการรับรองแจ้งเป็นหนังสือให้กรมทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
ข้อ 36 ให้ผู้ยื่นคำขอ หรือผู้ได้รับการรับรองมีสิทธิอุทธรณ์ ร้องเรียน และโต้แย้งการรับรองตามระเบียบนี้ต่อคณะกรรมการได้ตามที่อธิบดีกำหนด คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด
ข้อ 37 ให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรักษาการตามระเบียบนี้และให้มีอำนาจออกประกาศและคำสั่ง เพื่อปฏิบัติการตามระเบียบนี้
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ ให้อธิบดีเป็นผู้มีอำนาจวินิจฉัย คำวินิจฉัยของอธิบดีให้เป็นที่สุด


:: ประกาศ ณ วันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2546
:: (ลงชื่อ) ฐาปบุตร ชมเสวี อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน







 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update