แนะนำ ขอคำแนะนำ ต้องการสนับสนุน กฎหมายดอตคอม คลิกที่นี่!! รายละเอียดและวิธีการค้นหากฎหมาย ใน กฎหมายดอตคอม
ประมวลกฎหมายรัษฎากร
 
กลับไปที่หน้าสารบาญส่วน 3 บทลงโทษ
Topมาตรา 124 ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉยหรือ ปฏิเสธไม่เสียอากรหรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หมายเหตุมาตรา 124 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502
Topมาตรา 125 ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่ 10 บาท ขึ้นไปหรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรก็ ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
หมายเหตุมาตรา 125 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ.2496
Topมาตรา 126 ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จต้องระวาง โทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
หมายเหตุมาตรา 126 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502
Topมาตรา 127 ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตาม มาตรา 105ตรี หรือไม่ ออกใบรับให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตาม มาตรา 106 หรือออกใบรับซึ่งไม่ปิด แสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หมายเหตุมาตรา 127 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502
Topมาตรา 127ทวิ ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มี การออกใบรับ หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือชำระราคาตาม มาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงิน หรือ รับชำระราคาจริงต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
หมายเหตุมาตรา 127ทวิ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ.2502
Topมาตรา 128 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้า หน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่หรือโดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจไม่ปฏิบัติ ตามคำเรียกหรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสารหรือไม่ปฏิบัติตามหมายของ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ ตามความใน มาตรา 123 หรือไม่ยอมตอบ คำถามเมื่อซักถาม หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 105ทวิ มาตรา 105จัตวา หรือ มาตรา 123ทวิ
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
หมายเหตุมาตรา 128 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2497
Topมาตรา 129 ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นแสตมป์ปลอมก็ ดีหรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้วหรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดี ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปีหรือ ทั้งปรับทั้งจำ
หมายเหตุมาตรา 129 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2489


อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พุทธศักราช 2482
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2483
มาตรา 18 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2485
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2489
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันและเวลาประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 ถึงมาตรา 14 มาตรา 17 และมาตรา 19 ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีเงินได้ ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 20 ถึงมาตรา 22 ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้า ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 23 และมาตรา 24 ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีการธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การออมสิน และการประกันภัย ซึ่งพึงประเมินเรียกเก็บในปี พ.ศ. 2490 เป็นต้นไป
(4) บทบัญญัติมาตรา 30 (1) และ (2) ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นต้นไป
(5) บทบัญญัติตั้งแต่มาตรา 31 ถึงมาตรา 35 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นต้นไป
(6) บทบัญญัติมาตรา 36 ให้ใช้สำหรับการจัดเก็บเงินช่วยการประถมศึกษาจำนวนปี พ.ศ. 2490, 2491 เป็นต้นไป
(7) บทบัญญัติมาตรา 39 สำหรับภาษีโรงแรมภัตตาคาร ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2490 เป็นต้นไป
มาตรา 40 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการจัดเก็บภาษีหรือเงินช่วยปีพุทธศักราชต่างๆ หรืออากรที่ยังค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพรบ.นี้
มาตรา 41 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2490
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2490
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2494
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 17 ถึงมาตรา 32 แห่งพรบ.นี้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (1) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 34 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับในการจัดเก็บ ภาษีเงินได้สำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ในปีภาษี พ.ศ. 2494 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 33 แห่งพรบ.นี้และบัญชีอัตราภาษีเงินได้ (2) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 34 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับแก่บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันใช้บังคับพรบ.นี้ เว้นแต่บทบัญญัติ มาตรา 76 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 33 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้
(3) บทบัญญัติมาตรา 35 ถึงมาตรา 37 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับสำหรับการจัดเก็บภาษีโรงค้าตั้งแต่ในปีภาษี พ.ศ. 2494 เป็นต้นไป
(4) บทบัญญัติมาตรา 38 ถึงมาตรา 45 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้
(5) บทบัญญัติมาตรา 46 ถึงมาตรา 48 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยอากรมหรสพ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้
(6) บทบัญญัติมาตรา 49 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีโรงแรมภัตตาคาร ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้
มาตรา 50 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวัน ใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพรบ.นี้เว้นแต่
(1) มาตรา 19 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 12 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับแก่การยื่นรายการซึ่งได้ยื่นไว้แล้วไม่เกินห้าปีนับแต่วันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 19
(2) มาตรา 50 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 26 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับแก่กรณีความผูกพันที่ต้องจ่ายเงินซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 50 และ ความผูกพันเช่นว่านี้ยังคงมีอยู่หลังวันใช้บังคับนั้น ในกรณีเช่นนี้เมื่อมีการจ่ายเงินตามข้อผูกพันครั้งสุดท้าย ให้ผู้จ่ายเงินหักภาษีตามมาตรา 50 สำหรับเงินซึ่งได้จ่ายไปแล้วในครั้งก่อน ๆ ก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 50 ด้วย
(3) มาตรา 74 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 33 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งเลิกกันก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 74 แต่ยังชำระบัญชีอยู่ในวันใช้บังคับพรบ.นี้ ในกรณีเช่นว่านี้ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณภาษี ให้ถือว่าวันใช้บังคับพรบ.นี้เป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีและให้นำมาตรา 72 และมาตรา 73 มาใช้บังคับ
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2495
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ใช้สำหรับการจัดเก็บภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี 2495 เป็นต้นไป
มาตรา 4 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกโดยพรบ.นี้ ให้บังคับใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บเงินช่วยบำรุงท้องที่ที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพรบ.นี้
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 14 ถึงมาตรา 30 และมาตรา 37 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี 2496 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 31 ถึงมาตรา 36 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินได้จากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันใช้ บังคับพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 40 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้เป็นต้นไป
(4) บทบัญญัติมาตรา 40 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีป้าย ให้ใช้บังคับตั้งแต่ปีภาษี 2496 เป็นต้นไป
(5) บทบัญญัติมาตรา 41 ถึงมาตรา 51 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้เป็นต้นไป
(6) บทบัญญัติมาตรา 53 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นสี่สิบห้าวันนับแต่วันใช้บังคับพรบ.นี้เป็นต้นไป
มาตรา 54 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวัน ใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพรบ.นี้
มาตรา 55 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2497
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 มาตรา 4 และมาตรา 5 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยการเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2497 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 6 ถึงมาตรา 13 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีบำรุงท้องที่ประจำปี พ.ศ. 2497 เป็นต้นไป
มาตรา 14 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกโดยพรบ.นี้ ให้บังคับใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บเงินที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่ง พรบ.นี้
มาตรา 15 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยเงินได้พึงประเมินได้มีการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ ยังน้อยประเภทอยู่ และการใช้จ่ายเงินบำรุงท้องที่ การลดหย่อน อัตราภาษี และวิธีปฏิบัติจัดเก็บยังไม่เหมาะสมตามกาลสมัย ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมยิ่งขึ้น เฉพาะเกี่ยวกับการหักภาษี ณ ที่จ่าย และว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ที่เกี่ยวกับการจ่ายเงินบำรุงท้องที่ การหักลดหย่อนอัตราภาษีและวิธีปฏิบัติจัดเก็บ
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2497
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 6 ถึงมาตรา 12 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินตั้งแต่ปีภาษี 2497 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 14 และมาตรา 15 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2498 เป็นต้นไป
มาตรา 25 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันใช้บังคับบทบัญญัติแห่งพรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 26 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยวิธีการเสียภาษีอากรกับวิธีปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย, อากรแสตมป์, อากรมหรสพ และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ควรได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สะดวกและรัดกุมยิ่งขึ้นตามกาลสมัย จึงเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
คือ :-
1. ภาษีเงินได้, ภาษีการค้า, ภาษีป้าย เพิ่มให้มีการเรียกเก็บภาษีและการขอเสียภาษีก่อนถึงกำหนดเวลาได้ ทั้งนี้ เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐและเพื่อความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีใน บางกรณี
2. ภาษีเงินได้
(ก) แก้ไขเพิ่มเติมให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับเงินได้พึงประเมินบางประเภท เพื่อให้สะดวกแก่การคำนวณภาษีของผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงานประเมินด้วย
(ข) แก้ไขเพิ่มเติมการเสียภาษีให้ชำระพร้อมกับยื่นรายการ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการชำระภาษีของผู้เสียภาษีและการปฏิบัติของเจ้าพนักงานด้วย
3. อากรแสตมป์แก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำใบรับ เพื่อให้การควบคุมการจัดเก็บอากรรัดกุมยิ่งขึ้น กับทั้งให้มีการผ่อนผันการปฏิบัติในบางกรณีได้ เพื่อความสะดวกของผู้เสียอากร
4. อากรมหรสพ
(ก) เพิ่มวิธีเสียอากรให้เป็นตัวเงินได้ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกแก่ผู้เสียอากร
(ข) กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนรางวัลไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นทางควบคุมการหลีกเลี่ยงอากรได้อีกทางหนึ่ง
5. ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ เพิ่มให้มีการชำระภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ล่วงหน้าได้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการเสียภาษีของผู้ค้าโภคภัณฑ์
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2501
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศให้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยประเภทการค้าและโภคภัณฑ์ที่บัญญัติไว้ในปัจจุบันยังไม่รัดกุม และอัตราภาษีการค้ากับอัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ที่จัดเก็บอยู่ในขณะนี้ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ จึงควรแก้ไขเพิ่มเติมให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น และจำเป็นจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน เพราะเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการภาษีอากร
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2501
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่ภาษีการค้าสำหรับการรับจ้างทำของ การขายของ และการขายผลิตภัณฑ์และภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงและอุปกรณ์ของเครื่องบรรเลง รถยนต์ และรถอื่น ๆ ตามพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร พ.ศ. 2501 ยังไม่เหมาะสมบางประการ จึงเห็นควรแก้ไขใหม่ และเพื่อแบ่งเบาภาระของประชาชน
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2501
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2502 เป็นต้นไป
มาตรา 6 บัญชีอัตราภาษีบำรุงท้องที่ท้ายลักษณะ 3 แห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกโดยพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับได้ในการปฏิบัติจัดเก็บเงินที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวัน ใช้บทบัญญัติแห่งพรบ.นี้
มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่ประชาชนผู้มีรายได้น้อย คือ ผู้ประกอบการกสิกรรมประเภทไม้ล้มลุก ได้แบกภาษีทั้งทางตรงและทางอ้อมเกินกว่าอัตภาพในขณะนี้ เงินที่นำมาชำระภาษีก็ได้จากการจำหน่ายผลิตผลที่เกิดจากการกสิกรรมในที่ดินของตน ปกติพืชที่ปลูกมากก็คือข้าว ในปัจจุบันราคาข้าวไม่ดี การทำนาได้ผลน้อยอยู่แล้ว ฉะนั้นสมควรยิ่งที่จะลดภาระภาษีบำรุงท้องที่ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมพรบ.ประมวลรัษฎากร
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2502
มาตรา 4 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ยังค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่ง พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เพื่อให้อัตราภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ประเภททองคำเป็นไปโดยเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และลดภาระภาษีให้แก่ประชาชน
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 24 มาตรา 25 และมาตรา 26 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 16 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 31 และมาตรา 35 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะต้อง ยื่นรายการใน พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
(4) บทบัญญัติมาตรา 43 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
(5) บทบัญญัติมาตรา 66 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีบำรุงท้องที่ที่ถึงกำหนดชำระใน พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
มาตรา 78 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อน วันที่บทบัญญัติแห่งพรบ.นี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้แล้วก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ ซึ่งยังมิได้มีคำวินิจฉัยและส่งไปยังผู้อุทธรณ์ เป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นต่อผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร ที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้
มาตรา 79 บทบัญญัติมาตรา 36 มาตรา 46 มาตรา 50 มาตรา 62 และ มาตรา 73 ไม่กระทบกระทั่งสิทธิที่บุคคลมีอยู่แล้วก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 80 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เนื่องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรเกี่ยวกับวิธีการจัดเก็บภาษีอากรยังไม่รัดกุม เป็นโอกาสให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรหลีกเลี่ยงได้ง่าย และโทษที่กำหนดไว้เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรยังต่ำไป ไม่ได้ผลในทางระงับปราบปราม นอกจากนั้น อัตราภาษีอากรบางประเภทยังไม่เหมาะสม จึงสมควรแก้ไขปรับปรุงเสียใหม่ให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2502
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 เฉพาะที่เกี่ยวกับบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 3 เฉพาะที่เกี่ยวกับบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะต้องยื่นรายการใน
พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 4 ให้ใช้บังคับสำหรับภาษีการค้าที่ถึงกำหนดเวลาชำระในปี พ.ศ. 2503 เป็นต้นไป
มาตรา 6 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อน วันที่บทบัญญัติแห่งพรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ปรากฏว่าอัตราก้าวหน้าแต่ละขั้นมีช่วงยาวเกินไปไม่เป็นธรรม จึงได้แก้ให้มีช่วงสั้นกว่าเดิมอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้นยังต่ำไปมาก และอัตราภาษีการค้าบางประเภทยังต่ำกว่าที่ควร แต่บางประเภทก็มีอัตราสูงไปกว่าที่ควรเฉพาะอัตราอากรแสตมป์ สำหรับตั๋วแลกเงินและตั๋วสัญญาใช้เงินมีอัตราสูงไป ได้แก้ลดอัตราลงเพื่อช่วยส่งเสริมนโยบายลดอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บกันอยู่ขณะนี้ และเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราภาษีอากรของประเทศอื่น ๆ แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าอัตราภาษี อากรของประเทศไทยยังไม่เหมาะสม และไม่เพียงพอแก่การทำนุบำรุงประเทศชาติให้วัฒนาถาวรได้ เพื่อประโยชน์แห่งรายได้ของรัฐที่จะนำมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้รุ่งเรือง จึงได้ปรับปรุงอัตราภาษีอากรดังกล่าว ให้เป็นไปตามควรแก่สถานการณ์
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 18) พ.ศ. 2504
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับดังนี้
(ก) กรณีภาษีหัก ณ ที่จ่าย ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือน มกราคม พ.ศ. 2505 เป็นต้นไป
(ข) กรณีอื่น และกรณียื่นรายการเงินได้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ
พ.ศ. 2505 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2506 เป็นต้นไป
(2) มาตรา 9 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าประจำเดือนกันยายน พ.ศ. 2504 ที่จะต้องชำระภาษีในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2504 เป็นต้นไป
(3) มาตรา 10 มาตรา 11 และมาตรา 12 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยอากรแสตมป์ ให้ใช้บังคับสำหรับการรับเงินตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2504 ที่จะต้องเสียอากรเป็นตัวเงินในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2504 เป็นต้นไป
(4) มาตรา 13 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ให้ใช้บังคับสำหรับการซื้อหรือนำเข้าซึ่งโภคภัณฑ์ตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. 2504 เป็นต้นไป
มาตรา 14 ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพรบ.นี้ใช้บังคับ และคงเป็นผู้ประกอบการค้าตามพรบ.นี้ เมื่อได้รับชำระหนี้ที่ค้างชำระอยู่ หรือได้รับชำระหนี้ตามข้อผูกพันที่มีหลักฐานเป็นหนังสืออันได้ทำไว้ก่อนวันพรบ.นี้ใช้บังคับ ให้คงเสียภาษีการค้าและอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพรบ.นี้ใช้บังคับ หรือผู้ประกอบการค้านั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสีย ภาษีอากรดังกล่าวเหมาคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย
บุคคลใดมีสินค้าคงเหลือจากการนำเข้าหรือการผลิตก่อนวันพรบ.นี้ใช้บังคับ และได้ขายสินค้านั้นเมื่อพรบ.นี้ใช้บังคับแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้ประกอบการค้าตามพรบ.นี้
ผู้ประกอบการค้าและหรือผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพรบ.นี้ใช้บังคับ ซึ่งไม่เป็นผู้ประกอบการค้าตามพรบ.นี้แต่มีสิทธิที่จะได้รับสินค้า ตามข้อผูกพันหรือมีสินค้าเหลืออยู่ หรือมีลูกหนี้จากการค้าค้างชำระอยู่ให้เสียภาษีการค้าและอากรแสตมป์ ตามประมวลรัษฎากรก่อนพรบ.นี้ใช้บังคับ ทั้งนี้จนกว่าสินค้านั้นจะหมดหรือลูกหนี้ได้ชำระหนี้หมด หรือบุคคลนั้นจะยื่นคำร้องตามแบบที่อธิบดีกำหนดขอเสียภาษีอากร ดังกล่าวเหมาในคราวเดียวให้เสร็จไป โดยคำนวณภาษีอากรจากราคาตลาดของสินค้าและหรือจากหนี้ที่ค้างชำระในวันยื่นคำร้องก็ได้ ทั้งนี้ ในกรณีที่เป็นการค้าโภคภัณฑ์ ให้ผู้ซื้อเสียภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรดังกล่าวด้วย
มาตรา 15 เพื่อรักษาประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร ให้ผู้ประกอบการค้าและผู้ค้าโภคภัณฑ์ตามประมวลรัษฎากรก่อนพรบ.นี้ใช้บังคับ และผู้ประกอบการค้าตามพรบ.นี้ มีหน้าที่ยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดแสดงประเภท ปริมาณและราคาของสินค้าที่จะได้รับตามข้อผูกพันหรือสินค้าที่เหลืออยู่ หรือจำนวนหนี้สินที่ลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2504
แบบแสดงรายการตามวรรคก่อนให้ยื่นต่อ
(1) อธิบดี ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดพระนครหรือจังหวัดธนบุรี
(2) สรรพากรจังหวัด ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่ยื่นมีสถานการค้าอยู่ในเขตจังหวัดอื่นการยื่นแบบแสดงรายการดังกล่าว ให้ยื่นภายในเดือนกันยายน พ.ศ. 2504 และ ถ้าได้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานการค้าตั้งอยู่ก็ให้ถือว่าได้ยื่นแล้ว
มาตรา 16 ผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15 หรือยื่นแบบแสดงรายการตามมาตรา 15 เป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหกพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 17 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้
(1) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำ ระก่อนวันพรบ.นี้ใช้บังคับ และ
(2) ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรตามมาตรา 14
มาตรา 18 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ
(1) ภาษีเงินได้ เพื่อบรรเทาภาระภาษีแก่ผู้มีเงินได้ให้ลดน้อยลง
(2) ภาษีการค้า เพื่อให้ง่ายและสะดวกแก่การจัดเก็บภาษีทั้งทางฝ่ายผู้เสียภาษีและเจ้าพนักงาน ทั้งทำให้รัดกุมยิ่งขึ้น
(3) อากรแสตมป์ ยกเลิกอากรสำหรับใบรับที่ผู้ประกอบการค้าต้องเสีย เพราะจะมิให้มีการเก็บภาษีซ้อนกับภาษีการค้าซึ่งสิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่าย ไม่สะดวก ควรเก็บภาษีการค้าอย่างเดียว
(4) ภาษีการซื้อโภคภัณฑ์ ยกเลิกเพราะเหตุผลเช่นเดียวกับอากรแสตมป์
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2508
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. 2509 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ 2510 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลา บัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2509 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 25 และมาตรา 26 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2509 เป็นต้นไป
มาตรา 28 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อน วันที่บทบัญญัติแห่งพรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 29 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เพื่อความชัดเจน ความเป็นธรรมและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบันกับป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2513
มาตรา 4 บรรดาบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฏากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการลดอัตราภาษีการค้าและยังใช้อยู่ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปโดยถือว่าเป็นการลดจากบัญชีอัตราภาษีการค้าซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้จนกว่าจะมีการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่อัตราภาษีการค้าที่จัดเก็บอยู่ตามประมวลรัษฎากรในขณะนี้ ยังไม่เหมาะสมแก่สถานการณ์ สมควรแก้ไขให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และโดยที่การแก้ไขจำเป็นจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 19 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรสำหรับรายรับก่อนวันพรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 20 บรรดากฎกระทรวงที่ออกตามประมวลรัษฎากรและยังใช้อยู่ก่อนวันพรบ.นี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศหรือกฎกระทรวง ซึ่งออกตามมาตรา 4 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้
มาตรา 21 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เพื่อความชัดเจนและเหมาะสมแก่สถานการณ์ปัจจุบัน
อ่านประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 155 ลงวันที่ 4 มิถุนายน พุทธศักราช 2515
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่จัดเก็บ อยู่ในปัจจุบันยังไม่เหมาะสมและเป็นธรรมกับการส่งเสริมการประกอบอุตสาหกรรม และการประกอบการค้าบางประเภท สมควรปรับปรุงโดยยกเว้นหรือลดอัตราภาษีอากรบางประเภท รวมทั้งกำหนดอัตราการหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาสำหรับกิจการบางประเภทเสียใหม่ด้วย หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามส่วน 2 ของหมวด 3 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับเงินได้ที่เป็นดอกเบี้ยตามมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละเจ็ดต่อปี ซึ่งได้จากองค์การของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่เป็นนิติบุคคล ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายโดยมีทุนทั้งสิ้นเป็นของรัฐบาล หรือได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมาย โดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม
ข้อ 2 ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 70(2) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งได้จากรัฐบาลหรือสถาบัน การเงินที่มีกฎหมายโดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงิน เพื่อส่งเสริมเกษตรกรรมพาณิชยกรรมหรืออุตสาหกรรม
ข้อ 3 ให้ลดอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 70(2) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(4)(ก) แห่งประมวลรัษฎากร ที่จ่ายให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการธนาคาร กิจการประกันภัยหรือกิจการการเงินอื่นอันมีลักษณะทำนองเดียวกันคงจัดเก็บในอัตราร้อยละ 10
ข้อ 4 ให้ยกเว้นภาษีการค้าแก่กิจการดังต่อไปนี้
(1) กิจการผลิตปุ๋ยเคมี
(2) กิจการของเรือนจำ สถานพินิจและคุ้มครองเด็ก สถานที่ควบคุมหรือสถานที่กักขังและสถานสงเคราะห์ ทั้งนี้ เฉพาะที่เป็นการของทางราชการ
ข้อ 5 ให้ลดอัตราภาษีการค้าสำหรับการขายสินค้าดังต่อไปนี้ คงจัดเก็บในอัตรา ร้อยละ 1.5 ของรายรับ
(1) อาหารสัตว์
(2) กระดาษสำหรับพิมพ์หนังสือพิมพ์
(3) เทปสำหรับบันทึกเสียงที่ใช้เฉพาะในอุตสาหกรรมสร้างภาพยนตร์
(4) ฟิล์มภาพยนตร์ขนาดตั้งแต่สิบหกมิลลิเมตรขึ้นไป ซึ่งยังมิได้ใช้อัดหรือถ่าย
ข้อ 6 ให้ยกเว้นภาษีการค้าแก่นายหน้าและตัวแทนตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกันวินาศภัยและกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต ทั้งนี้เฉพาะรายรับที่ได้จากการเป็นนายหน้าหรือตัวแทนตามกฎหมายดังกล่าว
ข้อ 7 ค่าอากรแสตมป์สำหรับตราสารกรมธรรม์ประกันชีวิตตาม (ข) ของ 6. แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ท้ายหมวด 6 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ถ้ามีจำนวนสูงกว่า 20 บาท ให้ลดเหลือ 20 บาท
ข้อ 8 ให้ยกเว้นอากรมหรสพตามประมวลรัษฎากรทุกประเภท นอกจาก
(1) ภาพยนตร์
(2) มหรสพผสมภาพยนตร์
(3) โบว์ลิ่ง
(4) แข่งม้า
ข้อ 11 ให้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับ พระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความใน มาตรา 3 และมาตรา 46 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496
ข้อ 13 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่ข้อ 9 และข้อ 10 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2515 ที่จะต้องยื่นรายการใน
พ.ศ. 2516 เป็นต้นไป
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 206 ลงวันที่ 15 กันยายน พุทธศักราช 2515
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า อัตราภาษีเงินได้ การคำนวณภาษีการค้า จำนวนเงินที่ยอมให้หักค่าใช้จ่ายและลดหย่อนสำหรับกิจการ หรือบุคคลรวมทั้งวิธีจัดเก็บภาษีดังกล่าวข้างต้น ยังไม่เหมาะสมกับสภาพครอบครัวและกิจการบางประเภทนอกจากนี้ บางบทบัญญัติในประมวลรัษฎากรยังมีข้อความไม่ชัดเจน ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชนผู้เสียภาษีอยู่เสมอ สมควรปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ให้เหมาะสมและเป็นธรรมยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่กรมสรรพากรต้องคืนเงินภาษีที่ได้เรียกเก็บไว้โดยไม่ถูกต้องให้แก่ผู้เสียภาษี สมควรที่จะคิดดอกเบี้ยให้แก่ผู้รับคืนตามจำนวนที่ต้องคืนด้วย
ข้อ 20 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ 21 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่
(1) ข้อ 1 ให้ใช้บังคับสำหรับการคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระหรือนำส่งใน หรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
(2) ข้อ 2 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ผู้มีเงินได้ได้รับก่อนวันที่ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย แต่ไม่รวมถึงเงินได้พึงประเมินที่ได้ชำระภาษีเงินได้ไปแล้ว
(3) ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 และข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2515 ที่จะต้องยื่นรายการใน
พ.ศ. 2516 เป็นต้นไป
(4) ข้อ 14 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะภาษีจากกำไรสุทธิ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
(5) ข้อ 15 ข้อ 16 และข้อ 18 ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าตั้งแต่เดือนตุลาคม 2515 เป็นต้นไป
ข้อ 22 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2516
มาตรา 4 บรรดาบทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการลดอัตราภาษีการค้าและยังใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้คงใช้บังคับได้ต่อไปโดยถือว่าเป็นการลดจากบัญชีอัตราภาษีการค้า ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดจนกว่าจะมีการยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิดให้เหมาะสมแก่สถานการณ์ยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินของบุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. 2517 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป
มาตรา 11 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้คงใช้บังคับ ได้ต่อไปในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 12 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อลดภาระภาษีเงินได้ที่เก็บจากบุคคลธรรมดา และแก้ไขวิธีการจัดเก็บเพื่อความเป็นธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2517
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมิน ของบุคคลธรรมดาประจำ พ.ศ. 2518 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2519 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 10 แห่งพรบ.นี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป
มาตรา 12 ความใน (8) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งถูกยกเลิกโดยมาตรา 5 แห่งพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปสำหรับดอกเบี้ยที่ได้รับจากพันธบัตรของรัฐบาลที่ออกจำหน่าย ก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 13 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้คงใช้บังคับได้ในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระ ก่อนวันที่บทบัญญัติแห่งพรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 14 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่ในปัจจุบันมีกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้บังคับ และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ สมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อพัฒนาตลาดหลักทรัพย์ จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้ขึ้น
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2518
มาตรา 4 บทบัญญัติมาตรา 42 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2517 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2518 เป็นต้นไป
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่วิธีการหักค่าใช้จ่ายสำหรับเงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อออกจากงานยังไม่เหมาะสม สมควรแก้ไขเสียใหม่ให้เหมาะสม และเป็นการบรรเทาภาระภาษีเงินได้ให้แก่ลูกจ้างทั้งหลายด้วยจึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้ขึ้น
อ่านประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 8 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2520
โดยที่ในปัจจุบันเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรและเจ้าพนักงานตำรวจต่างมีอำนาจ ในการตรวจสอบการชำระภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรทำให้พ่อค้าประชาชนมีภาระ ต้องชี้แจงแสดงหลักฐานต่อเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย สมควรขจัดภาระดังกล่าวด้วยการให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรดำเนินการไปแต่ฝ่ายเดียว และโดยที่สมควรเร่งรัดการตรวจสอบภาษีอากรให้แล้วเสร็จโดยเร็ว หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ในกรณีที่เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรได้ออกหมายเรียกหรือหนังสือ เชิญผู้มีหน้าที่ชำระหรือนำส่งภาษีอากรมาทำการตรวจสอบไต่สวน ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรดำเนินการประเมินหรือออกคำสั่งให้ชำระ หรือนำส่งภาษีอากรให้แล้วเสร็จภายในเวลาสองปีนับ แต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ และให้อธิบดีกรมสรรพากรรายงานจำนวนผู้ถูกเรียกตรวจสอบไต่สวน และผลการตรวจสอบต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอย่างน้อยทุกหกเดือน เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสองปีดังกล่าว ถ้าเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรยังประเมิน หรือออกคำสั่งให้ชำระภาษีอากรไม่แล้วเสร็จสำหรับรายใด ให้ระงับการตรวจสอบไต่สวนและการประเมินหรือการออกคำสั่งให้ชำระ หรือนำส่งภาษีอากรสำหรับรายนั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นไม่อาจประเมินหรือสั่งภายใน กำหนดเวลาดังกล่าวได้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะสั่งขยายกำหนดเวลาออกไปตามควรแก่กรณีก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันสิ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
ข้อ 2 นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ห้ามมิให้เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินการเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เว้นแต่การดำเนินคดีอาญาตามคำขอของเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร
ข้อ 3 บรรดาคดีที่เกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่เจ้าพนักงานตำรวจ ได้ทำการค้นและยึดบัญชีหลักฐานและเอกสารไว้แล้วก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เจ้าพนักงานตำรวจทำการตรวจสอบไต่สวนให้แล้วเสร็จ และส่งเรื่องให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรภายในหกเดือน นับแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ และให้เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามข้อ 1
ข้อ 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
อ่านประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2520
โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า บทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของประมวลรัษฎากรที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้ชัดเจนรัดกุม เป็นธรรม และให้การจัดเก็บเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น
ข้อ 21 เพื่อประโยชน์ในการคำนวณเงินได้พึงประเมินที่ได้รับตั้งแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
(1) ถ้าผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรในหรือหลังวันที่ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาซึ่งเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝาก ที่ได้ฝากไว้ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดอกเบี้ยดังกล่าวส่วน ที่เฉลี่ยเป็นของระยะเวลาก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี
(2) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ได้รับในหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถ้าเป็นดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากที่ครบกำหนดเวลาฝาก ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษี
ข้อ 22 ยกเลิกโดยพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521
ข้อ 23 ตราสารเช็คที่ลงวันเดือนปีที่ออกเช็คในวันหรือหลังวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้เสียอากรให้ครบตามอัตราในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ทั้งนี้ ตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ 24 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ 25 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) ข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 6 ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 9 ข้อ 10 ข้อ 11 ข้อ 12 และข้อ 13 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2520 ที่จะต้องยื่นรายการภายใน
พ.ศ. 2521 เป็นต้นไป
(2) ข้อ 14 และข้อ 15 ในส่วนที่ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2520 เป็นต้นไป
ข้อ 26 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 23) พ.ศ. 2521
มาตรา 11 บรรดาบทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรและประกาศของคณะปฏิวัติ ที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรสำหรับการขาย หรือโอนโดยมีค่าตอบแทนซึ่งหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่กระทำขึ้นก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 12 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรเก็บภาษี การค้าจากการขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แทนการเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อขจัดความยุ่งยากในทางปฏิบัติและเพื่อให้เกิดความสะดวกรัดกุมและแน่นอนในการเสียภาษี จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2521
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 13 และมาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2522 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2523 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 15 มาตรา 16 และมาตรา 17 แห่งพระราชกำหนดนี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้าง หุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2522 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 18 และมาตรา 19 แห่งพระราชกำหนดนี้ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับของผู้ประกอบการค้าในเดือนมกราคม พ.ศ. 2522 เป็นต้นไป
มาตรา 23 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรและประกาศของคณะปฏิวัติที่ถูกยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติ จัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 24 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับ เพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษี ความเป็นธรรม ความสะดวกรัดกุมและแน่นอน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2522
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) ในกรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับแก่เงินได้พึงประเมินสำหรับ พ.ศ. 2522 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2523 เป็นต้นไป
(2) ในกรณีภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับแก่เงินได้สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีซึ่งสิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2522 เป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เนื่องจาก พรบ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ. ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ฉบับ ที่ 3) พ.ศ. 2522 ได้เพิ่มบทบัญญัติเป็นกรณีพิเศษสำหรับภาษีเงินได้ปิโตรเลียมขึ้น และเพื่อให้ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและเงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรเฉพาะส่วนที่เหลือจากถูกหักภาษีเงินได้ ไว้ ณ ที่จ่ายสำหรับกรณีพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมดังกล่าว อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร สมควรแก้ไขประมวลรัษฎากร เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นในกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียมดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้ขึ้น
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 12 มาตรา 13 และมาตรา 15 แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2523 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2524 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 10 แห่งพระราชกำหนดนี้ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2524 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 15 แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2523 เป็นต้นไป
มาตรา 16 บทบัญญัติใน (จ) ของมาตรา 47 (1) แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 10 ลงวันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2520 ที่ถูก ยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2523 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2524
มาตรา 17 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 18 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีเงินได้ประจำซึ่งมีรายได้น้อย รวมทั้งปรับปรุงอัตราภาษีเงินได้ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งในการนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2523
มาตรา 4 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระ ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องเพิ่มอัตราภาษีการค้าสำหรับสินค้าบางชนิด ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งในกรณีนี้จะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้น ในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภาและเป็นกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2524
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ
พ.ศ. 2524 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 4 แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ
พ.ศ. 2525 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2526
(3) บทบัญญัติมาตรา 5 แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท และห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2524 เป็นต้นไป
(4) บทบัญญัติมาตรา 6 แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2524 เป็นต้นไป
มาตรา 8 บทบัญญัติในวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ของมาตรา 47 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2523 ที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้สำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2524 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2525
มาตรา 9 การยื่นรายการและชำระภาษีตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ เฉพาะรอบระยะเวลาบัญชีดังต่อไปนี้ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลคำนวณและชำระภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิดังนี้
(1) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2524 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 20 ของประมาณการกำไรสุทธิ
(2) รอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2525 ให้คำนวณและชำระภาษีจากจำนวนร้อยละ 33 ของประมาณการกำไรสุทธิ
มาตรา 10 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 11 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบันและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากร ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ขึ้น
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2525
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 และมาตรา 20 ว่าด้วยภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2525 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2526 เป็นต้นไป
มาตรา 22 บทบัญญัติใน (9) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับสำหรับเงินได้จากการขายทรัพย์สินอันเป็นมรดก หรือการขายทรัพย์สินซึ่งทรัพย์สินนั้นได้มาโดยมิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร ทั้งนี้ เฉพาะที่ได้กระทำก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 23 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 24 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อบรรเทาภาระภาษีของผู้มีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ ในปัจจุบันกับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรบางกรณีซึ่งจะต้องพิจารณา โดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นในระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภา และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วนที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2525
มาตรา 11 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อน วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 12 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงอัตราภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบันซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วน และลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และโดยที่กรณีนี้เกิดขึ้นใน ระหว่างที่ปิดสมัยประชุมรัฐสภาและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วน ที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2525
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 16 มาตรา 18 มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2526 เป็นต้นไป
มาตรา 29 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
บทบัญญัติมาตรา 65 ทวิ (2) วรรคหนึ่ง และ (9) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 16 แห่งพรบ.นี้ และมาตรา 65 ตรี (2) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 19 แห่งพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการออกพระราชกฤษฎีกา หรือออกกฎกระทรวงตามบทบัญญัติซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ๆ
มาตรา 30 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อความเป็นธรรม ความชัดเจน ความรัดกุม และความเหมาะสมแก่สถานการณ์ และเพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2525
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 มาตรา 6 มาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2525 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2526 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 9 และมาตรา 10 แห่งพรบ.นี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป
มาตรา 12 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 13 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้เงินปันผลที่ได้จากสถาบันการเงินที่มีกฎหมาย โดยเฉพาะของประเทศไทยจัดตั้งขึ้นสำหรับให้กู้ยืมเงินเพื่อส่งเสริมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม หรืออุตสาหกรรม เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทเดียวกับเงินปันผลที่ได้จากบริษัทจำกัด โดยให้เงินปันผลดังกล่าวนี้ได้รับการปฏิบัติเหมือนกับเงินปันผลที่ได้รับจากกองทุนรวม และยกเลิกการให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเสียภาษีเงินได้อย่างบุคคลธรรมดา เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และให้องค์การของรัฐบาลเสียภาษีเงินได้จาก
การขายสินค้าขององค์การของรัฐบาลแทนผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเช่นเดียวกับผู้ขายสินค้าซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ. 2525
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 11 และมาตรา 12 ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2526 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2527 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 13 ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2526 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 14 ว่าด้วยภาษีการค้า ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป
มาตรา 15 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 16 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากร ให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน กับให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมและป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษีอากรบางกรณี ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็น รีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2526
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติ มาตรา 7 มาตรา 8 และมาตรา 9 ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2527 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2528 เป็นต้นไป
มาตรา 16 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างส่งอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 17 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วน ในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 13) พ.ศ. 2527
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 และมาตรา 18 ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2528 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2529 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 27 และ มาตรา 28 ว่าด้วยภาษีการค้า แห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้บังคับสำหรับรายรับในเดือนมกราคมพ.ศ. 2528 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 29 ว่าด้วยอากรมหรสพ แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2528 เป็นต้นไป
มาตรา 30 เงินค่าภาษีอากรที่นายจ้างหรือผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นไป สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากรของปีภาษีก่อน พ.ศ. 2528 ให้ถือเป็นเงินได้ของปีภาษี พ.ศ. 2528
มาตรา 31 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 32 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็น รีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 14 มาตรา 16 และ มาตรา 18 ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึง ประเมินประจำ พ.ศ. 2529 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 17 มาตรา 19 และมาตรา 20 ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล แห่งพระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2529 เป็นต้นไป
มาตรา 30 ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอากรผู้ใดซึ่งยังไม่ได้เสียภาษีอากร หรือเสียไว้ไม่ถูกต้องตามความจริงหรือไม่บริบูรณ์ ได้ยื่นคำขอเสียภาษีอากรตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2529 และได้ชำระภาษีอากรตามจำนวนที่ต้องเสียตามมาตรานี้ ภายในระยะเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันยื่นคำขอให้ผู้นั้นได้รับยกเว้นจากการเรียกตรวจสอบไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีอากรและความผิดทางอาญา ตามประมวลรัษฎากรสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปีภาษี พ.ศ. 2527 หรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527
การคำนวณภาษีอากรตามวรรคหนึ่งให้คำนวณดังนี้
(1) ในอัตราร้อยละ 3.0 ของมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดหักด้วยมูลค่าของหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 หรือ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2527
(2) ในอัตราร้อยละของยอดเงินได้ดังต่อไปนี้
ยอดเงินได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท ร้อยละ 1.5
ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท
แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท ร้อยละ 1.0
ยอดเงินได้ส่วนที่เกิน 500 ล้านบาท ร้อยละ 0.50
ยอดเงินได้ หมายความถึง ยอดเงินได้พึงประเมินหรือยอดรายได้ก่อนหักรายจ่ายใด ๆ ถัวเฉลี่ยตามจำนวนปีที่มีเงินได้หรือรายได้แต่ไม่เกินห้าปีก่อนปีภาษี หรือรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 ในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินภาษีจากยอดเงินได้ หรือยอดรายได้จำนวนใด ในปีภาษีใด หรือในรอบระยะเวลาบัญชีใด การคำนวณเฉลี่ยดังกล่าวให้ถือยอดเงินได้หรือยอดรายได้จำนวนนั้นเป็นเกณฑ์สำหรับปีภาษี หรือรอบระยะเวลาบัญชีที่มีการประเมิน
ภาษีอากรที่คำนวณตาม (1) หรือ (2) ถ้าจำนวนใดสูงกว่าให้เสียตามจำนวนนั้น
ในกรณีภาษีอากรที่ผู้ใดขอชำระตามวรรคหนึ่งถึงกำหนดชำระแล้ว ถ้าไม่ชำระไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนภายในระยะเวลาและ ตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด ผู้นั้นหมดสิทธิที่จะได้รับการยกเว้นตามวรรคหนึ่ง และไม่มีสิทธิได้คืนภาษีอากรจำนวนที่ชำระไว้แล้ว
บทบัญญัติมาตรานี้มิให้ใช้บังคับแก่
(1) บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่กฎหมายมิได้บัญญัติให้เสียภาษีเงินได้ จากกำไรสุทธิ
(2) บุคคลที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือสั่งให้เสียหรือนำส่งภาษีอากร สำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ก่อนหรือในปี พ.ศ. 2527 หรือสำหรับเงินได้หรือรายรับที่มีอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527 โดยทำการ ประเมินหรือสั่งก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับทั้งนี้ เฉพาะเงินได้หรือรายรับสำหรับระยะเวลา ที่เจ้าพนักงานประเมินได้ทำการประเมินหรือส่งให้เสียหรือนำส่ง
บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เสียภาษีอากรตามบทบัญญัติมาตรานี้ จะนำผลขาดทุนสุทธิที่มีอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดลงก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2527มาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ในรอบระยะเวลาบัญชีที่สิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2528 เป็นต้นไปไม่ได้
มาตรา 31 บทบัญญัติมาตรา 48 (4) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ไม่กระทบกระเทือนถึงภาษีที่ได้เสียหรือนำส่งไว้แล้วก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 32 บทบัญญัติมาตรา 79 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการโอนกรรมสิทธิ์หรือโอนการครอบครอง ซึ่งสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีการค้าตามมาตรา 79 ตรี (11) แห่งประมวลรัษฎากร หรือการนำสินค้านั้นไปใช้ในการใด ๆ ที่มิใช่การผลิตของตนเอง แต่ไม่รวมถึงการนำไปใช้ในการรับจ้างผู้ผลิต ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงานหรือบริษัทการค้า ซึ่งได้แก่บริษัทการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุน ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน
มาตรา 33 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 34 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็น รีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 15) พ.ศ. 2532
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2532 เป็นต้นไป
มาตรา 11 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนดนี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 12 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดิน และเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2533
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการตรากฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมขึ้นใช้บังคับ โดยมีหลักการให้ลูกจ้างและนายจ้างร่วมกันส่งเงินเข้าสมทบในกองทุน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการให้สวัสดิการแก่ลูกจ้างในกรณี ที่มิใช่เนื่องจากการทำงานสมควรให้การสนับสนุน แก่ผู้ซึ่งต้องส่งเงินเข้าสมทบในกองทุนดังกล่าว โดยการให้นำเงินที่ได้ส่งเข้าสมทบในกองทุนนั้นไปหักลดหย่อนได้ และเงินประโยชน์ทดแทนที่ผู้ประกันตนได้รับจาก กองทุนให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 37 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534
โดยที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติพิจารณา เห็นว่าบทบัญญัติและอัตราภาษีอากรของประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับการเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา
ข้อ 12 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิก หรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ
ข้อ 13 ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2534 เป็นต้นไป
ข้อ 14 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการ ตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 28) พ.ศ. 2534
มาตรา 4 การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้กระทำไว้ก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ และยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์นั้น โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ใช้อยู่ในวันที่มีการโอนนั้น
มาตรา 5 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยการคำนวณภาษีเงินได้จากการโอนอสังหาริมทรัพย์ ที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรให้เป็นไปในแนวเดียวกันกับหลักเกณฑ์การคำนวณค่าธรรมเนียม จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยให้เจ้าพนักงานประเมินกำหนดราคาขายอสังหาริมทรัพย์ โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิ และนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้ขอจดทะเบียน ดังกล่าวมากยิ่งขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534
มาตรา 11 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติม โดยพรบ.นี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไป เฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 12 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพ และเหตุการณ์ปัจจุบันจึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2534
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 และมาตรา 13 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 8 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป นอกจากบทบัญญัติดังต่อไปนี้ ในหมวด 4 และหมวด 5 ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 8 แห่งพรบ.นี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
(ก) มาตรา 81/1 และมาตรา 81/3 เกี่ยวกับสิทธิการขอจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของผู้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
(ข) มาตรา 85/1 และมาตรา 85/3 เกี่ยวกับการขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว
(ค) มาตรา 86/2 เกี่ยวกับการขอให้ตัวแทนออกใบกำกับภาษี โดยผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร
มาตรา 14 กฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับใดที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ที่กล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากรไม่ให้มีความหมายเป็นการกล่าวถึง หรืออ้างถึงภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้
นอกจากกฎหมายว่าด้วยภาษีเงินได้ปิโตรเลียม กฎหมายใดที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2535 ซึ่งได้บัญญัติให้บุคคลใดหรือกิจการใดได้รับยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร โดยมิได้ระบุถึงภาษีอากรประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่ให้มีความหมาย เป็นการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้
มาตรา 15 เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการให้เป็นไปตามพรบ.นี้ เมื่อบทบัญญัติหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ มีผลใช้บังคับแล้ว ให้บุคคลดังต่อไปนี้ มีสิทธิดำเนินการตามมาตรานี้ได้ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
(1) ผู้ประกอบการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ มีสิทธิยื่นคำ ขอจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มชั่วคราว ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนด และให้นำมาตรา 85 และมาตรา 85/3 มาใช้บังคับ
(2) ผู้ประกอบการที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 81 (1) (ก) ถึง(ฉ) และมาตรา 81/1 มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีเพื่อจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้ ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา 81/1 มาตรา 81/3 และมาตรา85/1 (2) มาใช้บังคับ
(3) ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักรและเข้ามาประกอบกิจการขายสินค้า หรือให้บริการในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว หรือผู้ประกอบการที่ให้บริการจากต่างประเทศและมีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร ที่ประสงค์จะให้ตัวแทนของตนออกใบกำกับภาษีแทนตาม มาตรา 86/2มีสิทธิขออนุมัติต่ออธิบดีได้ตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา 86/2 วรรคหนึ่ง มาใช้บังคับ
(4) ผู้ประกอบกิจการที่พึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 5 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ มีสิทธิยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะตามกำหนดเวลาและหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกำหนด และให้นำมาตรา91/12 มาใช้บังคับ
มาตรา 16 บุคคลซึ่งประกอบกิจการอยู่ก่อนวันที่พรบ.นี้ ใช้บังคับอันเป็นกิจการที่พึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือพึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามหมวด 4 หรือหมวด 5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ซึ่งมิได้ใช้สิทธิขอจดทะเบียนตามมาตรา 15 หากมิได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 85/1 หรือตามมาตรา 91/12 ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 90/2 (2) หรือมาตรา 91/18 วรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี
มาตรา 17 เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 และมีสินค้าทุนอยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าทุนนั้นเป็นไปตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วนดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับเครดิต ในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าทุนนั้นในอัตราร้อยละ 3.5 ของมูลค่าต้นทุนสินค้าดังกล่าว
(1) เป็นสินค้าทุนประเภทเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือยานพาหนะ
(ก) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการขายสินค้าโดยตนเองเป็นผู้ผลิต สินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือยานพาหนะ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตของตนเอง และถ้าเป็นยานพาหนะ ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัวหรือที่ใช้ในงานบริหารกิจการ
(ข) สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประกอบกิจการให้บริการสินค้าทุนนั้นจะต้องเป็นเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องกล หรือยานพาหนะที่ใช้ในการให้บริการของตนเอง และถ้าเป็นยานพาหนะ ยานพาหนะนั้นจะต้องมิใช่ยานพาหนะที่นำมาใช้เป็นการส่วนตัวหรือที่ใช้ในงานบริหารกิจการ
(2) เป็นสินค้าทุนเฉพาะที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์และมีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า ได้มาในเวลาระหว่างวันที่พรบ.นี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 หรือระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 และยังคงมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
(3) เป็นสินค้าต้นทุนที่มีอายุการใช้งานเกินหนึ่งปีและมีมูลค่าต้นทุนไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนบาท
(4) เป็นสินค้าทุนที่ผู้ขายมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายใด ๆ และ
(5) เป็นสินค้าทุนที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อ ที่ต้องชำระมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตภาษีภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตภาษีอีกต่อไป
คำขอเครดิตตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนดโดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่ หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าว ได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือ สำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นหกส่วนเท่า ๆ กัน และให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตภาษีที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในแต่ละเดือนภาษีของสถานประกอบการของตน โดยให้เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตภาษีดังกล่าวเป็นเครดิตในการ
ชำระภาษีมูลค่าเพิ่มของสถานประกอบการที่ครอบครองสินค้าทุนตามความเป็นจริง
เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 หรือรายได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
คำว่ามูลค่าต้นทุนสินค้าได้แก่ ราคาของสินค้าโดยไม่รวมดอกเบี้ยค่าติดตั้งหรือค่าใช้จ่ายอย่างอื่น
ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา 18 ภายใต้บังคับมาตรา 20 เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตาม มาตรา 82/16 ซึ่งยังมีสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าคงเหลืออยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วน ดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในกรณีที่ได้ซื้อจากผู้ผลิตให้คำนวณจากราคาทุนของสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ได้ซื้อจากผู้ผลิตนั้นในกรณีที่ได้นำเข้าให้คำนวณจากราคา ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้าบวกกำไรมาตรฐานของสินค้านั้น ทั้งนี้ ในอัตราเท่ากับอัตราภาษีการค้ารวมกับอัตราภาษีการค้าที่กรุงเทพมหานคร หรือราชการส่วนท้องถิ่นเรียกเก็บเพิ่มตามกฎหมาย แต่จำนวนเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวให้ได้รับอย่างสูงไม่เกินร้อยละ 9.9 ของราคาทุนของสินค้า หรือราคา ซี.ไอ.เอฟ. บวกอากรขาเข้า บวกกำไรมาตรฐานของสินค้า แล้วแต่กรณี
(1) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้เพื่อขายและได้ซื้อจากผู้ผลิตหรือได้นำเข้า นับแต่วันที่พรบ.นี้มีผลใช้บังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 หรือในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 โดยได้มีการส่งมอบสินค้าหรือนำเข้าในระหว่างเวลาดังกล่าว และมีหนังสือรับรองการขายที่ผู้ขายซึ่งเป็นผู้ผลิตออกให้ตามมาตรา 19 หรือใบเสร็จรับเงินที่กรมศุลกากรออกให้
(2) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ให้เช่าซื้อ หรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้วโดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ
(3) เป็นสินค้าคงเหลือที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ และไม่ได้รับการยกเว้นภาษีการค้าตามกฎหมายใด ๆ และ
(4) เป็นสินค้าคงเหลือที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม หมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธินำภาษีซื้อ ที่ต้องชำระมาหักในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้
การคำนวณราคาทุนของสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ให้ถือตามหลักบัญชีเข้าก่อนออกก่อน
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับเครดิตตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอเครดิตอีกต่อไป
คำขอเครดิตตามวรรคสาม ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอเครดิตเป็นรายสถานประกอบการ ทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดี ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอเครดิตรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
เครดิตตามมาตรานี้ ให้เฉลี่ยออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน และให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนนำเครดิตที่เฉลี่ยได้ไปหักในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ในเดือนภาษีมกราคมและเดือนภาษีกุมภาพันธ์ของปี พ.ศ. 2535 และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้เครดิตดังกล่าวเป็นเครดิตในการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ของสถานประกอบการที่เก็บรักษาสินค้าคงเหลือดังกล่าว ตามความเป็นจริง เว้นแต่ในกรณีผู้นำเข้ามีข้อโต้แย้งตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรหรือเป็นคดีในศาล ให้นำเครดิตไปหักในการชำระ ภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนถัดจากเดือน ที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยข้อโต้แย้งเป็นหนังสือ หรือนับแต่เดือนที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วแต่กรณี
ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับเครดิตตามมาตรานี้จัดทำรายงานสินค้าคงเหลือ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ตามแบบที่อธิบดีกำหนด และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้จัดทำรายงานเป็นรายสถานประกอบการ และเพื่อประโยชน์ในการเก็บรักษาเอกสารให้ถือว่ารายงานสินค้าคงเหลือ ตามมาตรานี้เป็นรายงานตามมาตรา 87 (3) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้
เครดิตตามมาตรานี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 หรือรายได้ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร
ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา 19 ให้ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ซึ่งขายสินค้าที่ตนผลิตให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามมาตรา 18 ในระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม
พ.ศ. 2534 โดยได้มีการส่งมอบสินค้านั้นในระหว่างเวลาดังกล่าว ต้องจัดทำและส่งมอบหนังสือรับรองตามวรรคสอง เพื่อเป็นหลักฐานการขายสินค้าให้แก่ผู้ซื้อดังกล่าวในวันที่ส่งมอบสินค้า
หนังสือรับรองการขายสินค้า ให้มีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อ ที่อยู่ และเลขทะเบียนการค้าของผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรอง
(2) ชื่อและที่อยู่ของผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้า
(3) เลขที่ของหนังสือรับรอง
(4) ชื่อ ชนิด ปริมาณของสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย
(5) อัตราภาษีการค้าที่ผู้ผลิตมีหน้าที่ต้องเสีย
(6) วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือรับรอง
ในกรณีที่ผู้ผลิตมีสถานการค้าหลายแห่ง ให้ออกหนังสือรับรองเป็นรายสถานการค้า
ผู้ผลิตที่ออกหนังสือรับรองจะต้องจัดทำสำเนาหนังสือรับรองดังกล่าว และเก็บรักษาสำเนานั้นไว้ ณ สถานการค้าที่ออกเป็นเวลาไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันที่ออกหนังสือรับรอง
ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าผู้ใด ไม่ออกหนังสือรับรองตามที่ผู้ซื้อร้องขอหรือ ออกหนังสือรับรองแล้วไม่ส่งมอบให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าตามวรรคหนึ่ง หรือไม่จัดทำสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ผู้ผลิตซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าที่ออกหนังสือรับรองตามวรรคหนึ่งผู้ใดจงใจ ไม่เก็บรักษาสำเนาหนังสือรับรองตามวรรคสี่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท
มาตรา 20 เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายส่งหรือขายปลีกสินค้าบางประเภทซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียน ดังกล่าวมิได้เป็นผู้ผลิต และมิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 ซึ่งยังมีสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าคงเหลืออยู่ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 ถ้าผู้ประกอบการจดทะเบียนพิสูจน์ได้ว่าสินค้าคงเหลือนั้นเป็นไป ตามประเภทและเงื่อนไขทุกข้อโดยครบถ้วน ดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ เมื่อขายสินค้าคงเหลือดังกล่าว
(1) เป็นสินค้าประเภทรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ เรือกำปั่นหรือเรือที่มีระวางตั้งแต่หกตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์ที่มีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป
(2) สินค้าตาม (1) ต้องเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีไว้เพื่อขาย โดยได้ซื้อสินค้าดังกล่าวจากผู้ผลิตหรือจากผู้นำเข้าและได้มีการส่งมอบก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้นำเข้าก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
(3) เป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีกรรมสิทธิ์อยู่ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 แต่ไม่รวมถึงสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ให้เช่าซื้อหรือได้ขายผ่อนชำระไปแล้ว โดยกรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ
(4) เป็นสินค้าที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้และ
(5) เป็นสินค้าที่ยังมิได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยยานพาหนะนั้น ๆ
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามวรรคหนึ่งให้ยื่นคำขอยกเว้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขอยกเว้นอีกต่อไป
คำขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มตามวรรคสอง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่งให้ยื่นคำ ขอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นรายสถานประกอบการทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดีให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำ ระภาษีรวมกันก็ให้ยื่นคำ ขอยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่มรวมกัน ณที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่
ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและในการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา 21 บทบัญญัติหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับ
(1) กรณีตามมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 25 และมาตรา 26 ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขบทบัญญัติแห่งมาตรานั้น ๆ
(2) การจัดเก็บภาษีการค้าที่ค้างอยู่หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
(3) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุนได้ นำเข้าเครื่องจักรโดยได้มีการออกใบขนสินค้าขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และหากต่อมาปรากฏว่าสิทธิและประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ในกรณีนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้า ตามหมวด 4 ใน ลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ โดยถือสภาพของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ ในการคำนวณภาษีการค้าต่อไป
(4) กรณีที่ผู้ได้รับการส่งเสริมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ให้ได้รับสิทธิและประโยชน์ยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีการค้าสำหรับการนำเข้าเครื่องจักรก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะได้มีการนำเข้าเครื่องจักรดังกล่าวก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือไม่ และหากต่อมาปรากฏว่าสิทธิและ ประโยชน์เกี่ยวกับภาษีอากรถูกระงับไปไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม ในกรณีนี้ผู้ได้รับการส่งเสริมจะต้องเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ โดยถือสภาพของสินค้าและอัตราภาษีการค้าที่เป็นอยู่ในวันนำเข้าเป็นเกณฑ์ ในการคำนวณภาษีการค้าต่อไป
มาตรา 22 เพื่อเป็นการบรรเทาภาระภาษีให้กับผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งประกอบกิจการให้บริการตามสัญญาที่มีข้อกำหนดให้ชำระค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ โดยได้ทำสัญญาไว้ก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ ถ้ากรณีเข้าเงื่อนไขดังต่อไปนี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสิทธิขอยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายจากผู้ว่าจ้างตาม มาตรา 82/4 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ และขอเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ต่อไป
(1) คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งต้องมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนท้องถิ่นหรือ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 และ
(2) ผู้ประกอบการจดทะเบียนนั้นได้ส่งมอบงานบางส่วนให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง และได้มีการชำระค่าตอบแทนตามส่วนของงานที่ได้ส่งมอบ ตามข้อผูกพันที่กำหนดในสัญญาแล้วก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ โดยค่าตอบแทนและงานที่ได้ส่งมอบต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละยี่สิบห้าของค่าตอบแทนและงานตามสัญญา
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป
คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดี ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือ สำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ พร้อมทั้งส่งมอบสำเนาสัญญาและหลักฐานอื่นตามที่อธิบดีกำหนด
ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายตามมาตรานี้ เสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ต่อไป เฉพาะสำหรับการให้บริการตามสัญญาดังกล่าวจนกว่าการให้บริการนั้นจะแล้วเสร็จ แต่ต้องไม่ช้ากว่าวันที่สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายสิ้นสุดลง
สิทธิได้รับยกเว้นการเรียกเก็บภาษีขายตามมาตรานี้ ให้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2535 เว้นแต่ในกรณีที่เป็นสัญญารับเหมาก่อสร้างให้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2536
ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติและการวินิจฉัยตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัย และคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา 23 ในกรณีสินค้าตามประเภทที่ 03.01 ถึง 03.90 ประเภทที่ 04.01 ถึง 04.90 ประเภทที่ 05.01 ถึง 05.90 ประเภทที่ 06.01 ถึง 06.90 และประเภทที่ 07.01 ถึง 07.90 แห่งพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพรบ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และยังมิได้เสียภาษีการค้าประเภทการขายของตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้านั้นตามมาตรา 77 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ และยังคงมีกรรมสิทธิ์ในสินค้านั้นอยู่ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 มีหน้าที่ต้องเสียภาษีการค้าโดยให้ภาษีการค้ามีจำนวนเท่ากับภาษีสรรพสามิต ตามมูลค่าตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่งพรบ.ภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534
เพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีตามมาตรานี้ ให้ถือว่าความรับผิดในการเสียภาษีการค้าตามวรรคหนึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เว้นแต่สินค้าที่เป็นรถยนต์และ
สินค้าอื่นที่เป็นประเภทที่อธิบดีกำหนด ก็ให้ความรับผิดเกิดขึ้นตามมาตรา 78 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้
ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ต้องเสียภาษีตามวรรคหนึ่ง ยื่นแบบแสดงรายการ เสียภาษีตามแบบที่อธิบดีกำหนดพร้อมทั้งชำระภาษีภายในกำหนดหนึ่งเดือน นับแต่วันที่ความรับผิดเกิดขึ้น และให้นำบทบัญญัติตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา 24 บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เฉพาะการขายสินค้าที่มีการขายเสร็จเด็ดขาดหรือการให้บริการที่สิ้นสุดลงก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนจะได้รับชำระค่าตอบแทนจากการขายสินค้า หรือการให้บริการนั้นในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และให้ความรับผิดของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิต และผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ไม่เป็นผู้ผลิต เป็นไปตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้
มาตรา 25 การคืนภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้กระทำได้ดังต่อไปนี้
(1) การคืนภาษีการค้าให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับคืนภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด แต่ผู้ที่ประสงค์จะได้รับคืนภาษีการค้าต้องยื่นคำร้องขอคืนต่อเจ้าพนักงานประเมินภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2537
(2) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้าประเภทการขายของซึ่งได้ขายสินค้าก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ไว้แล้ว หากมีหนี้สูญจากการขายสินค้าดังกล่าวในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และหนี้สูญนั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ตามมาตรา 79 จัตวา (4) แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ผู้ประกอบการนั้นมี สิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าที่คำนวณจากส่วนหนี้สูญได้ตามหลักเกณฑ์วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาตาม (1)
(3) ในกรณีที่ผู้ประกอบการค้านำสินค้าเข้าในราชอาณาจักรก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และได้ชำระภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ไว้แล้ว ถ้าต่อมาได้มีการส่งสินค้านั้นหรือสินค้าที่ผลิต หรือผสมหรือประกอบด้วยสินค้านั้นออกนอกราชอาณาจักรในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้มีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษีการค้าที่เรียกเก็บจากสินค้านั้นตามหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไข และอัตราส่วนเช่นเดียวกับการคืนอากรขาเข้าตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
มาตรา 26 ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเฉพาะการขายสินค้าหรือการให้บริการตามประเภท ลักษณะ และเงื่อนไขดังต่อไปนี้มีสิทธิขอเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ต่อไป
(1) การขายสินค้าตามสัญญาจะขายหรือให้เช่าซื้อสินค้าตามมาตรา 79 จัตวา (3) วรรคสอง และวรรคสาม แห่งประมวลรัษฎากร ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ โดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการผ่อนชำระตามสัญญานั้นแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าการขายสินค้าดังกล่าวจะกระทำโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เป็นผู้ผลิตหรือไม่เป็นผู้ผลิต
(2) การให้เช่าเครื่องจักร เครื่องมือ หรือเครื่องกลที่มีมูลค่าต้นทุนไม่น้อยกว่าห้าแสนบาท เพื่อใช้ในการผลิตหรือการให้บริการโดยได้มีการทำสัญญาและได้มีการชำระค่าเช่านั้น บางส่วนแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ประสงค์จะได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นคำขอภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 และเมื่อพ้นระยะเวลานี้แล้วให้หมดสิทธิในการยื่นคำขออีกต่อไป
คำขอรับสิทธิตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นตามแบบที่อธิบดีกำหนด โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือสำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ และในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ยื่นคำขอรับสิทธิเป็นรายสถานประกอบการทั้งนี้ เว้นแต่ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้รับอนุมัติจากอธิบดี ให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีและชำระภาษีรวมกัน ก็ให้ยื่นคำขอรวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอท้องที่หรือ สำนักงานภาษีสรรพากรเขตพื้นที่ที่สถานประกอบการที่เป็นสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่พร้อมทั้งหลักฐานตามที่อธิบดีกำหนด
ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มีสิทธิตามวรรคหนึ่ง และได้ยื่นคำขอตามวรรคสองเสียภาษีการค้าตามหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ต่อไป ในกรณีที่ปรากฏในภายหลังว่าผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวไม่มีสิทธิ ตามมาตรานี้ ให้อธิบดีแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบพร้อมทั้งเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับเงินเพิ่ม และให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาใช้บังคับ
ในกรณีที่มีปัญหาในการปฏิบัติตามมาตรานี้ ให้อธิบดีมีอำนาจวินิจฉัยและคำวินิจฉัยของอธิบดีให้ถือเป็นที่สุด
บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ได้รับอนุมัติให้เสียภาษีการค้าต่อไปตามมาตรานี้
มาตรา 27 บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายสินค้าและการนำเข้าสินค้าตาม กฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตในกรณีดังต่อไปนี้
(1) การขายสินค้าโดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรมตามกฎหมาย ว่าด้วยภาษีสรรพสามิต และเป็นสินค้าที่ผู้ประกอบการจด ทะเบียนดังกล่าวได้เสียภาษีสรรพสามิตโดยใช้แสตมป์สรรพสามิต หรือเครื่องหมายแสดงการเสียภาษีตาม พรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 ครบถ้วนแล้วก่อนวันที่ พรบ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 ใช้บังคับ ไม่ว่าจะได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บน ก่อนหรือหลังวันที่พรบ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับหรือไม่ก็ตาม
(2) การขายสินค้าประเภทที่ได้รับการขยายเวลาการชำระภาษีตาม มาตรา 14 วรรคสอง หรือ มาตรา 52 แห่งพรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตและ ผู้ประกอบการจดทะเบียนดังกล่าวได้นำสินค้าออกจากโรงอุตสาหกรรม หรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม พรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
(3) การขายสินค้าที่เป็นน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามพรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ.ภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2534 โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่เป็นผู้ขายส่ง หรือขายปลีกเฉพาะน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรม ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีสรรพสามิตได้นำสินค้าออก จากโรงอุตสาหกรรมหรือคลังสินค้าทัณฑ์บนตาม พรบ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
(4) การนำเข้าสินค้าประเภทที่ระบุในพรบ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2527 ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2534 ซึ่งความรับผิดของผู้นำเข้าในอันจะต้องเสียภาษีสรรพสามิตได้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ไม่ว่าจะได้รับชำระภาษีสรรพสามิตไว้ก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 หรือไม่ก็ตาม
(5) การขายสินค้านำเข้าตาม (4) หลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 โดยผู้นำเข้าซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ถ้าได้มีการขายสินค้าตามวรรคหนึ่ง (1) (2) (3) และ (5) ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่มิใช่ผู้ประกอบการจด ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งต้องเสียภาษีตามมาตรา 82/16 มีสิทธิออกหลักฐานการขายสินค้านั้น ให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบสินค้าได้ และหลักฐานการขายสินค้าดังกล่าวให้ถือเป็นใบกำ กับภาษี และให้ผู้ซื้อใช้เป็นหลักฐานของภาษีซื้อในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มได้
ภาษีซื้อตามวรรคสอง ให้มีจำนวนเท่ากับเจ็ดในหนึ่งร้อยเจ็ดส่วนของมูลค่าสินค้า ตามที่ปรากฏในหลักฐานดังกล่าว
หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ให้มีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ประกอบการและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร
(2) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้า
(3) เลขที่ของหลักฐาน
(4) ชื่อ ประเภท ชนิด ปริมาณสินค้า และราคาสินค้าเป็นเงินตราไทย
(5) วัน เดือน ปี ที่ออกหลักฐาน
(6) ข้อความแสดงว่าเป็นสินค้าตามวรรคหนึ่ง
หลักฐานการขายสินค้าตามวรรคสอง ในกรณีที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีสถานประกอบการหลายแห่ง ให้ออกหลักฐานเป็นรายสถานประกอบการ และให้เก็บรักษาสำเนาหลักฐานนั้นไว้ ณ สถานประกอบการที่ออกหลักฐานเป็นเวลาห้าปีนับตั้งแต่วันที่ออกหลักฐานและให้นำมาตรา 87/3 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้มาใช้บังคับ
มาตรา 28 บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ไม่ใช้บังคับแก่ผู้ประกอบการดังต่อไปนี้
(1) ผู้ประกอบการที่ซื้อสุราหรือได้รับใบอนุญาตทำสุราที่มีสัญญาผูกพันกับกรมสรรพสามิต หรือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรมก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ที่จะต้องชำระเงินแก่รัฐบาลเป็นการเหมาจ่าย และอยู่ในบังคับ มาตรา 6 แห่งพรบ.สุรา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534
(2) ผู้ประกอบการที่ประกอบกิจการขายปลีกหรือขายส่งซึ่งสุราที่ซื้อ หรือได้มาจากผู้ประกอบการตาม (1) ทุกทอด แต่ไม่รวมถึงผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ประกอบกิจการภัตตาคาร
กิจการภัตตาคารได้แก่กิจการขายอาหารหรือเครื่องดื่มไม่ว่าชนิดใด ๆ รวมทั้งกิจการรับจ้างปรุงอาหารหรือเครื่องดื่มทั้งนี้ ไม่ว่าในหรือนอกจากสถานที่ซึ่งจัดไว้ให้ประชาชนเข้าไปบริโภคได้
มาตรา 29 บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและการนำเข้าสุราตามกฎหมายว่าด้วยสุรา ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) สุราที่อยู่ในบังคับ มาตรา 7 แห่งพรบ.สุรา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534
(2) สุราที่ทำในราชอาณาจักรโดยได้เสียภาษีสุราครบถ้วนแล้วและได้นำออกจากโรงงานสุราก่อน
พรบ.สุรา (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ
(3) สุราที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้เสียภาษีสุราโดยปิดแสตมป์สุราแล้ว และได้นำออกจากด่านศุลกากรก่อนวันที่ พรบ.ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ
ถ้าได้มีการขายสุราตามวรรคหนึ่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิออกหลักฐานการขายสุรานั้น ให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบสุราได้ และให้นำมาตรา 27 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่และวรรคห้า มาใช้บังคับ
มาตรา 30 บทบัญญัติแห่งหมวด 4 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ไม่ใช้บังคับแก่การขายและการนำเข้ายาเส้น หรือยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) ยาเส้นหรือยาสูบที่อยู่ในบังคับ มาตรา 6 แห่งพรบ.ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534
(2) ยาเส้นหรือยาสูบที่ทำในราชอาณาจักรโดยบรรจุซองและปิดแสตมป์ครบถ้วนแล้ว และได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่ พรบ.ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ
(3) ยาสูบตามมาตรา 79/5 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ เฉพาะยาสูบที่ผู้ประกอบอุตสาหกรรมยาสูบตามกฎหมาย ว่าด้วยยาสูบได้บรรจุซองและปิดแสตมป์ยาสูบครบถ้วนแล้ว และได้นำออกจากโรงอุตสาหกรรมยาสูบก่อนวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535
(4) ยาเส้นหรือยาสูบที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรที่ได้ปิดแสตมป์ยาสูบ และได้นำออกจากด่านศุลกากรก่อนวันที่ พรบ.ยาสูบ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ
ถ้าได้มีการขายยาเส้นหรือยาสูบตามวรรคหนึ่ง ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 ให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มมีสิทธิออกหลักฐานการขายยา เส้นหรือยาสูบนั้นให้แก่ผู้ซื้อที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนในวันที่ส่งมอบยาเส้นหรือยาสูบได้ และให้นำมาตรา27 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ และวรรคห้า มาใช้บังคับ
มาตรา 31ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เนื่องจากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน โดยนำภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะมาใช้แทนภาษีการค้า และปรับปรุงบทบัญญัติว่าด้วยบทเบ็ดเสร็จทั่วไป ภาษีเงินได้นิติบุคคลและอากรแสตมป์ของประมวลรัษฎากรให้สอดคล้องกับภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 31) พ.ศ. 2534
มาตรา 2 พรบ.นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 3 และมาตรา 4 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุดในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นไป
มาตรา 8 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้ต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 9 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2534
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่
(1) บทบัญญัติมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 15 มาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 26 แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำ พ.ศ. 2535 ที่จะต้องยื่นรายการใน พ.ศ. 2536 เป็นต้นไป
(2) บทบัญญัติมาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 24 มาตรา 25 และมาตรา 27 เฉพาะบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม (2) (ข) (ค) และ (ง) แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป
(3) บทบัญญัติมาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 และมาตรา 27 เฉพาะบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตาม (2) (ก) และ (จ) แห่งพระราชกำหนดนี้ ว่าด้วยภาษีเงินได้บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2535 เป็นต้นไป
มาตรา 29 บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่ หรือที่พึงชำระก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ
มาตรา 30 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องปรับปรุงประมวลรัษฎากรให้เหมาะสมกับสภาพและเหตุการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งจะต้องพิจารณาโดยด่วนและลับเพื่อรักษาประโยชน์ของแผ่นดินและเป็นกรณีฉุกเฉิน มีความจำเป็นรีบด่วนในอันจะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 32) พ.ศ. 2540
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันนี้ประมวลรัษฎากรได้บัญญัติให้ผู้มีเงินได้จากเงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรซึ่งได้รับจากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยได้รับเครดิต ในการคำนวณภาษีสามในเจ็ดส่วนของเงินปันผล หรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับทุกกรณี ในขณะที่การประกอบกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยต้องเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิในกิจการต่าง ๆ ในอัตราที่แตกต่างกัน สมควรแก้ไขให้ผู้มีเงินได้จากเงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไรที่ได้รับจากบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลดังกล่าวได้รับเครดิตในการคำนวณภาษีให้สอดคล้องกับการ เสียภาษีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีอยู่หลายอัตรา เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษี และสมควรกำหนดความรับผิดของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลผู้จ่ายเงินได้ ซึ่งแสดงข้อความในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ถูกต้อง เพื่อให้การเครดิตภาษีเป็นไปโดยรอบคอบและถูกต้อง จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรก. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2540
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บทบัญญัติมาตรา 3 ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้ของบริษัทหรือห้าง
หุ้นส่วนนิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2540 เป็นต้น
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเงิน ส่งผลทำให้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ จำเป็นต้องกันเงินสำรองไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญสูงขึ้นกว่าเดิม แต่บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรที่ให้นำเงินสำรอง ดังกล่าวมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ได้มีข้อจำกัดก่อให้เกิดภาระภาษีแก่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์และบริษัทเดรดิตฟองซิเอร์เกินสมควรดังนั้น เพื่อเป็นการลดภาษีให้แก่สถาบันการเงินซึ่งจะทำให้ฐานะทางการเงิน ของสถาบันการเงินดีขึ้นสมควรกำหนดให้เงินสำรองดังกล่าวถือเป็นรายจ่าย ในการคำนวณกำไรสุทธิ ได้เต็มจำนวน และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2541
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้การบริการขนส่งระหว่างประเทศ โดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเลที่กระทำโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้น ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ ใช้อัตราภาษี ร้อยละ 0 ในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอัตราเดียว เพื่อให้เกิดความเป็นกลางและเป็นธรรม แก่ผู้ประกอบกิจการดังกล่าวที่เข้ามาประกอบกิจการในราชอาณาจักร และเพื่อลดปัญหาความยุ่งยากที่เกิดจากการ ที่ต้องมีการติดตามวิธีปฏิบัติทางภาษีของประเทศคู่ค้าอื่น ๆ ตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลที่ตัวแทนผู้ประกอบการขนส่ง มักจะรับเป็นตัวแทนให้กับหลายบริษัท หากมีแนวปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน แล้วจะลดภาระแก่ตัวแทนเหล่านั้นได้ ตลอดจนเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาคประกอบ กับสมควรแก้ไขเพิ่มเติมให้การรับประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยซึ่งเดิม เป็นการประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นการประกอบกิจการที่อยู่ใน บังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนเพื่อให้มีการประกอบกิจการในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการจัดเก็บภาษีในระยะยาว จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 34) พ.ศ. 2541
มาตรา 6 บทบัญญัติตามหมวด 5 ในลักษณะ 2 แห่งประมวลรัษฎากรก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพรบ.นี้ ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปสำหรับการจัดเก็บภาษีที่ค้างอยู่ หรือที่ถึงกำหนดชำระก่อนวันที่พรบ.นี้ใช้บังคับ
มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพรบ.นี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นต้องต้องปรับปรุงระบบภาษีภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ จึงสมควรกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ผู้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ที่ซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการจดทะเบียนและ โดยที่ในปัจจุบันการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เนื่องจากกำหมายปัจจุบัน กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี และชำระภาษีธุรกิจเฉพาะกรณีดังกล่าวในเดือนถัดไป ซึ่งปรากฏว่ามีการหลีกเลี่ยงภาษีไม่ชำระภาษีเป็นจำนวนมาก ทำให้รัฐขาดรายได้ส่วนนี้ไป ดังนั้น สมควรปรับปรุงประมวลรัษฎากร เพื่อให้การบริหารจัดเก็บภาษีธุรกิจ เฉพาะสำหรับกรณีนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีและป้องกันการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ส่งผลทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 35) พ.ศ. 2544
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยศุลกากรเพื่อกำหนดให้มีการจัดตั้งเขตปลอดอากรขึ้น เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมการส่งออก โดยผู้ประกอบการในเขตดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ในทำนองเดียวกันกับเขตอุตสาหกรรมส่งออก ตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย แต่โดยที่บทบัญญัติของประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้สิทธิประโยชน์ ทางภาษีสำหรับเขตอุตสาหกรรมส่งออกเท่านั้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรเพื่อให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีครอบคลุมถึงเขตปลอดอากร และเขตที่มีกฎหมายกำหนดให้ยกเว้นอากรขาเข้าตามที่จะได้มีการจัดตั้งขึ้นต่อไปด้วย
จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้
อ่านพรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 36) พ.ศ. 2548
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พรบ.ฉบับนี้ คือ โดยที่ มาตรา 17 แห่งพรบ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดให้ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับการหักลดหย่อนภาษีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ที่กำหนดในประมวลรัษฎากร ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาผู้ให้กำเนิดบุตร สมควรกำหนดให้ผู้มีเงินได้ซึ่งอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาของตน หรือบิดามารดาของสามีหรือภริยาของตน สามารถนำค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวมาหักลดหย่อนในการ คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จึงจำเป็นต้องตราพรบ.นี้

  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update