กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  กฎหมาย.คอม ข้อที่  
   

:: ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
:: ว่าด้วยการเร่งรัด ติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต พ.ศ. 2546 ข้อที่ 1-10

โดยที่เป็นการสมควรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการเร่งรัด ติดตามเกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีเอกภาพและเป็นระบบยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจึงวางระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการเร่งรัดติดตาม เกี่ยวกับกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริต พ.ศ. 2546"
ข้อ 2[1] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ 3 บรรดาระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
"หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือหน่วยงานอื่นใดที่มีกฎหมายกำหนดให้ดำเนินกิจการของรัฐและได้รับเงินอุดหนุน หรือเงินหรือทรัพย์สินลงทุนจากรัฐ
"เจ้าหน้าที่ของรัฐ" หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่นไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใด บรรดาซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือถูกสั่งให้ปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ
"เงินขาดบัญชี" หมายความว่า การรับจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินของหน่วยงานของรัฐหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นๆ ของหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี และก่อให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ
ข้อ 5 ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐแห่งใดมีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตไม่ว่าหน่วยงานแห่งนั้นตรวจพบเอง หรือสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้ตรวจพบ ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐดังกล่าวดำเนินการให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน รวมทั้งดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่ผู้เกี่ยวข้องโดยเร็ว
ข้อ 6 เพื่อประโยชน์ของทางราชการที่จะให้การดำเนินการเป็นไปโดยรวดเร็วในกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้ตรวจพบว่าหน่วยงานของรัฐแห่งใดมีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตและได้ชี้มูลความผิดแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวดำเนินการให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน รวมทั้งดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดโดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพื่อหามูลความผิดอีก
ถ้าเป็นกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติชี้มูลความผิดตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 นอกจากผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนจะพิจารณาลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้กระทำผิด หรือให้เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นพ้นจากตำแหน่งหรือดำเนินคดีอาญาแล้ว หากปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อหน่วยงานของรัฐ ให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน หรือดำเนินการทางแพ่งโดยเร็วด้วย
ข้อ 7 เมื่อตรวจพบว่ามีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตในหน่วยงานของรัฐใด ให้หน่วยงานของรัฐนั้นแจ้งให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรมบัญชีกลาง และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินทราบโดยพลัน ทั้งนี้ ตามแบบและวิธีการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีกำหนด
ข้อ 8 ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการเร่งรัดติดตามหน่วยงานของรัฐที่เกิดกรณีเงินขาดบัญชี หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัดเพื่อให้ได้รับทราบผลการดำเนินการทั้งการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน การดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยโดยเร็ว
ในกรณีที่ได้ดำเนินการตามวรรคหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีแจ้งให้หน่วยงานของรัฐนั้นชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมรายละเอียด พยานหลักฐาน และปฏิบัติให้ถูกต้องเสร็จสิ้นโดยเร็ว
ให้หน่วยงานของรัฐที่ตรวจพบว่ามีกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตและได้แจ้งต่อสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตาม ข้อ 7 หรือที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีตามวรรคสอง แจ้งผลการดำเนินการให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทราบอย่างต่อเนื่องทุกระยะสี่เดือน หรือหากปรากฏผลความคืบหน้าก็ให้แจ้งผลให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทราบโดยเร็ว ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐมิได้ดำเนินการ และหรือมิได้แจ้งผลให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทราบภายในเวลาที่กำหนด ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการ
ข้อ 9 ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานกรณีเงินขาดบัญชีหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐทุจริตที่ได้รับแจ้งทั้งหมด และผลการเร่งรัดติดตามเพื่อให้มีการชดใช้เงินหรือทรัพย์สินคืน หรือการดำเนินการทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยแก่ผู้กระทำผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดจนผู้บังคับบัญชาของผู้กระทำผิด ให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยต่อเนื่องทุกหกเดือน
ข้อ 10 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามระเบียบนี้


:: ประกาศ ณ วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2546
:: (ลงชื่อ) พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี

วิธีการรายงาน
1. กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลาง ให้กรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัดเป็นผู้แจ้ง
2. กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้แจ้งและสำเนาแจ้งกรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัดด้วย
3. กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางที่มีสำนักงานตั้งอยู่ในภูมิภาค ให้หน่วยงานนั้นรายงานกรมเจ้าสังกัดเพื่อให้กรมหรือกระทรวงเจ้าสังกัดเป็นผู้แจ้งและให้หน่วยงานนั้นสำเนาแจ้งผู้ว่าราชการจังหวัดทราบด้วย
4. กรณีเป็นหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น ให้หน่วยงานนั้นแจ้งจังหวัดเพื่อแจ้งกระทรวงมหาดไทย และให้กระทรวงมหาดไทยเป็นผู้แจ้ง
5. กรณีเป็นหน่วยงานของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐเป็นผู้แจ้ง

 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update