กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  มาตราที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24
   
:: พ.ร.ก.ควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 มาตราที่ 1-24

:: พระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดนพ.ศ. 2524ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2524 เป็นปีที่ 36 ในรัชกาลปัจจุบัน
มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า "พระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524"
มาตรา 2 พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
[รก.2524/174/1พ/20 ตุลาคม 2524]
มาตรา 3 บรรดาบทกฎหมาย กฎ ข้อบังคับอื่นใดในส่วนที่บัญญัติไว้แล้วในพระราชกำหนดนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้ง กับบทแห่งพระราชกำหนดนี้ ให้ใช้พระราชกำหนดนี้แทน
มาตรา 4 ในพระราชกำหนดนี้
"สินค้า" หมายความว่า สิ่งของที่อาจใช้ในการอุปโภคหรือบริโภคสารเคมี อาวุธ ยานพาหนะ และสิ่งของอื่นใด
"เขตควบคุม" หมายความว่า เขตที่รัฐมนตรีประกาศเป็นเขตควบคุมตามพระราชกำหนดนี้
"จำหน่าย" หมายความว่า ขาย แลกเปลี่ยน ให้ โอนสิทธิหรือโอนการครอบครองให้แก่บุคคลอื่น
"ผู้อำนวยการ" หมายความว่า ผู้อำนวยการควบคุมสินค้าในเขตควบคุม
"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งผู้อำนวยการแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
"รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้
มาตรา 5 พระราชกำหนดนี้มิให้ใช้บังคับแก่สถาบันระหว่างประเทศหรือสถาบันของต่างประเทศที่รัฐมนตรีกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาหน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ
มาตรา 6 เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องควบคุมสินค้าตามชายแดนเพื่อประโยชน์ในการป้องกันหรือปราบปรามการ แทรกซึมบ่อนทำลาย ป้องกันหรือปราบปรามการกระทำอันกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยตามชายแดน หรือเพื่อมิให้ เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอันจะเป็นภัยต่อประเทศ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา ให้ท้องที่หนึ่งท้องที่ใดตามชายแดน หรือ ส่วนหนึ่งส่วนใดในน่านน้ำของประเทศไทยเป็นเขตควบคุมได้
มาตรา 7 เมื่อได้ประกาศเขตควบคุมตาม มาตรา 6 แล้ว ให้รัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) กำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าใดเป็นสินค้าควบคุมในเขตควบคุมนั้น
(2) แต่งตั้งนายทหารยศตั้งแต่พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีขึ้นไปหรือผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ
การกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมตาม (1) เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้
มาตรา 8 ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจกำหนดมาตรการโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการตาม มาตรา 9 ในกรณีดัง ต่อไปนี้
(1) กำหนดจำนวนหรือปริมาณสินค้าควบคุมซึ่งบุคคลจะมีไว้ในครอบครองหรือมีไว้เพื่อใช้หรือจำหน่ายได้ตาม ความจำเป็น และจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดด้วยก็ได้
(2) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการจำหน่าย การเก็บรักษา และการขนย้ายสินค้าควบคุม
(3) ดำเนินการอื่นใดเกี่ยวกับสินค้าควบคุมเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
การกำหนดตาม (1) และ (2) ให้ทำเป็นประกาศปิดไว้ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการตำบล และที่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเขตควบคุมอยู่ในท้องที่ ประกาศนั้น เมื่อได้ปฏิบัติตามวรรคสี่แล้ว ให้ใช้บังคับได้
มาตรา 9 ในแต่ละจังหวัดที่อยู่ในเขตควบคุม ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน กรรมการ รองผู้ว่าราชการจังหวัด อัยการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจภูธร นายอำเภอแห่งท้องที่ที่เกี่ยวข้อง พาณิชย์จังหวัด และผู้บังคับหน่วยทหารซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาที่ได้รับแต่งตั้ง ให้รับผิดชอบในการป้องกันในพื้นที่ชายแดน เป็นกรรมการ
ในกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้อำนวยการ ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ
มาตรา 10 ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจแต่งตั้งนายทหารสัญญาบัตรซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี ขึ้นไป หรือข้าราชการตำรวจยศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไป หรือข้าราชการตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามความจำเป็น
มาตรา 11 ในการปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการและพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง บัตรประจำตัว ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนด
มาตรา 12 เมื่อได้มีการประกาศกำหนดจำนวนหรือปริมาณสินค้าควบคุมตาม มาตรา 8 (1) แล้ว ห้ามมิให้บุคคล ใดมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินจำนวนหรือปริมาณดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมาย
บุคคลใดมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินจำนวนหรือปริมาณที่กำหนดในวันที่มีประกาศตาม มาตรา 8 (1) ต้องขออนุญาตต่อผู้อำนวยการหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมายภายในระยะเวลาที่ผู้อำนวยการกำหนด ซึ่งต้องไม่น้อยกว่า เจ็ดวันนับแต่วันที่ได้มีประกาศดังกล่าว
มาตรา 13 ห้ามมิให้บุคคลใดนำสินค้าควบคุมเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกเขตควบคุม เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็น หนังสือจากผู้อำนวยการหรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการมอบหมาย
มาตรา 14 การขออนุญาตและการอนุญาตตาม มาตรา 12 และ มาตรา 13 ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและ เงื่อนไขที่ผู้อำนวยการ ประกาศกำหนด และให้นำ มาตรา 8 วรรคสอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่การประกาศในกรณีนี้โดอนุโลม
มาตรา 15 ในเขตควบคุมซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของตน ให้ผู้อำนวยการและพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจและหน้าที่ เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่และพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและให้มีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) เข้าไปตรวจค้นในเคหะสถาน สถานที่หรือยานพาหนะใด ๆ ได้ทุกเวลา เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการ กระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
(2) ตรวจค้นบุคคลใด ๆ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้
(3) ตรวจค้นยานพาหนะที่จะเข้ามาในหรือออกนอกเขตควบคุมได้ทุกเวลา และสั่งเจ้าของหรือผู้ควบคุมยาน พาหนะให้หยุด จอด หรือนำยานพาหนะไปยังที่หนึ่งที่ใดเพื่อตรวจค้นและสั่งการตามที่เห็นสมควร
(4) สั่งบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ หรือส่งบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ถ้อยคำ บัญชี เอกสาร หรือหลักฐานดังกล่าวจะมีประโยชน์แก่การดำเนินการตามพระราชกำหนดนี้
(5) ยึดหรืออายัดสินค้า เอกสาร หลักฐาน ยานพาหนะหรือสิ่งของใด ๆ ที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดตาม พระราชกำหนดนี้
(6) จับ ควบคุม และสอบสวน หรือส่งผู้ต้องหาตามพระราชกำหนดนี้ไปยังพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนิน การต่อไปก็ได้
การสั่งเจ้าของหรือผู้ควบคุมยานพาหนะให้หยุด จอด หรือนำยานพาหนะไปยังที่หนึ่งที่ใดตาม (3) ให้ปฏิบัติตาม กฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก หรือกฎหมายเกี่ยวกับการเดินเรือ หรือกฎหมายอื่นว่าด้วยการนั้น แล้วแต่กรณี
มาตรา 16 บรรดาคดีที่มีข้อหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชกำหนดนี้เว้นแต่ความผิดตาม มาตรา 22 ไม่ว่าจะ มีข้อหาว่ากระทำความผิดต่อกฎหมายอื่นด้วยหรือไม่ก็ตาม ให้ผู้อำนวยการ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนควบคุมผู้ต้องหาไว้เพื่อทำการสอบสวนได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้ต้องหาถูกจับ ถ้าเกิดความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาไว้เกินกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งเพื่อให้การสอบสวนเสร็จสิ้น
ให้ผู้อำนวยการ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวน แล้วแต่กรณี ส่งตัวผู้ต้องหามาศาล และให้ผู้อำนวยการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการประจำท้องที่ ที่อยู่ในเขตควบคุมนั้นยื่นคำร้องต่อศาลขอหมายขังผู้ต้องหานั้นไว้ ในการนี้ให้ศาลมีอำนาจสั่งขังหลายครั้งติด ๆ กันได้ แต่ครั้ง หนึ่งต้องไม่เกินสิบห้าวันและรวมกันทั้งหมดต้องไม่เกินหกสิบวัน
มาตรา 17 ในกรณีที่ผู้อำนวยการเป็นผู้ส่งสำนวนและมีความเห็นควรสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ การแย้งคำสั่ง ไม่ฟ้องของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้ใช้อำนาจของอธิบดีกรมตำรวจหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
มาตรา 18 สิ่งของที่ยึดไว้ ถ้าไม่ปรากฏตัวเจ้าของหรือผู้ครอบครองในขณะที่ยึด ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศ หาตัวเจ้าของภายในสิบห้าวันนับแต่วันยึด หากไม่มีเจ้าของมาแสดงตัวขอรับคืนภายในสามสิบวันนับแต่วันประกาศให้ตกเป็นของแผ่นดิน
สิ่งของที่ยึดไว้ ถ้ามีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือศาลไม่พิพากษาให้ริบ และผู้เป็นเจ้าของมิได้ขอรับคืนภายในสาม สิบวัน นับแต่วันมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แล้วแต่กรณี ให้ตกเป็นของแผ่นดิน
สิ่งของที่ยึดไว้ตามวรรคหนึ่ง และวรรคสอง ถ้าเป็นของเสียง่าย หรือถ้าเก็บรักษาไว้ จะเป็นการเสี่ยงความ
เสียหาย หรือจะเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเกินสมควร ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำบัญชีไว้แล้วจัดการขายทอดตลาดหรือ จัดการโดยวิธีอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้ เงินที่ได้เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแล้ว ให้ยึดไว้แทนสิ่งของ
มาตรา 19 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดตาม มาตรา 8 หรือเงื่อนไขที่ผู้อำนวยการกำหนดตาม มาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 20 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 12 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 21 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 13 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 22 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจตาม มาตรา 15 (3) หรือ (4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินสามพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 22ทวิ สินค้าควบคุมที่บุคคลใดมีไว้ในครอบครอง หรือมีไว้เพื่อการใด รวมทั้งบรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลใดใช้อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดตาม มาตรา 8 หรือสินค้าควบคุมที่บุคคลใดมีไว้ในครอบครองอัน เป็นการฝ่าฝืน มาตรา 12 หรือนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกเขตควบคุมอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 13 ให้ริบเสียทั้งสิ้น
[ มาตรา 22 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดฯ พ.ศ.2528]
มาตรา 23 ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิดตามพระราชกำหนดนี้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือผู้แทน ของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนรู้เห็นในการกระทำความผิดนั้น
มาตรา 24 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชกำหนดนี้

:: ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ป. ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี

*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความ ปลอดภัยของประเทศและความมั่นคงของรัฐ รัฐบาลจึงต้องควบคุมสินค้าบางชนิดหรือบางประเภทในเขตท้องทีบางแห่งตามบริเวณชายแดนเพื่อมิให้สินค้าเหล่านั้นตก ไปอยู่กับบุคคลที่เป็นภัยต่อประเทศ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการแทรกซึมบ่อนทำลายความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ ในการนี้จำเป็น ต้องกำหนดมาตรการเพื่อควบคุมสินค้าเหล่านั้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 พ.ศ. 2528
*หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรการในการควบคุมสินค้าตามชายแดน ที่ได้กำหนดไว้ในพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 ยังไม่สามารถป้องกันหรือปราบปรามการลักลอบนำสินค้าควบคุมเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกเขตควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมควรกำหนดให้มีโทษริบสินค้าควบคุมที่บุคคลใดมีไว้ในครอบครองมีไว้เพื่อการใด หรือนำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกเขตควบคุม รวมทั้งบรรดาเครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่อง จักรกลใดๆ ที่บุคคลใดใช้ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายเพื่อให้การควบคุมสินค้าตามชายแดนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
[รก.2528/120/1พ/5 กันยายน 2528]


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update