แนะนำ ขอคำแนะนำ ต้องการสนับสนุน 
กฎหมายดอตคอม คลิกที่นี่!!หน้าหลัก กฎหมายดอตคอม
     
 
 

ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด (ฉบับที่ 3)
พ.ศ. 2547
 

เพื่อให้การดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับการกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ และกฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ในเวลาอันรวดเร็วถูกต้องและเที่ยงธรรม จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 145 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 10 และมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 และมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง ครั้งที่ 18/2547 เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2547 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จึงออกระเบียบไว้ ดังนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2547"
ข้อ 2[1] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกบทนิยามคำว่า "เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน" ในข้อ 3 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน" หมายความว่า พนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน หรือพนักงานซึ่งเลขาธิการ หรือผู้ซึ่งเอกอัครราชทูตหรือกงสุลใหญ่แต่งตั้งให้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน และให้หมายความรวมถึงบุคคล คณะบุคคล หรืออนุกรรมการซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวน"
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ 10 ข้อ 18 ข้อ 19 และข้อ 20 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ 10 เรื่องร้องเรียนดังต่อไปนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งอาจไม่รับหรือไม่ยกขึ้นพิจารณาก็ได้
(1) คำร้องเรียนซึ่งมิได้ทำเป็นหนังสือหรือมีสาระสำคัญดังที่กำหนดไว้ในข้อ 19
(2) คำร้องเรียนซึ่งไม่ระบุพยานหลักฐานเพียงพอหรือเป็นเรื่องที่มีลักษณะเป็นบัตรสนเท่ห์ หรือการชี้ช่องแจ้งเบาะแสไม่เพียงพอที่จะสามารถดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปได้
(3) คำร้องเรียนที่ยื่นพ้นกำหนดเวลาร้องเรียนตามข้อ 27
คำร้องเรียนตาม (1) และ (2) ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนใช้เป็นเพียงข้อมูลประกอบในการสืบสวนสอบสวนเท่านั้น
"ข้อ 18 ผู้ร้องเรียนต้องร้องเรียนด้วยตนเอง แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นจะมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นคำร้องเรียนแทนก็ได้ โดยผู้ยื่นคำร้องเรียนแทนต้องอยู่ในฐานะที่ทราบข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการร้องเรียนนั้น
ในกรณีที่มอบอำนาจให้ผู้อื่นร้องเรียนแทนผู้รับมอบอำนาจจะต้องส่งใบมอบอำนาจ และระบุเหตุผลที่ต้องมีการยื่นคำร้องเรียนแทนพร้อมทั้งสำเนาหรือภาพถ่ายบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐของผู้ร้องเรียนและผู้รับมอบอำนาจมาพร้อมกับคำร้องเรียนด้วย
ในกรณีที่ผู้ร้องเรียนเป็นนิติบุคคลต้องส่งสำเนาหนังสือสำคัญแสดงความเป็นนิติบุคคลมาพร้อมกับคำร้องเรียนด้วย
เพื่อประโยชน์ในการประกาศผลการเลือกตั้ง การยื่นคำร้องเรียนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ให้ยื่นก่อนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง หากมีคำร้องเรียนที่ยื่นภายหลังวันเลือกตั้ง ให้ดำเนินการตามข้อ 37 วรรคสอง
"ข้อ 19 คำร้องเรียนต้องทำเป็นหนังสือใช้ถ้อยคำสุภาพและมี
(1) วัน เดือน ปี
(2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ร้องเรียน
(3) ชื่อและที่อยู่ของผู้ถูกร้องเรียนเท่าที่จะระบุได้
(4) ระบุข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ร้องเรียนว่ามีการกระทำให้การเลือกตั้ง หรือการนับคะแนนในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม และรายละเอียดเกี่ยวกับวัน เวลาและสถานที่ที่เกิดการกระทำ
(5) ระบุพยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานบุคคล (ถ้ามี) หากระบุที่อยู่ของพยานได้ ขอให้ระบุให้ชัดเจน
(6) ลงลายมือชื่อของผู้ร้องเรียนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทน
คำร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือกรรมการนับคะแนนจะต้องปรากฏว่ามีการทักท้วงการปฏิบัติในขณะเกิดเหตุ และได้มีการจดบันทึกคำทักท้วงไว้ในสมุดรายงานเหตุการณ์ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือกรรมการนับคะแนนด้วย หากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งหรือกรรมการนับคะแนนไม่รับคำทักท้วง และไม่บันทึกการทักท้วง ผู้ทักท้วงจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจแห่งท้องที่เกิดเหตุเป็นหลักฐานในวันรุ่งขึ้น และนำหลักฐานการแจ้งมาประกอบคำร้องเรียนด้วย
"ข้อ 20 คำร้องเรียนให้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยผ่านผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่เหตุแห่งการร้องเรียนเกิดขึ้น
ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพิจารณาว่าควรรับหรือไม่รับคำร้องเรียนตามข้อ 10 และข้อ 19 เสียก่อน กรณีผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเห็นควรรับหรือไม่รับคำร้องเรียนแล้ว ให้เสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพิจารณา ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสั่งให้รับคำร้องเรียน ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนดำเนินการตามระเบียบโดยพลัน ถ้าหากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเห็นด้วยว่าควรไม่รับคำร้องเรียน ให้เสนอคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณา
ในกรณีมีการยื่นคำร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้เลขาธิการพิจารณาว่าควรรับหรือไม่รับคำร้องเรียนตามข้อ 10 และข้อ 19 เสียก่อนแล้ว ดำเนินการตามข้อ 34 และข้อ 35 โดยพลัน
คำร้องเรียนที่ยื่นต่อกรรมการการเลือกตั้งหรือกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดให้ส่งคำร้องเรียนนั้นไปยังเลขาธิการ หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่เหตุแห่งการร้องเรียนเกิดขึ้นโดยพลัน
ในกรณีที่ผู้ร้องเรียนได้ยื่นคำร้องเรียนต่อเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งให้เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ส่งคำร้องเรียนนั้นไปยังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดที่เหตุแห่งการร้องเรียนเกิดขึ้นโดยพลัน แล้วให้ดำเนินการตามความในวรรคแรก"
ข้อ 5 ให้ยกเลิกข้อ 23 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542
ข้อ 6 ให้ยกเลิกความในข้อ 27 ข้อ 29 ข้อ 33 ข้อ 35 ข้อ 37 และข้อ 40 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ 27 การยื่นคำร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำอันมิใช่การฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติอันมีโทษทางอาญาต้องทำภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่รู้ หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการร้องเรียน
คำร้องเรียนที่ได้ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรแก่การพิจารณาวินิจฉัยอาจให้รับไว้ดำเนินการก็ได้
ในกรณีที่เป็นการยื่นคำร้องเรียนตามข้อ 20 วรรคสี่ หรือวรรคห้า หรือการร้องเรียนด้วยวาจา ต่อบุคคลตามข้อ 21 ให้ถือว่าวันที่ยื่นคำร้องเรียนต่อบุคคลตามข้อ 20 วรรคสี่ หรือวรรคห้าหรือวันที่ร้องเรียนด้วยวาจาต่อบุคคลตามข้อ 21 เป็นวันยื่นคำร้องเรียน
"ข้อ 29 ในกรณีผู้ร้องเรียนได้ยื่นคำร้องเรียนทั้งที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งและสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ที่เหตุแห่งการร้องเรียนเกิดขึ้น หรืออ้างว่าเกิดขึ้นในเขตจังหวัด ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเป็นผู้รับผิดชอบในการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนนั้น เว้นแต่เลขาธิการเห็นว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวควรดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้เลขาธิการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อสั่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดส่งคำร้องเรียนนั้น ไปสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยเร็ว ในกรณีเช่นนี้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดยุติการดำเนินการในเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แล้วส่งเรื่องให้เลขาธิการเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป
"ข้อ 33 หากคำร้องเรียนไม่เข้าลักษณะตามข้อ 19 หรือไม่ชัดเจนเพียงพอ ให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดหรือเลขาธิการหรือเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนแจ้งให้ผู้ร้องเรียน หรือผู้รับมอบอำนาจดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือเพิ่มเติมคำร้องเรียนให้ชัดเจน หรือจะเชิญผู้ร้องเรียนมาพบเพื่อชี้แจงสอบถามข้อเท็จจริง หรือขอเอกสารหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายในเวลาที่กำหนดก็ได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินห้าวันนับแต่วันที่แจ้ง
เมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนดำเนินการตรวจสอบมูลกรณีของเรื่อง ร้องเรียนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอเรื่องต่อเลขาธิการเพื่อพิจารณาตามข้อ 34 ต่อไป
"ข้อ 35 เมื่อเลขาธิการเห็นควรส่งเรื่องร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนดำเนินการหากเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน เห็นว่าเรื่องร้องเรียนนั้น ควรให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เป็นผู้พิจารณาดำเนินการ ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเสนอเรื่องต่อเลขาธิการเพื่อส่งเรื่องร้องเรียนให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนั้น จัดให้มีการสืบสวนสอบสวนและให้ดำเนินการตามข้อ 48 ต่อไป
"ข้อ 37 เรื่องร้องเรียนที่ผู้ร้องเรียนยื่นก่อนสิ้นสุดวันเลือกตั้งและมีคำสั่งให้รับไว้พิจารณาแล้ว ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนและสรุปสำนวนให้แล้วเสร็จภายในห้าวันนับแต่วันเลือกตั้ง
เรื่องร้องเรียนที่ผู้ร้องเรียนได้ยื่นไว้หลังวันเลือกตั้ง ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนตามระเบียบนี้ต่อไป หรือนำไปรวมกับเรื่องคัดค้านการเลือกตั้ง (ถ้ามี) โดยให้ดำเนินการตามข้อ 36
ในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่าเรื่องร้องเรียนใดไม่มีความจำเป็นต้องสืบสวนสอบสวนต่อไปแล้ว ให้เลขาธิการจัดทำความเห็นหรือข้อสังเกตตามข้อ 48 วรรคสองให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาต่อไป
ในการสืบสวนสอบสวนตามระเบียบนี้ ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ หรือตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมาย
"ข้อ 40 กรณีที่รู้ตัวผู้ถูกร้องเรียนและเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทำการสืบสวนสอบสวนแล้ว เห็นว่าข้อร้องเรียนใดมีพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเรียนกระทำการฝ่าฝืน หรือไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามที่ถูกร้องเรียนให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเสนอเลขาธิการ เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาและเรียกผู้ถูกร้องเรียนมาแจ้ง และอธิบายข้อกล่าวหาพร้อมทั้งแจ้งสิทธิที่จะพึงมีตามกฎหมายให้ผู้ถูกร้องเรียนทราบ การแจ้งผู้ถูกร้องเรียนให้ทำเป็นหนังสือ
การแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งจะมีผลให้มีการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือมีการนับคะแนนใหม่ โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้กระทำ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจในการกระทำหรือได้รับประโยชน์ตามข้อร้องเรียน ให้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นด้วย
เมื่อผู้ถูกร้องเรียนมาพบ ให้เลขาธิการสั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนทำการบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นคู่ฉบับมอบให้ผู้ถูกร้องเรียนหนึ่งฉบับเก็บไว้ ในสำนวนการสืบสวนสอบสวนหนึ่งฉบับและให้ผู้ถูกร้องเรียนลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นให้บันทึกถ้อยคำโดยเร็วหากผู้ถูกร้องเรียนไม่ยอมลงลายมือชื่อให้บันทึกเหตุนั้นไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเรียนไม่มารับทราบข้อกล่าวหา หรือมาแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนส่งสรุปข้อกล่าวหา พร้อมทั้งมีหนังสือสอบถามผู้ถูกร้องเรียนว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ไปให้ผู้ร้องเรียน ณ ที่อยู่ของผู้ถูกร้องเรียนซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ร้องเรียนแจ้งให้ทราบทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เมื่อเวลาล่วงพ้นไปสามวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าว ให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนดำเนินการตามข้อ 41 ต่อไป
ถ้ารู้ตัวผู้ถูกร้องเรียนแต่ไม่สามารถเรียกตัวมาได้ หรือไม่มาตามกำหนดให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนบันทึกเหตุดังกล่าวไว้ในสำนวนการสืบสวนสอบสวน แล้วดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไปตามระเบียบนี้"
ข้อ 7 ให้ยกเลิกความในข้อ 59 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ 59 ให้นำความในหมวด 3 การสืบสวนสอบสวนและการพิจารณาวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนและปัญหา หรือข้อโต้แย้ง มาใช้บังคับแก่การสืบสวนสอบสวนและการพิจารณาของคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดโดยอนุโลม โดยให้อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยและเลขาธิการเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด
เมื่อได้มีคำสั่งให้รับเรื่องร้องเรียนใด ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดรายงานการรับเรื่องร้องเรียนนั้นให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ โดยพลันตามแบบท้ายระเบียบนี้
คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด มีอำนาจควบคุม กำกับดูแล การสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนในเขตจังหวัดที่รับผิดชอบ กรณีมีเหตุอันสมควรหรือมีความจำเป็นอาจเรียกเรื่องร้องเรียนมาทำการสืบสวนสอบสวนเอง หรือมอบหมายให้พนักงานหรือกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดคนหนึ่ งหรือหลายคนทำการสืบสวนสอบสวนเรื่องร้องเรียนนั้นก็ได้"
ข้อ 8 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นข้อ 59/1 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542
"ข้อ 59/1 การดำเนินการตามข้อ 40 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือเจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเป็นผู้พิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา และเรียกผู้ถูกร้องเรียนมาแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาข้างต้น
เมื่อผู้ถูกร้องเรียนมาพบให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดสั่งให้เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวน ทำการบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาเป็นคู่ฉบับมอบให้ผู้ถูกร้องเรียนหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการสืบสวนสอบสวนหนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกร้องเรียนลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐาน จากนั้นให้บันทึกถ้อยคำโดยเร็ว หากผู้ถูกร้องเรียนไม่ยอมลงลายมือชื่อให้บันทึกเหตุนั้นไว้เป็นหลักฐาน"
ข้อ 9 ให้ยกเลิกความในข้อ 64 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2542 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
"ข้อ 64 ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพบหรือปรากฏเหตุตามข้อ 63 ให้เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อสั่งให้มีการสืบสวนสอบสวนและพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดต่อไป
ในกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยหรือคณะอนุกรรมการอื่นหรือบุคคลหรือคณะบุคคลซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแต่งตั้ง หรือพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพบหรือปรากฏเหตุตามข้อ 63 ให้เสนอเรื่องให้เลขาธิการ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามระเบียบต่อไปนี้
ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด กรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง กรรมการนับคะแนน ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น คณะอนุกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดแต่งตั้งตามข้อ 16 หรือพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด หรือองค์การเอกชนที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ตรวจสอบการเลือกตั้ง พบหรือปรากฏเหตุตามข้อ 63 ให้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพื่อพิจารณาดำเนินการตามระเบียบต่อไป"


แบบรายงานการสั่งรับเรื่องร้องเรียนการเลือกตั้ง ......................
เขตเลือกตั้ง ...................... อำเภอ ......................
จังหวัด ......................

ลำดับ ที่ ผู้ถูกร้องเรียน ผู้ร้องเรียน ประเด็นหรือข้อร้องเรียน วันรับเรื่อง วันสั่งรับ
เรื่องร้องเรียน
วันเลือกตั้ง วันที่คาดว่า
จะส่งสำนวน
เสนอ กกต.
หมายเหตุ
                 
                 
                 
                 
                 
                 
                 
                 
                 
                 

ลงชื่อ ............................. ผู้รายงาน
(.............................)
ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำ ...............


*หมายเหตุ :- แบบรายงานตามข้อ 59 ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสืบสวนสอบสวนและการวินิจฉัยชี้ขาด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2547
 
ประกาศ ณ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547
พลตำรวจเอก วาสนา เพิ่มลาภ
ประธานกรรมการการเลือกตั้ง
 
     
Update