แนะนำ ขอคำแนะนำ ต้องการสนับสนุน 
กฎหมายดอตคอม คลิกที่นี่!!หน้าหลัก กฎหมายดอตคอม
     
 
 

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ว่าด้วยการใช้เงินราชการลับ
พ.ศ. 2547
 

เพื่อให้การใช้เงินราชการลับเกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด
อาศัยอำนาจตามมาตรา 25 (4) และมาตรา 107 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงกำหนดระเบียบไว้ ดังนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการใช้เงินราชการลับ พ.ศ. 2547"
ข้อ 2[1] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 บรรดาระเบียบ ข้อกำหนด หรือคำสั่งอื่นใด ที่ขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
"เงินราชการลับ" หมายความว่า เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่กำหนดให้เป็นเงินราชการลับหรือที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. อนุมัติเพิ่มเติมให้เป็นเงินราชการลับ
"ประธานกรรมการ" หมายความว่า ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
"คณะกรรมการ ป.ป.ช." หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
"กรรมการ ป.ป.ช." หมายความว่า กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
"ประธานคณะกรรมการ" หมายความว่า ประธานคณะกรรมการบริหารเงินราชการลับ
"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
"สำนักงาน ป.ป.ช." หมายความว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ข้อ 5 วัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายเงินราชการลับให้กระทำได้ในงานที่ต้องดำเนินการในลักษณะปกปิดหรือไม่สามารถเปิดเผยได้ ภายใต้ภารกิจ ดังนี้
(1) ภารกิจด้านปราบปรามการทุจริต
(2) ภารกิจด้านตรวจสอบทรัพย์สิน
(3) ภารกิจด้านป้องกันการทุจริต
(4) ภารกิจด้านการข่าว
(5) ภารกิจที่ไม่สามารถเบิกจ่ายตามระเบียบอื่นได้ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ/หรือสำนักงาน ป.ป.ช. ให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ข้อ 6 การขอรับการจัดสรร เงินราชการลับ ให้ดำเนินการ ดังนี้
(1) ให้ขอตั้งเงินราชการลับพร้อมกับการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสำนักงาน ป.ป.ช. สำหรับกรณีที่มีความจำเป็นต้องเพิ่มหรือโอนงบประมาณรายจ่ายอื่นเป็นเงินราชการลับในระหว่างปี ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.
(2) เมื่อสำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับการจัดสรรเงินราชการลับ ตาม (1) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอกรอบภารกิจและวงเงินสำหรับการใช้จ่าย ตามข้อ 5 ต่อคณะกรรมการ ตามข้อ 7 พิจารณาก่อนนำเสนอประธานกรรมการให้ความเห็นชอบ
ข้อ 7 การอนุมัติใช้จ่ายเงินราชการลับ ให้ดำเนินการ ดังนี้
(1) ให้ประธานกรรมการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารเงินราชการลับ ประกอบด้วย กรรมการ ป.ป.ช. อย่างน้อย 3 คนเป็นกรรมการ โดยให้กรรมการ ป.ป.ช. 1 คน เป็นประธานคณะกรรมการ และเลขาธิการเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาอนุมัติเบิกจ่ายเงินราชการลับ
กรณีจำเป็นเร่งด่วน ประธานคณะกรรมการสามารถอนุมัติเบิกจ่ายเงินราชการลับได้แล้วแจ้งให้คณะกรรมการทราบ
(2) การใช้จ่ายเงินราชการลับ ให้กระทำได้ภายในกรอบภารกิจและวงเงินที่ประธานกรรมการให้ความเห็นชอบ
(3) ให้เลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมายเป็นผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินราชการลับ
(4) เงินราชการลับที่เบิกจากคลัง ให้เลขาธิการหรือผู้ที่เลขาธิการมอบหมายรับไปดำเนินการ โดยนำเงินทั้งหมดส่งฝากไว้ในบัญชีพิเศษของสำนักงาน ป.ป.ช.
(5) ห้ามมิให้นำเงินราชการลับไปจ่ายก่อนที่จะนำเงินส่งฝากไว้ในบัญชี ตาม (4)
ข้อ 8 ให้เลขาธิการรับผิดชอบจัดทำบัญชีควบคุมการรับ-จ่ายเงินราชการลับโดยแสดงยอดรับ-จ่ายและเงินคงเหลือ
ข้อ 9 การเก็บรักษาบัญชีและหลักฐานการรับ-จ่ายเงินราชการลับ ให้เก็บไว้ที่ผู้มีอำนาจเบิกจ่ายเงินราชการลับ
ข้อ 10 ให้เลขาธิการรายงานผลของการใช้จ่ายเงินราชการลับ ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประจำทุกสามเดือน นับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณ
ข้อ 11 เพื่อให้การจ่ายเงินราชการลับมีผลสัมฤทธิ์และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ราชการคณะกรรมการบริหารเงินราชการลับ อาจกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการใช้เงินราชการลับเพิ่มเติมได้ตามความเห็นชอบของประธานกรรมการโดยไม่ขัดต่อระเบียบนี้
ข้อ 12 ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติรักษาการ ตามระเบียบนี้และมีอำนาจวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้
 
ประกาศ ณ วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2547
พลตำรวจเอก วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
 
     
Update