กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

 
:: ข้อบังคับสัตวแพทยสภา
:: ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหา หรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546


:: บทนิยาม ข้อ 1-2
:: หมวด1 บททั่วไป ข้อ 3-8
:: หมวด2 การดำเนินการของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ข้อ 9-16
:: หมวด3 การดำเนินการของคณะอนุกรรมการสอบสวน ข้อ 17-31
:: หมวด4 การพิจารณาของคณะกรรมการ ข้อ 32-37
:: หมวด5 คำสั่งสัตวแพทยสภา ข้อ 38-44
 
 
ขออภัยกำลังปรับปรุงข้อมูลบางลิงค์อาจมีปัญหา ทางทีมงานปรับปรุงข้อมูลทุก 1 เดือน. Contact : webmaster
ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 โดยสำนักงานกฎหมาย มงคลธรรม ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
 
:: ข้อบังคับสัตวแพทยสภา
:: ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหา หรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546 ข้อที่ 1-44


อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 24 (4) (ฒ) และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษ ตาม มาตรา 28 แห่ง พระราชบัญญัติ วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่ง มาตรา 29 และ มาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคณะกรรมการสัตวแพทยสภาจึงออก ข้อบังคับ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์
ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์การสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2546"
ข้อ 2 ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
top

:: หมวด 1 บททั่วไป
ข้อ 3 ในข้อบังคับนี้
"การสืบสวน" หมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานซึ่งอนุกรรมการจรรยาบรรณได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ และเพื่อที่จะทราบรายละเอียดแห่งการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ
"การสอบสวน" หมายความว่า การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการต่างๆ ทั้งหลายตาม ข้อบังคับ ว่าด้วยการสืบสวนหรือสอบสวนในกรณีที่มีการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 ซึ่งอนุกรรมการสอบสวนได้ทำไป เกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริง หรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะได้ตัวผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือกระทำผิดตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เพื่อเสนอให้คณะกรรมการสัตวแพทยสภาวินิจฉัยชี้ขาด
"ผู้กล่าวหา" หมายความว่า บุคคลที่ได้รับความเสียหายได้กล่าวหาต่อสัตวแพทยสภา ว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ใดประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือไม่ปฏิบัติภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดและเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับสัตวแพทยสภา ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้กล่าวหา
"ผู้กล่าวโทษ" หมายความว่า บุคคลอื่นซึ่งไม่ใช่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อ สัตวแพทยสภาว่ามีผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ใดประพฤติผิดตามจรรยาบรรณ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามที่สัตวแพทยสภาได้กำหนด
"ผู้ร้องเรียน" หมายความว่า ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษ
"ผู้ถูกร้องเรียน" หมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษ
"เรื่องร้องเรียน" หมายความว่า เรื่องที่ผู้ร้องเรียนทำขึ้นเพื่อแจ้งการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่ง วิชาชีพการสัตวแพทย์ ตาม มาตรา 36 หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ตาม มาตรา 35 ของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใดต่อสัตวแพทยสภา
"เอกสาร วัตถุ" หมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งทำให้ปราฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผังหรือแผน แบบอย่างอื่น จะเป็นโดยวิธีพิมพ์ ถ่ายภาพหรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น
"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสัตวแพทยสภา
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสัตวแพทยสภา
"คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ" หมายความว่า อนุกรรมการจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ ที่คณะกรรมการสัตวแพทยสภาแต่งตั้งตามกฎหมายวิชาชีพการสัตวแพทย์
"คณะอนุกรรมการสอบสวน" หมายความว่า อนุกรรมการสอบสวนที่คณะกรรมการสัตวแพทยสภา แต่งตั้งตามกฎหมายวิชาชีพการสัตวแพทย์
"สภานายกพิเศษ" หมายความว่า สภานายกพิเศษแห่งสัตวแพทยสภา
ข้อ 4 ให้คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและคณะกรรมการสอบสวนเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่
ข้อ 5 ผู้ใดจะกล่าวหา หรือกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใด ว่าประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามที่กำหนดไว้ใน ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ และ ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ให้ทำเรื่องร้องเรียนต่อสัตวแพทยสภา
ข้อ 6 ให้เลขาธิการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน หากปรากฏว่าพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนนั้นเกิดขึ้นมาแล้วเป็นเวลานานเกินกว่าสามปีนับถึงวันที่ถูกร้องเรียน ซึ่งไม่อาจนำมาร้องเรียนตามบทบัญญัติใน มาตรา 37 แห่ง พระราชบัญญัติ วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 ก็ให้เสนอคณะกรรมการเพื่อให้ระงับเรื่องแล้วแจ้งให้ผู้ร้องเรียนทราบ
ข้อ 7 ให้เลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ และให้ส่งเรื่องร้องเรียนไปยังประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณโดยมิชักช้า เมื่อปรากฏว่า
(1) มีข่าวหรือข้อความเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใด ปรากฏในสื่อมวลชนที่แสดงว่าพฤติกรรมนั้น น่าจะเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์
(2) คณะกรรมการมีมติให้กล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้หนึ่งผู้ใด
ข้อ 8 ให้เลขาธิการทำรายงานสรุปเสนอที่ประชุมคณะกรรมการเป็นประจำเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ ของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดต่างๆ
top

:: หมวด 2 การดำเนินการของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ
ข้อ 9 เมื่อประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเลขาธิการให้ดำเนินการประชุมคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณโดยมิชักช้า เพื่อกำหนดแนวทางพิจารณาดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนนั้น
ข้อ 10 ในกรณีที่เรื่องร้องเรียนเป็นของผู้กล่าวหา ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณใช้ดุลยพินิจ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้กล่าวหาก่อน
ข้อ 11 การแสวงหาข้อเท็จจริงจากผู้ถูกร้องเรียน คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณจะกระทำหรือไม่ก็ได้
ข้อ 12 ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าพฤติกรรมของผู้ถูกร้องเรียน ตามที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนนั้นมีมูลหรือไม่
การนำพยานเอกสาร หรือพยานวัตถุมาใช้เป็นพยานหลักฐาน ประกอบการแสวงหาข้อเท็จจริง ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ทำบันทึกให้ปรากฏว่า พยานหลักฐานนั้นได้มาอย่างไร จากใคร เมื่อใด
เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานให้ใช้ต้นฉบับจริง หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจนำต้นฉบับจริงมาได้ จะใช้สำเนาเอกสารที่มีผู้รับผิดชอบลงนามรับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องกับต้นฉบับจริงก็ได้
ข้อ 13 ถ้าคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณเห็นว่า เอกสารหรือวัตถุพยานใดสมควรจะนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบการแสวงหาข้อเท็จจริง ก็ให้ประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของหรือผู้ครอบครองเอกสารหรือวัตถุพยานนั้น ให้ส่งพยานหลักฐานดังกล่าวแก่ประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณเพื่อนำมาประกอบการพิจารณา
ข้อ 14 ในการเสนอรายงานและความเห็นต่อคณะกรรมการว่าคดีมีมูลหรือไม่ของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ให้ถือตามความเห็นของอนุกรรมการจรรยาบรรณฝ่ายข้างมาก
ในกรณีที่อนุกรรมการจรรยาบรรณผู้ใดมีความเห็นแตกต่างไปจากอนุกรรมการจรรยาบรรณฝ่ายข้างมาก และต้องการให้บันทึกความเห็นที่แตกต่างไว้ ก็ให้กระทำได้
ข้อ 15 รายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณที่เสนอต่อคณะกรรมการสัตวแพทยสภาอย่างน้อย ต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(1) วัน เดือน ปี ที่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณพิจารณาสรุปรายงานและความเห็น
(2) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ถูกร้องเรียน
(3) พฤติกรรมโดยย่อของผู้ที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียน
(4) พยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณรวบรวมมาได้
(5) ความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ พร้อมทั้งเหตุผลที่แสดงว่าพฤติกรรมของผู้ถูกร้องเรียนใน (3) มีมูลหรือไม่
(6) ความเห็นของอนุกรรมการจรรยาบรรณที่ต่างไปจากความเห็นใน (5) ถ้ามี
ข้อ 16 ในการเสนอรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณต่อคณะกรรมการ ให้เสนอพร้อมสำเนาเอกสาร และหลักฐานทั้งปวง หากมีความจำเป็นหรือเห็นเป็นการสมควรที่จะไม่ส่งพยานหลักฐานรายการใด ให้ระบุรายการพยานหลักฐานที่ไม่ส่งไว้ในรายงานด้วย
top

:: หมวด 3 การดำเนินการของคณะอนุกรรมการสอบสวน
ข้อ 17 เมื่อประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนได้รับแจ้งจากเลขาธิการว่าคณะกรรมการมีมติให้คณะอนุกรรมการสอบสวน ทำการสอบสวนผู้ถูกร้องเรียนผู้ใดให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษตามเรื่องร้องเรียนและส่งสำเนาเรื่องที่
กล่าวหา หรือกล่าวโทษให้ผู้ถูกร้องเรียนผู้นั้นรับทราบ พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ถูกร้องเรียนทราบว่า ผู้ถูกร้องเรียนมีสิทธิยื่นคำชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานใดๆ เพื่อแก้ข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษตามเรื่องร้องเรียนนั้นภายในสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับแจ้งและรับสำเนาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว
ในการส่งสำเนาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษและการดำเนินการอื่นๆ นั้นคณะอนุกรรมการสอบสวนอาจใช้ดุลยพินิจที่จะไม่เปิดเผยชื่อ ที่อยู่ผู้ร้องเรียน และข้อมูลอื่นๆ ที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนแก่ผู้ถูกร้องเรียนก็ได้
ข้อ 18 เมื่อได้รับการร้องขอและเห็นเป็นการสมควร ให้อนุกรรมการสอบสวนมีอำนาจขยายเวลาการยื่นคำชี้แจงเพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามที่กำหนดไว้ใน ข้อ 17 ได้
ข้อ 19 ผู้ถูกร้องเรียนอาจอ้างตนเองเป็นพยาน และยื่นพยานหลักฐานของตนประกอบคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ ต่อประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนได้ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันได้รับสำเนาเรื่องร้องเรียนตาม ข้อ 17
ข้อ 20 ในการประชุมเพื่อพิจารณาสอบสวน ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนรวบรวมข้อเท็จจริงและประวัติความประพฤติของผู้ถูกร้องเรียน ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่เพื่อนำมาประกอบการพิจารณากำหนดแนวทางการสอบสวนต่อไป
การประชุมเพื่อพิจารณาการสอบสวนจะกระทำก่อนสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษก็ได้ แต่กรณีที่จะเรียกตัวผู้ถูกร้องเรียนมารับการสอบสวนจะต้องกระทำภายหลังจากที่ผู้ถูกร้องเรียนได้รับแจ้งข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษแล้วไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
ข้อ 21 การนำพยานหลักฐานมาใช้ประกอบการสอบสวน ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำบันทึกให้ปรากฏว่า พยานหลักฐานนั้นได้มาอย่างไร จากใคร เมื่อใด
เอกสารที่ใช้เป็นพยานหลักฐานในวรรคแรกให้ใช้ต้นฉบับจริง หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจนำต้นฉบับจริงมาได้ จะใช้สำเนาเอกสารที่มีผู้รับผิดชอบลงนามรับรองว่าเป็นสำเนาที่ถูกต้องกับต้นฉบับจริงก็ได้
ข้อ 22 คณะอนุกรรมการสอบสวน อาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการสอบสวนคนใดคนหนึ่ง ไปดำเนินการสอบพยานหรือมอบหมายให้อนุกรรมการสอบสวนผู้ใดผู้หนึ่งไปรวบรวมพยานหลักฐาน เฉพาะอย่างมาเสนอต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนก็ได้
ในกรณีเรียกบุคคลมาสอบปากคำ ต้องมีอนุกรรมการสอบสวนร่วมสอบปากคำไม่น้อยกว่า 2 คน
ข้อ 23 ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนอาจออกหนังสือเรียก ให้ผู้ถูกร้องเรียนมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนตามข้อกล่าวหา หรือข้อกล่าวโทษที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียนโดยตรงอีกก็ได้
ข้อ 24 ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเรียนทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษและอ้างตนเองหรือผู้ใดเป็นพยาน ให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนใช้ดุลยพินิจแจ้งผู้นั้นมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวน
ข้อ 25 ในกรณีที่ผู้ถูกร้องเรียนไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษตามความใน ข้อ 17 และไม่ไปให้ถ้อยคำตามหนังสือเรียกของประธานคณะอนุกรรมการสอบสวน ตามความใน ข้อ 23 และ ข้อ 24 ก็ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนดำเนินการสอบสวนต่อไป
ข้อ 26 ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณารายการพยานหลักฐานของผู้ถูกร้องเรียนว่ารายการใด สมควรที่จะอนุญาตให้นำมาใช้เป็นพยานหลักฐานได้ก็ให้อนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานเช่นว่านั้นได้
ข้อ 27 ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนมีอำนาจรวบรวมพยานหลักฐานทุกประเภททั้งที่แสดงว่า ผู้ถูกร้องเรียนนั้นประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ หรือประพฤติผิดข้อจำกัด หรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์หรือไม่ผิดก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อ้างพยานหลักฐานเช่นว่านั้น
ข้อ 28 ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวน ต้องการสอบสวนพยานบุคคลผู้ใด ก็ให้ทำหนังสือเชิญผู้นั้นมาให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสอบสวน
ข้อ 29 ถ้าคณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่า เอกสารหรือวัตถุพยานใดสมควรจะนำมาเป็นพยานหลักฐานประกอบการสอบสวน ก็ให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนทำหนังสือแจ้งไปยังเจ้าของ หรือผู้ครอบครองพยานหลักฐานนั้น ให้ส่งพยานหลักฐานดังกล่าวแก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนเพื่อนำมาประกอบการสอบสวนต่อไป
ข้อ 30 ความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนที่เสนอต่อคณะกรรมการ ให้ถือตามความเห็นของอนุกรรมการสอบสวนฝ่ายข้างมาก
ในกรณีที่คณะอนุกรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแตกต่างจากอนุกรรมการสอบสวนฝ่ายข้างมาก และต้องการให้บันทึกความเห็นที่แตกต่างไว้ก็ให้กระทำได้
ข้อ 31 สำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนที่เสนอต่อคณะกรรมการอย่างน้อย ต้องมีสาระสำคัญต่อไปนี้
(1) วัน เดือน ปี ที่คณะอนุกรรมการสอบสวน พิจารณาสรุปสำนวนการสอบสวนและความเห็น
(2) ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ถูกร้องเรียน
(3) พฤติกรรมโดยย่อของผู้ถูกร้องเรียนที่ปรากฏในเรื่องร้องเรียน
(4) พยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณรวบรวมมาได้
(5) ข้อเท็จจริงที่สอบสวนได้ พร้อมพยานหลักฐานที่คณะอนุกรรมการสอบสวนรวบรวมได้
(6) ความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนว่า พฤติกรรมเช่นนั้น เป็นการประพฤติผิด ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ และ ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์หมวดใด ข้อใดหรือไม่
ถ้าเห็นว่าไม่เป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาดังกล่าวใน (5) วรรคแรก ก็ให้เสนอความเห็นว่าให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ
ถ้าเห็นว่าเป็นการประพฤติผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาดังกล่าวใน (5) วรรคแรก ก็ให้ระบุว่าประพฤติผิดหมวดใด ข้อใด พร้อมทั้งข้อเสนอในการลงโทษตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 45 แห่ง พระราชบัญญัติ วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545
ในการพิจารณาเสนอการลงโทษนั้น ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนพิจารณาเหตุอันควรปรานี โดยคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้ด้วย
??. ผู้กระทำผิดมีคุณความดีมาก่อน
??. ผู้กระทำผิดรู้สึกถึงความผิด และพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดนั้น
ค. ผู้กระทำผิดยอมรับผิด หรือให้ความรู้แก่คณะอนุกรรมการสอบสวนอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา
ง. เหตุอื่นๆ ที่คณะอนุกรรมการสอบสวนเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน
(7) ความเห็นของอนุกรรมการสอบสวน ที่ต่างไปจากความเห็นใน (6) ถ้ามี
top

:: หมวด 4 การพิจารณาของคณะกรรมการ
ข้อ 32 เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าว หากเห็นว่าข้อเท็จจริงที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อการพิจารณาก็ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นแตกต่างจากคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณในแง่ของดุลยพินิจ ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้
ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าคดีไม่มีมูล ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้น
ถ้าคณะกรรมการเห็นว่าคดีมีมูล ให้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวน
ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นต่างไปจากคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณให้เลขาธิการ แจ้งมติของคณะกรรมการ พร้อมทั้งเหตุผลที่ต่างไป แก่ประธานคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณชุดนั้นทราบ
ข้อ 33 เมื่อคณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแล้ว มีมติว่า คดีมีมูล ให้เลขาธิการทำหนังสือแจ้งมติดังกล่าวแก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนโดยเร็ว พร้อมทั้ง ส่งรายงานและความเห็นตลอดจนพยานหลักฐานทั้งปวงของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ ที่เกี่ยวกับผู้ถูกร้องเรียนนั้นแก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนด้วย
ข้อ 34 ในการพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวน ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดทีละประเด็น ดังต่อไปนี้
(1) ผู้ถูกร้องเรียน มีพฤติกรรมตามเรื่องร้องเรียน หรือไม่เพียงใด
(2) พฤติกรรมที่ปรากฏใน (1) นั้นผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาว่าด้วยจรรยาบรรณ หรือข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์แห่งวิชาชีพหมวดใด ข้อใด
(3) กำหนดโทษระดับใด ถ้ามีการประพฤติผิดข้อบังคับสัตวแพทยสภาตาม (2)
ข้อ 35 ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงที่ได้ยังไม่เพียงพอที่ จะวินิจฉัยก็ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้คณะกรรมการกำหนดประเด็นที่ต้องการให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมไว้ด้วย แล้วแจ้งให้ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนทราบ
ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นต่างจากคณะอนุกรรมการสอบสวนในแง่ของดุลยพินิจ ก็ให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดได้
ถ้าคณะกรรมการเห็นว่า พฤติกรรมที่ปรากฏไม่ผิด ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ และ ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ก็ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ
ถ้าคณะกรรมการเห็นว่า พฤติกรรมที่ปรากฏผิด ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวแพทย์ และ ข้อบังคับสัตวแพทยสภา ว่าด้วยข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ก็ให้ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) ว่ากล่าวตักเตือน
(2) ภาคทัณฑ์
(3) พักใช้ใบอนุญาต มีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควรแต่ไม่เกินสองปี
(4) เพิกถอนใบอนุญาต
ในกรณีที่คณะกรรมการมีความเห็นต่างไปจากคณะอนุกรรมการสอบสวนให้เลขาธิการแจ้งมติ คณะกรรมการพร้อมทั้งเหตุผลที่ต่างไป แก่ประธานคณะอนุกรรมการสอบสวนชุดนั้นเพื่อทราบ
ข้อ 36 ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นควรลงโทษให้พักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต ให้นายกสัตวแพทยสภา เสนอมติของคณะกรรมการต่อสภานายกพิเศษเพื่อขอความเห็นชอบโดยมิชักช้า สภานายกพิเศษอาจมีคำสั่งยับยั้งมตินั้นได้ในกรณีที่มิได้ยับยั้งภายในสิบห้าวันนับ แต่วันที่ได้รับมติที่นายกสัตวแพทยสภาเสนอให้ถือว่าสภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบมตินั้น
ถ้าสภานายกพิเศษยับยั้งมติใด ให้คณะกรรมการประชุมพิจารณาอีกครั้ง ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งยับยั้ง ในการประชุมนั้นถ้ามีเสียงยืนยันมติไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งคณะ ก็ให้ดำเนินการตามมตินั้นได้
ในการเสนอมติของคณะกรรมการใน ข้อ 35 ต่อสภานายกพิเศษเพื่อขอความเห็นชอบต้องเสนอ รายงาน และความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณและสำนวนการสอบสวน และความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนทั้งหมดเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
ข้อ 37 ภายใต้ข้อบังคับตาม ข้อ 35 คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด และให้ทำเป็นคำสั่งสัตวแพทยสภา
top

:: หมวด 5 คำสั่งสัตวแพทยสภา
ข้อ 38 เมื่อสภานายกพิเศษให้ความเห็นชอบมติคณะกรรมการที่วินิจฉัยชี้ขาดตามความใน ข้อ 35 (3) และ (4) หรือในกรณีที่สภานายกพิเศษยับยั้งมติใด และคณะกรรมการยืนยันมตินั้น ตาม ข้อ 36 วรรคสอง ให้เลขาธิการทำคำสั่งสัตวแพทยสภาเพื่อเสนอให้นายกสัตวแพทยสภาลงนามโดยมิชักช้า
คำสั่งสัตวแพทยสภาอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้
(1) ชื่อ "คำสั่งสัตวแพทยสภา" และลำดับเลขที่ของคำสั่ง
(2) อ้างตัวบทกฎหมาย ที่สนับสนุนการออกคำสั่ง
(3) เรื่องที่ถูกร้องเรียน
(4) ชื่อผู้ถูกร้องเรียน
(5) ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นโดยย่อ
(6) มติของที่ประชุมคณะกรรมการ
(7) ลายมือชื่อนายกสัตวแพทยสภา หรืออุปนายกผู้ทำการแทน
(8) วัน เดือน ปี ที่ออกคำสั่ง
ข้อ 39 เมื่อออกคำสั่งสัตวแพทยสภาแล้ว ให้เลขาธิการบันทึกคำสั่งสัตวแพทยสภาในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ ตามความใน มาตรา 46 แห่ง พระราชบัญญัติ วิชาชีพการสัตวแพทย์ พ.ศ. 2545 โดยบันทึกเฉพาะ เลขที่คำสั่งและมติคณะกรรมการลงไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้ถูกร้องเรียนแล้ว ให้เลขาธิการส่งสำเนาคำสั่งสัตวแพทยสภาไปยังผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้ด้วย ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง
(1) ผู้ถูกร้องเรียน
(2) ประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณ และประธานอนุกรรมการสอบสวนที่เกี่ยวข้อง
(3) ผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างของผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ผู้ถูกลงโทษ
ข้อ 40 ในกรณีที่เป็นคำสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของผู้ใด ให้เลขาธิการส่งสำเนาคำสั่งสัตวแพทยสภา พร้อมทั้งหนังสือแจ้งไปยัง
(1) อธิบดีกรมปศุสัตว์ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
(2) หัวหน้าสถานีตำรวจแห่งท้องที่ซึ่งผู้ถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อยู่
(3) บรรณาธิการวารสารที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการสัตวแพทย์ เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่
ข้อ 41 การเผยแพร่คำวินิจฉัยชี้ขาดและข้อเท็จจริงตามคำสั่งสัตวแพทยสภา แก่สื่อมวลชนให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการ
ข้อ 42 สมาชิกสัตวแพทยสภาผู้ถูกพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ เมื่อได้รับสำเนาคำสั่งสัตวแพทยสภาแล้วให้ตอบรับทราบคำสั่งนั้นพร้อมทั้งส่งใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ของตนที่ถูกพักใช้หรือเพิกถอนนั้นคืนให้สำนักงานสัตวแพทยสภาภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งดังกล่าว
ข้อ 43 ในกรณีที่ผู้ถูกลงโทษไม่ยินยอมลงนามรับทราบคำสั่ง ให้เลขาธิการขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจในท้องที่ที่ผู้ถูกลงโทษประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์อยู่เดิม หรือมีภูมิลำเนาอยู่ เพื่อทำการปิดคำสั่งต่อไป
ข้อ 44 การนับระยะเวลาการพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตให้นับตั้งแต่วันที่ผู้ถูกลงโทษลงนาม รับทราบคำสั่งหรือวันที่ปิดคำสั่ง แล้วแต่กรณี


:: ประกาศ ณ วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2546
:: (ลงชื่อ) สงคราม เหลืองทองคำ นายกสัตวแพทยสภา

top




 
 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update