แนะนำ ขอคำแนะนำ ต้องการสนับสนุน 
กฎหมายดอตคอม คลิกที่นี่!!หน้าหลัก กฎหมายดอตคอม
     
 
 

ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน
พ.ศ. 2547
 

:: บทนิยาม มาตรา 1-5
:: หมวด1 การแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน
และการคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน มาตรา 6-14
:: หมวด2 การแจ้งข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา มาตรา 15-16
:: หมวด3 การไต่สวนข้อเท็จจริง มาตรา 17-28
:: หมวด4 การพิจารณาและสรุปสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง มาตรา 29-32
:: บทเฉพาะกาล มาตรา 33


 
     

     
 
 

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน
ระเบียบนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา 29 ประกอบกับมาตรา 31 มาตรา 35 มาตรา 37 และมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 มาตรา 45 วรรคสาม และมาตรา 46 วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า "ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ. 2547 "
ข้อ 2[1] ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิก
(1) ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน พ.ศ. 2543
(2) ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546
ข้อ 4 ในระเบียบนี้
"ประธานกรรมการ " หมายความว่า ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
"ประธานอนุกรรมการ " หมายความว่า ประธานอนุกรรมการไต่สวน
"อนุกรรมการ " หมายความว่า อนุกรรมการไต่สวน และหมายรวมถึงประธานอนุกรรมการไต่สวนในฐานะที่เป็นอนุกรรมการไต่สวนด้วย
"การไต่สวนข้อเท็จจริง " หมายความว่า การแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงและมูลความผิด หรือเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความร่ำรวยผิดปกติ
ข้อ 5 ให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รักษาการตามระเบียบนี้

:: หมวด 1 การแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนและการคัดค้านอนุกรรมการไต่สวน
ข้อ 6 การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนให้เป็นไปตามมาตรา 45
ข้อ 7 เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในเรื่องใดแล้ว ให้ประธานอนุกรรมการแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และจัดให้มีการประชุมเพื่อดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว โดยในการประชุมครั้งแรกให้คณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาเรื่องดังต่อไปนี้
(1) การกำหนดแนวทางในการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามข้อ 10
(2) การมอบหมายให้อนุกรรมการคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนปฏิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายตามข้อ 19
(3) การแจ้งข้อกล่าวหา ตามข้อ 15
(4) เรื่องอื่นๆ ที่จำเป็น
ข้อ 8 การประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวน ต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนอนุกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม
การลงมติของที่ประชุมคณะอนุกรรมการไต่สวนให้ถือเสียงข้างมาก อนุกรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
ข้อ 9 ในการแจ้งคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ จะให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน แล้วมอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ หรือจะส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ หรือตามหลักฐานที่ปรากฏจากการไต่สวนข้อเท็จจริงก็ได้ ในกรณีเช่นนี้เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งสำเนาคำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว
ข้อ 10 ในการกำหนดแนวทางการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณาคำร้องหรือคำร้องขอ หรือคำกล่าวหา แล้วแต่กรณี รวมทั้งเอกสารหลักฐานต้นเรื่องข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อกำหนดระยะเวลาและวิธีการในการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้การไต่สวนข้อเท็จจริงดำเนินไปด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรมมากที่สุด
กรณีมีการไต่สวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น การสอบสวนของพนักงานสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา การสอบสวนหรือการไต่สวนตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารบุคคล หรือการสอบสวนหรือการไต่สวนตามกฎหมายอื่น แล้วแต่กรณี ให้ถือว่าการสอบสวนหรือไต่สวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนตามระเบียบนี้
ข้อ 11 ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการถ้าผู้นั้นมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) รู้เห็นเหตุการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน
(2) มีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา
(3) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(4) เป็นผู้กล่าวหาหรือเป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(5) มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะญาติหรือเป็นหุ้นส่วนหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน หรือขัดแย้งกันทางธุรกิจกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
คำคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการ ต้องทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานกรรมการภายในเจ็ดวันนับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน หรือวันทราบเหตุแห่งการคัดค้านโดยแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านไว้ในคำคัดค้าน ด้วยว่าจะทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ได้ความจริงและความยุติธรรมอย่างใด ในการนี้ ให้ประธานกรรมการส่งสำเนาคำคัดค้านให้ประธานอนุกรรมการทราบและรวบรวมไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง แล้วให้ประธานกรรมการเสนอคำคัดค้านให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา โดยระหว่างนั้น ห้ามมิให้อนุกรรมการผู้ถูกคัดค้านยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะอนุกรรมการไต่สวน จนกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีมติยกคำคัดค้านตามข้อ 12 แต่อาจทำคำชี้แจงประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้
ข้อ 12 ในการพิจารณาคำคัดค้าน ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาวินิจฉัยว่าเหตุแห่งการคัดค้านเป็นไปตามที่ผู้คัดค้านได้กล่าวอ้างหรือไม่ หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามิได้เป็นไปตามคำคัดค้าน และมีเหตุผลสมควรที่จะให้อนุกรรมการผู้ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติยกคำคัดค้านนั้นเสีย แล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ ทั้งนี้ มติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ให้ยกคำคัดค้านถือเป็นที่สุด
ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าคำคัดค้านฟังขึ้นหรือมีเหตุผลเพียงพอที่จะฟังได้ว่าหากให้อนุกรรมการผู้ถูกคัดค้านปฏิบัติหน้าที่ต่อไป อาจทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงไม่ได้ความจริงและความยุติธรรม ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งให้อนุกรรมการผู้นั้นพ้นจากการเป็นอนุกรรมการในเรื่องนั้นแล้วแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ
การพ้นจากการเป็นอนุกรรมการตามวรรคสอง ไม่กระทบถึงการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ได้ดำเนินการไปแล้ว
ข้อ 13 อนุกรรมการผู้ใดเห็นว่าตนมีเหตุอันอาจถูกคัดค้านตามข้อ 11 วรรคหนึ่ง หรือเห็นว่ามีเหตุอื่นที่อาจจะมีการกล่าวอ้างในภายหลังได้ว่าตนไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยเที่ยงธรรมให้แจ้งประธานกรรมการทราบโดยเร็ว ระหว่างนั้นห้ามมิให้อนุกรรมการผู้นั้นยุ่งเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะอนุกรรมการไต่สวน และให้นำข้อ 12 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 14 ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งให้บุคคลใดพ้นจากการเป็นอนุกรรมการในเรื่องใดเนื่องจากเหตุตามข้อ 12 หรือข้อ 13 หรือเหตุอันสมควรหรือจำเป็นประการอื่น ถ้าการพ้นจากการเป็นอนุกรรมการนั้นมิได้กระทบต่อองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการไต่สวน และความเหมาะสมกับฐานะและระดับของตำแหน่ง และการคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหา ตามมาตรา 45 แล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะไม่แต่งตั้งอนุกรรมการแทนก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้อนุกรรมการที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้และให้ถือว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนประกอบด้วยอนุกรรมการเท่าที่มีอยู่
ความในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับกรณีที่อนุกรรมการคนใดขอถอนตัวหรือลาออกจากการเป็นอนุกรรมการ หรือตายในระหว่างเป็นอนุกรรมการด้วยโดยอนุโลม
ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามีเหตุอันสมควรหรือจำเป็นที่จะต้องแต่งตั้งอนุกรรมการแทนหรือเปลี่ยนอนุกรรมการหรือแต่งตั้งอนุกรรมการเพิ่ม เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำสั่งเช่นว่านั้นโดยแสดงเหตุแห่งการมีคำสั่งแล้ว ให้นำข้อ 9 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การเปลี่ยนแปลงอนุกรรมการ ไม่กระทบถึงการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

:: หมวด 2 การแจ้งข้อกล่าวหาและชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
ข้อ 15 เมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนข้อกล่าวหา ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาพบ และแจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ และให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาภายในเวลาอันสมควร แต่อย่างช้าไม่เกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับทราบข้อกล่าวหา
ในการแจ้งข้อกล่าวหาตามวรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนจัดทำเป็นบันทึกตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด ระบุข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเท่าที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าใจข้อกล่าวหาได้ดี โดยทำเป็นสองฉบับ เพื่อมอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ เก็บไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงหนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานด้วย
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามารับทราบข้อกล่าวหาแต่ไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนจดแจ้งเหตุที่ไม่ยอมลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา และให้รวมไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง หากผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหา ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนส่งบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกกล่าวหา ณ ที่อยู่ของผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการหรือสถานที่ติดต่อที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งให้ทราบ การแจ้งในกรณีนี้ให้ทำบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาเป็นสามฉบับ เพื่อเก็บไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงหนึ่งฉบับ ส่งไปให้ผู้ถูกกล่าวหาสองฉบับ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาเก็บไว้หนึ่งฉบับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบ ส่งกลับคืนมารวมไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงหนึ่งฉบับ เมื่อล่วงพ้นสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว แม้จะไม่ได้รับบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาคืน หรือไม่ได้รับคำชี้แจงจากผู้ถูกกล่าวหาก็ให้ถือว่าผู้ถูกกล่าวหาได้รับทราบข้อกล่าวหาและไม่ประสงค์ที่จะแก้ข้อกล่าวหา
ถ้าผู้ถูกกล่าวหามาขอให้ถ้อยคำหรือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือขอนำสืบพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาก่อนที่คณะอนุกรรมการไต่สวนจะสรุปสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง เสนอประธานกรรมการและคณะอนุกรรมการไต่สวน เห็นว่ามีเหตุผลอันสมควรอาจพิจารณาให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหา ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาร้องขอก็ได้
ข้อ 16 ในการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาอาจแก้ข้อกล่าวหาโดยทำเป็นหนังสือหรือชี้แจงด้วยวาจาก็ได้ และผู้ถูกกล่าวหามีสิทธินำทนายความหรือบุคคลที่ไว้วางใจเข้าฟังการชี้แจงหรือให้ปากคำของตนได้ ทั้งนี้ ทนายความหรือบุคคลที่ผู้ถูกกล่าวหาไว้วางใจดังกล่าว ต้องมิใช่พยานในเรื่องที่กล่าวหานั้น
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยวาจา ให้นำข้อ 22 และข้อ 24 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
การนำสืบแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเองหรือจะอ้างพยานหลักฐานแล้วขอให้คณะอนุกรรมการไต่สวนเรียกพยานหลักฐานนั้นมาก็ได้ ทั้งนี้ หากคณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรมจะขยายระยะเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หรือนำสืบแก้ข้อกล่าวหาออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้
ในกรณีที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่าพยานหลักฐานใดที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้าง ไม่เกี่ยวกับประเด็นที่กล่าวหาหรือเป็นการประวิงให้ชักช้า คณะอนุกรรมการไต่สวนจะไม่ทำการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นก็ได้

:: หมวด 3 การไต่สวนข้อเท็จจริง
ข้อ 17 คณะอนุกรรมการไต่สวนมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือมูลความผิด
ในการไต่สวนข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการไต่สวนห้ามมิให้บุคคลที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมในการไต่สวนข้อเท็จจริง
การถอนคำร้องหรือคำร้องขอหรือคำกล่าวหาไม่ตัดอำนาจของคณะอนุกรรมการไต่สวน ที่จะดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป
ข้อ 18 ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการไต่สวน ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนมีอำนาจตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 25 (1) (2) และ (3) และมาตรา 26
การใช้อำนาจตามวรรคหนึ่ง หากจำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือคำสั่ง ให้ประธานอนุกรรมการเป็นผู้ลงนามในหนังสือหรือคำสั่งดังกล่าว
ข้อ 19 ในกรณีที่มิได้มีกฎหมายหรือระเบียบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดไว้เป็นประการอื่น คณะอนุกรรมการไต่สวนอาจมอบหมายให้อนุกรรมการที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่และหรืออนุกรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน ปฏิบัติหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งตามที่มอบหมายได้
ข้อ 20 การนำเอกสารหรือวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐานในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงให้อนุกรรมการบันทึกไว้ด้วยว่าได้มาอย่างใด จากผู้ใดและเมื่อใด
เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานให้ใช้ต้นฉบับ แต่ถ้าไม่อาจนำต้นฉบับมาได้ จะใช้สำเนาที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบ รับรองว่าเป็นสำนวนที่ถูกต้องก็ได้
ถ้าหาต้นฉบับเอกสารไม่ได้เพราะสูญหาย หรือน่าเชื่อว่าถูกทำลาย หรือโดยเหตุประการอื่นจะนำสำเนาหรือพยานบุคคลมาสืบแทนก็ได้
ข้อ 21 ในกรณีที่คณะอนุกรรมการไต่สวน เรียกบุคคลใดมาเป็นพยาน ให้บุคคลนั้นมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำตามวัน เวลา และสถานที่ที่คณะอนุกรรมการไต่สวนกำหนด
ในกรณีที่พยานมาแต่ไม่ให้ถ้อยคำหรือไม่มาให้ถ้อยคำ หรือคณะอนุกรรมการไต่สวนเรียกพยานไม่ได้ภายในเวลาอันสมควร คณะอนุกรรมการไต่สวนจะไม่สอบปากคำพยานนั้นก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย
ข้อ 22 การสอบปากคำพยาน ห้ามมิให้บุคคลอื่นอยู่ในที่นั้นด้วย เว้นแต่บุคคลซึ่งอนุกรรมการอนุญาตเพื่อประโยชน์แห่งการไต่สวนข้อเท็จจริง
ข้อ 23 ก่อนเริ่มสอบปากคำพยาน ให้แจ้งให้พยานทราบว่าอนุกรรมการมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตาม ประมวลกฎหมายอาญา การให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่ออนุกรรมการอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย
ข้อ 24 การสอบปากคำพยาน ให้บันทึกถ้อยคำมีสาระสำคัญตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด เมื่อได้บันทึกถ้อยคำเสร็จแล้ว ให้อ่านให้ผู้ให้ถ้อยคำฟัง หรือจะให้ผู้ให้ถ้อยคำอ่านเองก็ได้แล้วให้ผู้ให้ถ้อยคำและผู้บันทึกถ้อยคำลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน และให้อนุกรรมการซึ่งร่วมในการสอบปากคำลงลายมือชื่อรับรองไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้นด้วย ถ้าบันทึกถ้อยคำมีหลายหน้าให้อนุกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกหน้า
ในบันทึกถ้อยคำ ห้ามมิให้ขูดลบหรือบันทึกข้อความทับ ถ้าจะต้องแก้ไขข้อความที่ได้บันทึกไว้แล้วให้ใช้วิธีขีดฆ่าหรือตกเติม และให้อนุกรรมการอย่างน้อยหนึ่งคนกับผู้ให้ถ้อยคำลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกแห่งที่ขีดฆ่าหรือตกเติม
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่ยอมลงลายมือชื่อ ให้บันทึกเหตุแห่งการไม่ลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกถ้อยคำนั้น
ในกรณีที่ผู้ให้ถ้อยคำไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้นำ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 25 ในกรณีที่คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่าการแสวงหาข้อเท็จจริง หรือรวบรวมพยานหลักฐานใดจะทำให้การไต่สวนข้อเท็จจริงล่าช้าโดยไม่จำเป็น หรือมิใช่พยานหลักฐานในประเด็นสำคัญคณะอนุกรรมการไต่สวนจะงดเสียก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงด้วย
ข้อ 26 ในกรณีที่การไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า มีบุคคลอื่นมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดในเรื่องที่อยู่ระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง ให้คณะอนุกรรมการมีอำนาจดำเนินการไต่สวนได้ด้วย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ ถ้าพบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ให้ประธานอนุกรรมการรายงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามควรแก่กรณีโดยเร็ว
ในกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นร่ำรวยผิดปกติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคณะเดิมเป็นผู้ไต่สวนข้อเท็จจริง หรือจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนคณะใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนที่ได้รับแต่งตั้งดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบนี้ กรณีเช่นนี้ ให้ใช้พยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ดำเนินการมาแล้วเป็นพยานหลักฐานของการไต่สวนข้อเท็จจริงเรื่องนี้ได้
ในกรณีที่คณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยแยกเป็นสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ ให้นำสำเนาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องในสำนวนเดิมรวมในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่และบันทึก ให้ปรากฏว่านำพยานหลักฐานใดจากสำนวนเดิมมาประกอบการพิจารณาในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ด้วย
กรณีตามวรรคหนึ่ง หากเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีส่วนร่วมหรือเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดหรือมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ เป็นบุคคลตามมาตรา 66 ผู้เสียหายหรือผู้ยื่นคำร้องแทนแล้วแต่กรณีต้องมายื่นคำร้องก่อน เมื่อได้รับคำร้องถูกต้อง ครบถ้วนแล้ว ให้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในวรรคสองและวรรคสามต่อไป
ข้อ 27 ในการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ หากคณะอนุกรรมการไต่สวนตรวจสอบพบว่ามีกรณีตามมาตรา 78 วรรคหนึ่ง ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบโดยพลัน
กรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้ถูกกล่าวหาไว้ชั่วคราว และผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องขอผ่อนผัน หรือขอรับทรัพย์สินนั้นไปใช้ประโยชน์หรือแสดงหลักฐานว่าทรัพย์สินนั้นมิได้เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติ ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแล้วทำความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ข้อ 28 ในการไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหาว่าร่ำรวยผิดปกติ หากปรากฏพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติตามข้อกล่าวหา ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนตามรายการ วิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าสามสิบวันแต่ไม่เกินหกสิบวันโดยระบุในคำสั่งดังกล่าวด้วยว่า การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนรวบรวมไว้ในสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้วดำเนินการตาม หมวด 2 ต่อไปอาจเป็นความผิดตามกฎหมาย
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงเหตุผลจนเป็นที่พอใจแก่คณะอนุกรรมการไต่สวน ว่าตนไม่อาจแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในระยะเวลาที่กำหนดได้ คณะอนุกรรมการไต่สวนอาจขยายระยะเวลาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินออกไปตามที่เห็นสมควรก็ได้ แต่ทั้งนี้ ต้องไม่เกินระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง หรือกำหนดระยะเวลาที่คณะอนุกรรมการไต่สวนขยายให้ตามวรรคสาม หากคณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่าเพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม จะนำรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว มาประกอบการพิจารณาต่อไปก็ได้

:: หมวด 4 การพิจารณาและสรุปสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง
ข้อ 29 เมื่อคณะอนุกรรมการไต่สวนได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวงตามที่มีการกล่าวหา และที่ผู้ถูกกล่าวหานำมาใช้อ้างหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหานั้นเพียงพอแล้วให้ประชุมพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง แล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการอันเป็นมูลความผิดตามข้อกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร แล้วจัดทำสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามมาตรา 50 เสนอต่อประธานกรรมการ
ข้อ 30 เมื่อประธานกรรมการได้รับสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ให้จัดให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาภายในสามสิบวัน
เพื่อประโยชน์แห่งความเป็นธรรม เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่งแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจมีมติให้คณะอนุกรรมการไต่สวนชุดเดิมไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม หรือแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดใหม่ ทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก็ได้ ทั้งนี้ หากเป็นการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดใหม่ ให้นำข้อ 9 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนทำการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แล้วสรุปข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานที่ได้มาเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยไม่ต้องทำความเห็น
ข้อ 31 ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การนับระยะเวลาตามระเบียบนี้สำหรับเวลาเริ่มต้นให้นับวันถัดจากวันแรกแห่งเวลานั้นเป็นวันเริ่มนับระยะเวลา แต่ถ้าเป็นกรณีขยายเวลาให้นับวันต่อจากวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาเดิมเป็นวันเริ่มระยะเวลาที่ขยายออกไป ส่วนเวลาสิ้นสุดถ้าวันสุดท้ายแห่งระยะเวลาตรงกับวันหยุดราชการ ให้นับวันเริ่มเปิดทำการใหม่เป็นวันสุดท้ายแห่งระยะเวลา
ข้อ 32 ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ หรือที่ระเบียบนี้มิได้กำหนดไว้ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนเสนอเรื่องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณามีมติเป็นประการใดแล้ว ให้คณะอนุกรรมการไต่สวนดำเนินการให้เป็นไปตามมตินั้นต่อไป

:: บทเฉพาะกาล
ข้อ 33 การไต่สวนข้อเท็จจริงใดที่ได้ดำเนินการไปแล้วตามระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศหรือคำสั่งที่ออกตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือ พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ 2518 หรือ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับและยังไม่แล้วเสร็จ ให้การไต่สวนข้อเท็จจริงนั้นเป็นอันใช้ได้ และให้ดำเนินการต่อไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาตามที่กำหนดในระเบียบนี้ โดยให้ถือว่าการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ดำเนินการไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการไต่สวนข้อเท็จจริงตามระเบียบนี้








 
ประกาศ ณ วันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2547
พลตำรวจเอก วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิง
ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
 
     
Update