แนะนำ ขอคำแนะนำ ต้องการสนับสนุน 
กฎหมายดอตคอม คลิกที่นี่!!หน้าหลัก กฎหมายดอตคอม
     
 
 
พระราชบัญญัติ
สถาบันการพลศึกษา
พ.ศ. 2548
 
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2548
เป็นปีที่ 60 ในรัชกาลปัจจุบัน

:: บทนิยาม มาตรา 1-6
:: หมวด1 บททั่วไป มาตรา 7-15
:: หมวด2 การดำเนินงาน มาตรา 16-44
:: หมวด3 คณาจารย์ มาตรา 45-48
:: หมวด4 ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ มาตรา 49-55
:: หมวด5 บทกำหนดโทษ มาตรา 56-57
:: บทเฉพาะกาล มาตรา 58-64


 
     

     
 
 

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันการพลศึกษา
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติ สถาบันการพลศึกษา พ.ศ. 2548"
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้วิทยาลัยพลศึกษาที่ได้จัดตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเป็น วิทยาเขตของสถาบันการพลศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ให้โรงเรียนกีฬาที่ได้จัดตั้งขึ้นตามประกาศ กระทรวงศึกษาธิการเป็นส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้
"สถาบัน" หมายความว่า สถาบันการพลศึกษา"สภาสถาบัน" หมายความว่า สภาสถาบันการพลศึกษา
"อธิการบดี" หมายความว่า อธิการบดีสถาบันการพลศึกษา"รองอธิการบดี" หมายความว่า รองอธิการบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยอธิการบดีตามที่อธิการบดีมอบหมาย
"รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต" หมายความว่า รองอธิการบดีที่ปฏิบัติหน้า ที่เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบงานทั้งปวงของแต่ละวิทยาเขต และปฏิบัติหน้าที่ช่วยอธิการบดีตามที่อธิการบดีมอบหมาย
"ผู้ช่วยอธิการบดี" หมายความว่า ผู้ช่วยอธิการบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยอธิการบดีตามที่ อธิการบดีมอบหมาย"ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต" หมายความว่า ผู้ช่วยอธิการบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ตามที่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตมอบหมาย
"คณบดี" หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาที่รับผิดชอบงานของคณะ
"รองคณบดี" หมายความว่า รองคณบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วยคณบดีตามที่คณบดีมอบหมาย
"รองคณบดีประจำวิทยาเขต" หมายความว่า รองคณบดีที่ปฏิบัติหน้าที่ช่วย คณบดีรับผิดชอบงานของคณะวิชา ในแต่ละวิทยาเขต
มาตรา 5 การบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน สถาบันให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น
มาตรา 6 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้และมีอำนาจออกกฎกระทรวง และประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวง และประกาศนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

:: หมวด 1 บททั่วไป
มาตรา 7 ให้สถาบันการพลศึกษาเป็นสถาบันอุดมศึกษามีวัตถุประสงค์ในการผลิตและพัฒนาบุคลากรทางพลศึกษา การกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สุขภาพ นันทนาการ และบุคลากรในด้านที่เกี่ยวข้อง มีภารกิจทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการ การให้บริการชุมชนการใช้และพัฒนาเทคโนโลยี เสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้แก่ท้องถิ่น ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษทางกีฬา นันทนาการ และบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย รวมถึงการทะนุบำรุงศิลปะวัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้าน และกีฬาไทย
ให้สถาบันการพลศึกษาเป็นนิติบุคคลในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
มาตรา 8 สถาบันจะปฏิเสธการรับผู้สมัครผู้ใดเข้าศึกษาในสถาบัน หรือยุติหรือชะลอการศึกษาของนักศึกษาผู้ใด ด้วยเหตุเพียงว่าผู้นั้นขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาต่าง ๆ แก่สถาบันมิได้หลักเกณฑ์การพิจารณาว่านักศึกษาผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภาสถาบันกำหนด
มาตรา 9 สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้
(1) สำนักงานอธิการบดี
(2) วิทยาเขต
(3) คณะ
สถาบันอาจให้มีสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา 7 เป็นส่วนราชการในสถาบันอีกได้การแบ่งหน่วยงานภายในของส่วนราชการตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้ทำเป็นประกาศของสถาบัน
มาตรา 10 การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกวิทยาเขต คณะ สำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
มาตรา 11 ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา 7 สถาบันจะรับสถาบันอุดมศึกษา หรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และมีอำนาจให้ปริญญา อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรชั้นใดชั้น หนึ่งแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันสมทบนั้นได้การรับเข้าสมทบหรือการยกเลิกการสมทบซึ่งสถาบัน อุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน และทำเป็นประกาศกระทรวงการควบคุมสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยที่เข้าสมทบในสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 12 ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจัดสรรเงินงบประมาณให้แก่สถาบันตามที่เห็นสม ควรเพื่อดำเนินกิจการของสถาบันนอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สถาบันอาจมีรายได้และทรัพย์สิน ดังนี้
(1) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่สถาบันได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบัน
(2) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ที่ราชพัสดุที่สถาบันปกครอง ดูแล หรือใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน
(3) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบันเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(4) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่นที่ให้แก่สถาบันเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(5) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆให้สถาบันมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถาบันที่มีไว้เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่นตามข้อบังคับของสถาบันราย ได้ที่สถาบันได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบัน ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
มาตรา 13 บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้ยกให้แก่สถาบัน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน หรือได้มาโดยการซื้อ หรือแลกเปลี่ยนจากเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบันเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสถาบัน
มาตรา 14 บรรดารายได้และทรัพย์สินที่สถาบันได้มาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน หรือได้มาเนื่องจากการดำเนินกิจการของสถาบัน สถาบันจะต้องจัดสรรเพื่ประโยชน์ในการดำเนิน กิจการของสถาบันการจัดสรรรายได้และทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของสถาบัน
ตามมาตรา 7 และเงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 15 การจัดการรายได้และทรัพย์สินที่สถาบันได้รับจัดสรรตามมาตรา 14 ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบันและเงื่อนไขที่ผู้ให้กำหนดไว้

:: หมวด 2 การดำเนินงาน
มาตรา 16 ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย
(1) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง
(2) อุปนายกสภาสถาบัน ได้แก่ อธิการบดี
(3) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยในพระบรราชูปถัมภ์และปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
(4) กรรมการสภาสถาบันสามคน ซึ่งเลือกจากรองอธิการบดี และรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต
(5) กรรมการสภาสถาบันหนึ่งคน ซึ่งเลือกจากคณบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(6) กรรมการสภาสถาบันสี่คน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของวิทยาเขตสามคนและข้าราช การครูของส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งคน
(7) ให้กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิเจ็ดคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯแต่งตั้งจากบุคคลภายนอก โดยคำแนะนำของนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (2) (3) (4) (5) และ (6) ในจำนวนนี้ ให้มีผู้แทนนายกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งต้องเป็นนายกสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทยจำนวนหนึ่งคน
รองอธิการบดีฝ่ายบริหารเป็นเลขานุการ และให้สำนักงานอธิการบดีทำหน้าที่สำนักงาน
เลขานุการสภาสถาบัน รับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม ศึกษาหาข้อมูล และกิจการต่าง ๆ ทีเกี่ยวข้องกับงานของสภาสถาบัน
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการสภาสถาบันตาม(4) (5) และ (6) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 17 นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่ง คราวละสองปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรตำแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันมิได้
กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 16 (4) (5) และ (6) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
มาตรา 18 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 17 นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา 16 (4) (5) (6) และ (7) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภาสถาบันในประเภทนั้น ๆ
(4) สภาสถาบันให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ การพ้นจากตำแหน่งตาม (4) ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมด
ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง หรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง หรือผู้ซึ่งได้รับเลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สภาสถาบันจะไม่ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง หรือเลือกนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรง คุณวุฒิหรือยังมิได้เลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่ ให้นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่แล้ว
มาตรา 19 สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) วางนโยบายและกำกับแผนพัฒนาของสถาบันเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการ การให้บริการชุมชน และเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ การปรับปรุง การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี การทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม การผลิตและพัฒนาบุคลากรทางพลศึกษา การกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สุขภาพ นันทนาการ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ตามความต้องการของท้องถิ่น
(2) ออกระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน
(3) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกส่วนราชการของสถาบันตามมาตรา 9รวมทั้งการแบ่งหน่วยงานภายในของส่วนราชการดังกล่าว
(4) อนุมัติการรับสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบ และการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าวตามมาตรา 11
(5) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาของสถาบัน
(6) กำกับมาตรฐานการศึกษา ควบคุมคุณภาพ ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัด การศึกษาของสถาบันให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
(7) อนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร
(8) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง และถอดถอนนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ
(9) แต่งตั้งรองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี คณบดี หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง
(10) พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณประจำปีของสถาบัน ออกระเบียบ และข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินของสถาบัน โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง
(11) อนุมัติแผนการใช้เงินนอกงบประมาณของสถาบัน
(12) พิจารณารายงานการรับจ่ายเงินในรอบปี และรายงานการดำเนินกิจการของสถาบัน
(13) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษาด้านพลศึกษา การกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬาวิทยาศาสตร์สุขภาพ นันทนาการ และกิจการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาหารือ
(14) พิจารณากำหนดตรา เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสภาสถาบัน และให้ความเห็นชอบในการกำหนดตรา เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ของสถาบัน
(15) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาสถาบัน
(16) ส่งเสริม สนับสนุน และแสวงหาวิธีการเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของสถาบัน
(17) พิจารณาและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับกิจการเชิงนโยบายของสถาบันที่มิได้ กำหนดไว้ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา 20 การประชุมของสภาสถาบันให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 21 ให้มีสภาวิชาการ ประกอบด้วย
(1) ประธานสภาวิชาการ ได้แก่ อธิการบดี
(2) กรรมการสภาวิชาการสองคน ซึ่งเลือกจากรองอธิการบดี และรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต
(3) กรรมการสภาวิชาการสองคน ซึ่งเลือกจากคณบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่ เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(4) กรรมการสภาวิชาการสามคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของวิทยาเขตสอง คนและข้าราชการครูของส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งคน
(5) กรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน ซึ่งแต่งตั้งจากบุคคลภายนอก โดยคำแนะนำของกรรมการสภาวิชาการตาม (2) (3) และ (4)
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสภาวิชาการ ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของสถาบัน
ให้รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการเป็นกรรมการและเลขานุการสภาวิชาการ
มาตรา 22 กรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปีและอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
กรรมการสภาวิชาการตามมาตรา 21 (2) (3) และ (4) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
มาตรา 23 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 22 ประธานสภาวิชาการและกรรมการสภาวิชาการตามมาตรา 21 พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นประธานสภาวิชาการ หรือกรรมการสภาวิชาการในประเภทนั้น ๆ
(4) สภาสถาบันให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
การพ้นจากตำแหน่งตาม (4) ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมด
ในกรณีที่ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและได้มี การแต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือผู้ซึ่ง ได้รับเลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่กรรมการสภาวิชาการพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน จะไม่ดำเนินการเพื่อให้มีการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสภาวิชาการขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
ในกรณีที่ประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้แต่งตั้งหรือเลือกผู้ดำรงตำแหน่งขึ้นใหม่ ให้ประธานสภาวิชาการหรือกรรม การสภาวิชาการซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งประธานสภาวิชาการหรือกรรมการสภาวิชาการ หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาวิชาการขึ้นใหม่แล้ว
มาตรา 24 สภาวิชาการมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) พิจารณาเสนอเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร การสอน การวิจัย และการวัดผลการศึกษาต่อสภาสถาบัน
(2) พิจารณาเสนอการดำเนินการเกี่ยวกับการวิจัย การสอน การประเมินผลการสอนและการประกันคุณภาพการศึกษาต่อสภาสถาบัน
(3) พิจารณาเสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกวิทยาเขต คณะ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะที่เทียบเท่าคณะ รวมทั้งการเสนอแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการดังกล่าวต่อสภาสถาบัน
(4) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของสภาวิชาการ ตาม (1) (2) และ (3) และตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
มาตรา 25 การประชุมสภาวิชาการให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 26 ในแต่ละวิทยาเขตให้มีคณะกรรมการวิทยาเขต ประกอบด้วย
(1) ประธานกรรมการ ซึ่งสภาสถาบันแต่งตั้ง
(2) รองประธานกรรมการ ได้แก่ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต
(3) กรรมการวิทยาเขตสามคน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต รองคณบดีประจำวิทยาเขต หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(4) กรรมการวิทยาเขตสามคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำในวิทยาเขต
(5) กรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิแปดคน ซึ่งแต่งตั้งจากบุคคลภายนอก โดยคำแนะนำของรองประธานกรรมการ และกรรมการวิทยาเขตตาม (3) และ (4) ในจำนวนนี้ให้มีนาย กสมาคม กีฬาจังหวัด ตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทยจำนวนหนึ่งคน
ให้ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตฝ่ายบริหารเป็นกรรมการและเลขานุการ
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการวิทยาเขตตาม (3) (4) และ (5) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 27 ประธานกรรมการและกรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
กรรมการวิทยาเขตตามมาตรา 26 (3) และ (4) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสองปีและอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
มาตรา 28 นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา 27 ประธานกรรมการรองประธานกรรมการ และกรรมการวิทยาเขตตามมาตรา 26 (3) (4) และ (5) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติของการเป็นประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ หรือกรรมการวิทยาเขตในประเภทนั้น ๆ
(4) สภาสถาบันให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
การพ้นจากตำแหน่งตาม (4) ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมด
ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการวิทยาเขตตามมาตรา 26 พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระและได้แต่งตั้ง หรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งหรือ ผู้ซึ่งได้รับเลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการวิทยาเขตตามมาตรา 26 พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน จะไม่ดำเนินการเพื่อให้มีการเลือกหรือให้มีการ แต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการวิทยาเขตขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการวิทยาเขตตามมาตรา 26 พ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้มีการแต่งตั้งหรือเลือกผู้ดำรงตำแหน่งขึ้นใหม่ ให้ผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งหรือได้มีการเลือกประธานกรรมการหรือกรรมการวิทยาเขตขึ้นใหม่แล้ว
มาตรา 29 คณะกรรมการวิทยาเขตมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) กำกับดูแลให้วิทยาเขตปฏิบัติตามนโยบายและแผนพัฒนาวิทยาเขต ตามที่สภาสถาบันกำหนด
(2) ออกระเบียบและออกข้อบังคับของวิทยาเขต ทั้งนี้ โดยไม่ขัดต่อระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน รวมทั้งออกระเบียบและข้อบังคับอื่นตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
(3) พิจารณาเสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกหน่วยงานของวิทยาเขตต่อสภาสถาบัน
(4) พิจารณาเสนอการรับสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบในสถาบัน หรือการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าวต่อสภาสถาบัน
(5) พิจารณาหลักสูตรการศึกษาและการเปิดการสอนของวิทยาเขตให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อเสนอขออนุมัติต่อสภาสถาบัน
(6) พัฒนางานด้านวิชาการและควบคุมมาตรฐานการศึกษาของวิทยาเขต
(7) พิจารณาเสนอขออนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา และประกาศนียบัตร ต่อสภาสถาบัน
(8) พิจารณาเสนอการแต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ต่อสภาสถาบัน
(9) พิจารณางบประมาณประจำปีที่เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน เพื่อเสนอขอความเห็นชอบจากสภาสถาบัน
(10) พิจารณาเสนอแผนการใช้เงินนอกงบประมาณของวิทยาเขตต่อสภาสถาบัน
(11) พิจารณารายงานการรับจ่ายเงินในรอบปีและรายงานการดำเนินกิจการของวิทยาเขตเพื่อเสนอต่อสภาสถาบันทราบ
(12) ให้คำปรึกษาและให้ความเห็นชอบในกิจการของวิทยาเขต
(13) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใด ๆอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการวิทยาเขต
(14) ปฏิบัติหน้าที่ตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
มาตรา 30 การประชุมของคณะกรรมการวิทยาเขตให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 31 เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชา ให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี รองอธิการบดีและรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตเป็นรองอธิบดี ทั้งนี้ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
ในสถาบันมีอธิการบดีคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานทั้งปวงของ สถาบันและจะให้มีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีหนึ่งคนหรือหลายคนตามที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้
ในแต่ละวิทยาเขตให้มีรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานทั้งปวงของวิทยาเขต ช่วยปฏิบัติงานตามที่อธิการบดีมอบหมาย และจะให้มีผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตหนึ่งคนหรือหลายคน เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้นมอบหมายก็ได้
มาตรา 32 อธิการบดีจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 33 โดยคำแนะนำของสภาสถาบัน
อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองอธิการบดีให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 33 โดยคำแนะนำของอธิการบดี
รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้ที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 33 โดยมี วาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
ผู้ช่วยอธิการบดีให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 34 โดยคำแนะนำของอธิการบดี
ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำวิทยาเขตผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 34 โดยคำแนะนำของรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้น
เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
เมื่อรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่ง ให้ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้นพ้นจากตำแหน่งด้วย
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสองและวรรคสี่ อธิการบดีและรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) สภาสถาบันให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
การพ้นจากตำแหน่งตาม (3) ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมด
มาตรา 33 อธิการบดี รองอธิการบดี และรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
(1) สำ เร็จการศึกษาไม่ต่ำ กว่าชั้นปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือ สถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษา อื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการในสภาสถาบันหรือใน สภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีหรือ
(2) สำเร็จการศึกษาปริญญาหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันหรือในสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
มาตรา 34 ผู้ช่วยอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตต้องสำเร็จการศึกษา ปริญญาหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง
มาตรา 35 อธิการบดีมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และข้อบังคับของสถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน
(2) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ อาคาร สถานที่และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และข้อบังคับของสถาบัน
(3) เป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั่วไป
(4) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน เพื่อเสนอต่อสภาสถาบัน
(5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน หรือตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
มาตรา 36 รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(1) บริหารกิจการของวิทยาเขตให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ ข้อบังคับของสถาบัน และข้อบังคับของวิทยาเขต รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน
(2) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ อาคาร สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของวิทยาเขตให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ ข้อบังคับของสถาบัน และข้อบังคับของวิทยาเขต
(3) เป็นผู้แทนของวิทยาเขตในกิจการทั่วไป
(4) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของวิทยาเขต เพื่อเสนอต่อสภาสถาบัน
(5) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน หรือตามที่สภาสถาบันมอบหมาย
มาตรา 37 ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรu3629 .งอธิการบดีหลายคน ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีตามวรรคหนึ่งหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้นายกสภาสถาบันแต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันคนใดคนหนึ่งตามมาตรา 16 (5) หรือ (6) เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี
ในกรณีที่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตซึ่งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ารองอธิการบดีประจำวิทยาเขตมิได้มอบหมาย ให้ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตซึ่งมีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตตามวรรคสาม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้อธิการบดีแต่งตั้งกรรมการวิทยาเขตคนใดคนหนึ่งตามมาตรา 26 (3) หรือ (4) เป็นผู้รักษาราชการแทนรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต
มาตรา 38 ในสำนักงานอธิการบดี ให้มีผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของสำนักงานอธิการบดี
ในคณะ ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะ
ในส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชา และรับผิดชอบงานของส่วนราชการนั้น
ในสำนักงานอธิการบดี คณะ และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะจะให้มีรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองคณบดี หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี คนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี คณบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้
มาตรา 39 คณบดี ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 40 โดยคำแนะนำของอธิการบดี
คณบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองคณบดี ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 40 โดยคำแนะนำของคณบดี
เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย
รองคณบดีประจำวิทยาเขตให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 40 โดยคำแนะนำของรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต
เมื่อรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา 40 คณบดี รองคณบดี และรองคณบดีประจำวิทยาเขตต้องสำเร็จการ ศึกษาปริญญาหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษา อื่นที่สภาสถาบันรับรองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปี
มาตรา 41 ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะนั้น ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 42 โดยคำแนะนำของอธิการบดี
ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะ ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 42 โดยคำแนะนำของผู้อำนวยการ สำนักงานอธิการบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี
เมื่อผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะพ้นจากตำแหน่ง ให้รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีหรือรองหัวหน้าส่วราชการ ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ พ้นจากตำแหน่งด้วย
การดำเนินงานของสำนักงานอธิการบดีหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า คณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 42 คุณสมบัติของผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี หัวหน้าและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 43 ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตคณบดี รองคณบดี รองคณบดีประจำวิทยาเขต ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี หัวหน้าและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
มาตรา 44 วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีและแต่งตั้งเป็นรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

:: หมวด 3 คณาจารย์
มาตรา 45 คณาจารย์ประจำในสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการ ดังนี้
(1) ศาสตราจารย์
(2) รองศาสตราจารย์
(3) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(4) อาจารย์
ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ต้องมีคุณวุฒิ ความสามารถทางการสอน และผลงานทางวิชาการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
อาจารย์ ต้องสำเร็จการศึกษาปริญญาหรือเทียบเท่าจากสถาบัน หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สภาสถาบันรับรอง หรือมีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน
ศาสตราจารย์ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภาสถาบัน
มาตรา 46 ศาสตราจารย์พิเศษ จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นอาจารย์พิเศษในวิชาที่ผู้นั้นมีความชำนาญเป็นพิเศษ โดยคำแนะนำของสภาสถาบัน
หลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งและคุณสมบัติของศาสตราจารย์พิเศษให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 47 สภาสถาบันอาจแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็น คณาจารย์ประจำในสถาบันเป็นรองศาสตราจารย์พิเศษหรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษได้
สถาบันอาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมและมิได้เป็นคณาจารย์ประจำในสถาบันเป็นอาจารย์พิเศษได้ โดยคำแนะนำของคณบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
หลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง และคุณสมบัติของรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษและอาจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 48 ให้ผู้ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ มีสิทธิใช้ชื่อศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษแล้วแต่กรณี เป็นคำนำหน้านาม เพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป
การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่งให้ใช้อักษรย่อ ดังนี้
ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ.
ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ.(พิเศษ)
รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ รศ.
รองศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ รศ.(พิเศษ)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ผศ.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ผศ.(พิเศษ)

:: หมวด 4 ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
มาตรา 49 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาตรีในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันได้ ปริญญาในสาขาวิชาใดจะเรียกชื่ออย่างไร และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา 50 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรี ได้รับปริญญาตรี เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง หรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองได้
มาตรา 51 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรสำหรับสาขาวิชาใดได้ ดังนี้
(1) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาตรีแล้ว
(2) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี
(3) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
มาตรา 52 สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาตรีกิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภาสถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆในสถาบัน และผู้ดำรงตำแหน่งในสภาสถาบันในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้
สาขาของปริญญาและหลักเกณฑ์การให้ปริญญาตรีกิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 53 สถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะ และเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรได้และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภาสถาบัน อุปนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน และครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบันได้
การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะและครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง จะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา 54 สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของ สภาสถาบัน หรือตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ตามวรรคหนึ่งเพื่อการค้า หรือการใช้สิ่งดังกล่าว ที่มิใช่เพื่อประโยชน์ของสถาบันหรือสภาสถาบัน ต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากสถาบัน
มาตรา 55 สถาบันอาจกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของ
นักศึกษาได้ โดยทำเป็นข้อบังคับของสถาบันและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

:: หมวด 5 บทกำหนดโทษ
มาตรา 56 ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษา หรือสิ่งใดที่เลียนแบบสิ่งดังกล่าว โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้หรือแสดง ด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา ประกาศนียบัตร หรือ มีตำแหน่งใดในสถาบันโดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีวิทยฐานะหรือตำแหน่งเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 57 ผู้ใด
(1) ปลอม หรือทำเลียนแบบซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือสภาสถาบันไม่ว่าจะทำเป็นสีใด หรือทำด้วยวิธีใด ๆ
(2) ใช้ตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือสภาสถาบัน ปลอม หรือซึ่งทำเลียนแบบ หรือ
(3) ใช้ หรือทำให้ปรากฏซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือสภาสถาบันที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ โดยฝ่าฝืนมาตรา 54 วรรคสอง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับถ้าผู้กระทำความผิดตาม (1) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (2) ด้วย ให้ลงโทษตาม (2) แต่กระทงเดียวความผิดตาม (3) เป็นความผิดอันยอมความได้

:: บทเฉพาะกาล
มาตรา 58 ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน ข้าราชการ ลูกจ้าง เงินงบประมาณในส่วนของสถานศึกษาในสังกัดสถาบันพัฒนาบุคลากร สำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มาเป็นของสถาบันการพลศึกษา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ในระยะเริ่มแรกให้ข้าราชการซึ่งโอนมาเป็นข้าราชการของสถาบันการพลศึกษาตามวรรคหนึ่งยังคงดำรงตำแหน่งเดิม และรับเงินเดือนรวมทั้งสิทธิประโยชน์ไม่น้อยกว่าเดิมต่อไปจนกว่าจได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
มาตรา 59 ในระยะเริ่มแรกให้สภาสถาบันประกอบด้วย
(1) ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นนายกสภาสถาบัน
(2) ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ เป็นอุปนายกสภาสถาบัน
(3) ผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษาจำนวนสามคน และผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาหนึ่งคนซึ่งนายกสภาสถาบันแต่งตั้ง เป็นกรรมการสภาสถาบัน
(4) ผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาจำนวนสี่คน และผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการพลศึกษา กีฬา และนันทนาการ จำนวนสี่คน ซึ่งแต่งตั้งโดยนายกสภาสถาบัน เป็นกรรมการสภาสถาบัน
(5) รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ ซึ่งนายกสภาสถาบันแต่งตั้งตามคำแนะนำของอุปนายกสภาสถาบัน เป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้สภาสถาบันตามวรรคหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯแต่งตั้งนายกสภาสถาบัน อธิการบดี และกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ และได้มีการเลือกหรือได้มีการแต่งตั้งกรรมการสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 60 ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งอธิการบดี ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษาอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 61 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยพลศึกษาอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 62 ให้ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการซึ่งปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีตามมาตรา 60 พิจารณาแต่งตั้งคณบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รองคณบดีหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะทั้งนี้ โดยความเห็นชอบจากสภาสถาบัน
ให้คณบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รองคณบดีหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามวรรคหนึ่ง ดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งคณบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะและรองคณบดีหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา 63 ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่โรงเรียนกีฬาอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นหัวหน้าหรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 64 ในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือออกประกาศกระทรวง ระเบียบหรือข้อบังคับของสถาบัน เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระเบียบหรือข้อบังคับของกรมพลศึกษา ระเบียบหรือข้อบังคับของสำนักงานพัฒนาการกีฬาและนันทนาการ ระเบียบหรือข้อบังคับของวิทยาลัยพลศึกษา และระเบียบหรือข้อบังคับของโรงเรียนกีฬา ที่ใช้อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาใช้บังคับโดยอนุโลม

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาในมหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นและให้สถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาเป็นนิติบุคคล สามารถดำเนินกิจการได้โดยอิสระพัฒนาระบบบริหารและการจัดการที่เป็นของตนเอง มีความคล่องตัว มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งสถานศึกษานั้น ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานของเด็ก เยาวชนและประชาชนให้มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์ เป็นคนดีมีความรู้ความสามารถ มีระเบียบวินัย สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ จำเป็นต้องส่งเสริมการศึกษาวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงแก่บุคลากรทางด้านพลศึกษา การกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สุขภาพนันทนาการ และวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนส่งเสริมการวิจัย การให้บริการชุมชน การใช้และพัฒนาเทคโนโลยี การจัดการศึกษาแก่ผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางกีฬา นันทนาการ และผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย รวมถึงการทะนุบำรุงศิลปะ วัฒนธรรม การละเล่นพื้นบ้าน และกีฬาไทย สมควรจัดตั้งสถาบันการพลศึกษา สังกัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
 
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
 
     
Update