กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

 
:: ข้อบังคับประธานศาลฎีกา
ว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2546


:: บทนิยาม ข้อ 1-5
:: หมวด1 การยื่นคำขอและการรับคำขอ ข้อ 6-7
:: หมวด2 การพิจารณาคำขอและการรับขึ้นทะเบียน ข้อ 8-14
:: หมวด3 การขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญกรณีพิเศษ ข้อ 15-16
:: หมวด4 การต่อทะเบียนและการแก้ไขข้อความ ข้อ 17-20
:: หมวด5 การสิ้นสุดของการขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญของศาล ข้อ 21-25
:: หมวด6 การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญโดยศาลการกำหนดจำนวนค่าป่วยการ และการชดใช้ค่าใช้จ่าย ข้อ 26-28
:: บทเฉพาะกาล ข้อ 29-30
 
 
ขออภัยกำลังปรับปรุงข้อมูลบางลิงค์อาจมีปัญหา ทางทีมงานปรับปรุงข้อมูลทุก 1 เดือน. Contact : webmaster
ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537 โดยสำนักงานกฎหมาย มงคลธรรม ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
 
:: ข้อบังคับประธานศาลฎีกา
:: ว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2546 ข้อที่ 1-30


:: บทนิยาม
โดยที่ศาลอาจแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 99 มาตรา 129 จึงเห็นสมควรให้มีข้อบังคับว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญของศาล อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 6 (1) และ (2) แห่งพระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ. 2477 ซึ่งเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติ ให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับประธานศาลฎีกา ว่าด้วยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรม พ.ศ. 2546"
ข้อ 2[1] ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ 3 ในข้อบังคับนี้
"ศาล" หมายความว่า ศาลยุติธรรม
"เลขาธิการ" หมายความว่า เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม
"ผู้อำนวยการ" หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม
"ผู้ยื่นคำขอ" หมายความว่า ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล
"ทะเบียน" หมายความว่า ทะเบียนผู้เชี่ยวชาญของศาล
"คำขอ" หมายความว่า คำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล
ข้อ 4 ในการดำเนินการตามข้อบังคับนี้ ผู้อำนวยการอาจมอบหมายให้ข้าราชการในสำนักวิชาการศาลยุติธรรมดำเนินการแทนได้
ข้อ 5 ให้เลขาธิการรักษาการตามข้อบังคับนี้ และให้มีอำนาจตีความ วินิจฉัยปัญหาเพื่อดำเนินการตามข้อบังคับนี้
top

:: หมวด 1 การยื่นคำขอและการรับคำขอ
ข้อ 6 ผู้ยื่นคำขอต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(1) มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์
(2) เป็นผู้มีความรู้เชี่ยวชาญหรือมีความชำนาญพิเศษโดยมีประสบการณ์ในทางที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
(3) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
(4) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(5) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(7) ไม่เคยถูกเพิกถอนทะเบียนตาม ข้อ 21 (4)
(8) กรณีเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีองค์กรควบคุมวิชาชีพ ไม่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือประพฤติผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพ
ข้อ 7 ให้ผู้ยื่นคำขอยื่นคำขอโดยมีผู้รับรองตามแบบที่กำหนดต่อผู้อำนวยการ ณ สำนักวิชาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมด้วยหลักฐานดังต่อไปนี้
(1) สำเนาทะเบียนบ้าน
(2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรประจำตัวข้าราชการ
(3) สำเนาแสดงคุณวุฒิพร้อมแสดงต้นฉบับ
(4) รูปถ่ายสีขนาด 2.5 x 3 เซนติเมตร จำนวน 3 รูป (ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
(5) เอกสารหรือผลงานประกอบในทางที่ขอขึ้นทะเบียน
(6) หนังสือรับรองขององค์กรควบคุมวิชาชีพ ในกรณีที่ขอขึ้นทะเบียนในสาขาวิชาชีพที่มีองค์กรควบคุมวิชาชีพ
ให้ผู้อำนวยการตรวจสอบคำขอและเอกสารที่ประกอบคำขอขึ้นทะเบียน หากถูกต้องให้ลงทะเบียนรับคำขอพร้อมกับออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นคำขอและดำเนินการตามข้อบังคับต่อไป
top

:: หมวด 2 การพิจารณาคำขอและการรับขึ้นทะเบียน
ข้อ 8 ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ ให้ผู้อำนวยการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอ โดยทำหนังสือเสนอเลขาธิการลงนาม เพื่อสอบถามข้อมูลอันเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอไปยังผู้บังคับบัญชาของผู้ยื่นคำขอ องค์กรควบคุมวิชาชีพของผู้ยื่นคำขอ บุคคลที่ผู้ยื่นคำขอมีหน้าที่การงานที่เกี่ยวข้องอยู่และประกาศให้คัดค้าน ตลอดจนสอบถามและสดับตรับฟังจากบุคคลอื่นใดตามที่เห็นสมควร แล้วทำความเห็นเบื้องต้นเสนอเลขาธิการภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งคุณสมบัติของผู้ยื่นคำขอจากบุคคลดังกล่าว
ข้อ 9 ให้เลขาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการคณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการไม่น้อยกว่าสามคนแต่ไม่เกินเจ็ดคน โดยมีข้าราชการตุลาการคนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ และผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านที่มีผู้ขอขึ้นทะเบียนอีกอย่างน้อยสองคนเป็นกรรมการ เพื่อพิจารณาเสนอความเห็นในการรับขึ้นทะเบียนบุคคลเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล
ข้อ 10 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือ จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่โดยอาจขอให้ผู้ยื่นคำขอ หน่วยงาน หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการก็ได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่ถ้าวันที่เริ่มการพิจารณา หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจดำเนินการภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขอขยายระยะเวลาการพิจารณาต่อเลขาธิการออกไปอีกได้ไม่เกิน 30 วัน แต่ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษทำให้คณะกรรมการไม่อาจพิจารณาเสนอความเห็นได้ภายในกำหนดเวลาหลังจากขอขยายเวลาแล้ว เลขาธิการอาจพิจารณาให้ขยายระยะเวลาเสนอความเห็นออกไปได้อีกไม่เกิน 30 วัน
ในการพิจารณาของคณะกรรมการหากปรากฏข้อมูลที่เป็นผลร้ายต่อผู้อื่นคำขอให้คณะกรรมการแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบ และให้โอกาสผู้ยื่นคำขอชี้แจงต่อคณะกรรมการได้
ข้อ 11 การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงเป็นองค์ประชุม
ในกรณีที่ประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานในที่ประชุมคราวนั้น
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
กรรมการที่มาประชุมให้ได้รับค่าเบี้ยประชุม ครั้งละ 500 บาท
ข้อ 12 เมื่อได้รับความเห็นจากคณะกรรมการ ให้เลขาธิการพิจารณามีคำสั่งภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็น กรณีที่มีคำสั่งรับขึ้นทะเบียน ให้ผู้อำนวยการขึ้นทะเบียนผู้ยื่นคำขอไว้ในสารบบทะเบียนมีกำหนดระยะเวลาสามปีนับแต่วันที่เลขาธิการมีคำสั่ง
ให้เลขาธิการออกหนังสือสำคัญและบัตรประจำตัวให้แก่ผู้เชี่ยวชาญของศาลไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีที่เลขาธิการมีคำสั่งไม่รับขึ้นทะเบียน ให้แสดงเหตุผลไว้ในคำสั่งนั้น
ให้ผู้อำนวยการแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เลขาธิการมีคำสั่ง เพื่อให้ผู้ยื่นคำขอมาลงนามรับทราบคำสั่งนั้น และให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อครบกำหนด 7 วัน นับแต่วันส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
ข้อ 13 ในกรณีมีคำสั่งรับขึ้นทะเบียน ให้ผู้ยื่นคำขอมาลงนามรับทราบคำสั่งพร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมที่สำนักการคลัง สำนักงานศาลยุติธรรม จำนวน 1,000 บาท ภายในระยะเวลาสองเดือนนับแต่วันได้รับหนังสือบอกกล่าว หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้ยื่นคำขอขอถอนชื่อออกจากทะเบียน
เมื่อผู้ยื่นคำขอลงนามรับทราบคำสั่ง และชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้อำนวยการมอบหนังสือสำคัญพร้อมบัตรประจำตัวให้แก่บุคคลดังกล่าว
ข้อ 14 ให้ผู้อำนวยการเก็บรักษาสารบบทะเบียนผู้เชี่ยวชาญของศาลไว้ที่สำนักวิชาการศาลยุติธรรม สำนักงานศาลยุติธรรม และให้มีหนังสือแจ้งศาล หน่วยงานที่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับขึ้นทะเบียนดังกล่าวทำงาน และองค์กรควบคุมวิชาชีพทางสาขาที่ขึ้นทะเบียนทราบ
top

:: หมวด 3 การขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญกรณีพิเศษ
ข้อ 15 ให้ผู้อำนวยการตรวจสอบจำนวนและความเพียงพอของผู้เชี่ยวชาญของศาลในแต่ละสาขา หากปรากฏจำนวนผู้เชี่ยวชาญไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงานในสาขานั้นๆ หรือไม่มีผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่จำเป็นต้องมีในการปฏิบัติงานของศาล ให้ผู้อำนวยการเสนอการขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญกรณีพิเศษต่อเลขาธิการให้ความเห็นชอบ
เมื่อเลขาธิการเห็นชอบแล้ว ให้ผู้อำนวยการประสานงานกับองค์กรควบคุมวิชาชีพ สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย หรือหน่วยงานที่ผู้มีความรู้เชี่ยวชาญทำงานในสาขาที่ขาดแคลนเพื่อให้เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม ข้อ 6 โดยได้รับความยินยอมของบุคคลดังกล่าว พร้อมข้อมูลที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญมายังผู้อำนวยการ เพื่อเสนอความเห็นต่อเลขาธิการพิจารณาขึ้นทะเบียนบุคคลดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นำความใน ข้อ 12 และ ข้อ 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 16 เลขาธิการอาจยกเว้นค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียน ตลอดจนการต่อทะเบียนให้แก่ผู้เชี่ยวชาญของศาลในหมวดนี้ได้
top

:: หมวด 4 การต่อทะเบียนและการแก้ไขข้อความ
ข้อ 17 เมื่อครบกำหนดอายุทะเบียนผู้เชี่ยวชาญตาม ข้อ 12 วรรคหนึ่งแล้ว หากผู้เชี่ยวชาญนั้นประสงค์ต่ออายุทะเบียน ให้ยื่นคำขอต่อคำขอต่ออายุทะเบียนตามแบบที่กำหนดต่อผู้อำนวยการ
ให้ผู้อำนวยการตรวจสอบความถูกต้องของคำขอแล้วทำความเห็นเบื้องต้นเสนอเลขาธิการภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รับคำขอ
เลขาธิการอาจมีคำสั่งทันทีหรือแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาก็ได้ ทั้งนี้ ให้นำความใน ข้อ 9 ถึง ข้อ 13 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ 18 กรณีที่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนประสงค์จะแก้ไขข้อความในทะเบียน หนังสือสำคัญหรือบัตรประจำตัว ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กำหนดต่อผู้อำนวยการ
ข้อ 19 ในกรณีที่หนังสือสำคัญหรือบัตรประจำตัวผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลสูญหาย ชำรุดเสียหาย หรือถูกทำลาย ผู้นั้นอาจขอใบแทนหนังสือสำคัญและบัตรประจำตัวได้โดยยื่นคำขอตามแบบที่กำหนดต่อผู้อำนวยการ
ข้อ 20 ให้ผู้อำนวยการตรวจสอบความถูกต้องของคำขอที่ยื่นมาตาม ข้อ 18 หรือ ข้อ 19 แล้วแต่กรณี แล้วทำความเห็นเสนอเลขาธิการเพื่อมีคำสั่งโดยด่วน
top

:: หมวด 5 การสิ้นสุดของการขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญของศาล
ข้อ 21 นอกจากการครบกำหนดอายุทะเบียนตาม ข้อ 12 วรรคหนึ่ง การขึ้นทะเบียนผู้เชี่ยวชาญของศาลสิ้นสุดลง เมื่อ
(1) ตาย
(2) ขอถอนชื่อออกจากทะเบียน
(3) ขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามในการขอขึ้นทะเบียนตาม ข้อ 6
(4) ถูกเพิกถอนทะเบียน
(5) เมื่อได้รับแจ้งจากศาลว่าผู้เชี่ยวชาญของศาลไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลโดยไม่มีเหตุอันสมควร
เมื่อการขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาลสิ้นสุดลงแล้ว ให้ผู้อำนวยการบันทึกเพิกถอนชื่อผู้เชี่ยวชาญนั้นออกจากสารบบทะเบียน และให้มีหนังสือแจ้งศาล หน่วยงานที่ผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับขึ้นทะเบียนดังกล่าวทำงาน และองค์กรควบคุมวิชาชีพทางสาขาที่ขึ้นทะเบียนทราบ
ข้อ 22 นอกจากการขอถอนชื่อตาม ข้อ 13 แล้ว ผู้เชี่ยวชาญอาจขอถอนชื่อออกจากทะเบียนโดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อผู้อำนวยการ เมื่อผู้อำนวยการได้รับหนังสือแล้วให้ถือว่าการขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญสิ้นสุดลงตาม ข้อ 21 (2)
ข้อ 23 หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้มีความประพฤติที่เสื่อมเสียหรือนำความรู้ความเชี่ยวชาญที่ได้รับการรับรองไปใช้ทางที่เสียหาย หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่กระบวนการยุติธรรม หรือถูกผู้มีส่วนได้เสียกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล ให้ผู้อำนวยการดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วทำความเห็นเสนอต่อเลขาธิการ
ข้อ 24 ให้เลขาธิการแต่งแต่คณะกรรมการเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นในการเพิกถอนทะเบียนผู้เชี่ยวชาญนั้น
ให้นำความใน ข้อ 9 ข้อ 10 และ ข้อ 11 เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการและการดำเนินการของคณะกรรมการมาใช้บังคับโดยอนุโลม
การพิจารณาของคณะกรรมการต้องให้โอกาสผู้เชี่ยวชาญนั้นแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลเกี่ยวกับกรณีที่ถูกกล่าวหา
ข้อ 25 เมื่อได้รับความเห็นจากคณะกรรมการ ให้เลขาธิการพิจารณามีคำสั่งภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นและให้ผู้อำนวยการแจ้งคำสั่งให้ผู้เชี่ยวชาญนั้นทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เลขาธิการมีคำสั่ง และให้ถือว่าผู้เชี่ยวชาญนั้นได้รับแจ้งคำสั่งเมื่อครบกำหนด 7 วัน นับแต่วันส่งไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
top

:: หมวด 6 การแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญโดยศาลการกำหนดจำนวนค่าป่วยการและการชดใช้ค่าใช้จ่าย
ข้อ 26 ผู้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญตามข้อบังคับนี้อาจได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญของศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้
ข้อ 27 ในคดีอาญา ศาลอาจตั้งผู้ชำนาญการพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับนี้ก็ได้
ข้อ 28 ผู้เชี่ยวชาญซึ่งศาลแต่งตั้งตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับชดใช้ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปตามสมควรในการทำรายงาน และจะได้รับค่าป่วยการตามที่ศาลจะเห็นสมควร โดยคำนึงถึงสภาพแห่งคดี ความยากง่ายของงานที่ต้องทำและระยะเวลาที่ต้องเสียไปในการทำรายงานตลอดจนถึงฐานะทั่วไปของผู้เชี่ยวชาญ
top

:: บทเฉพาะกาล
ข้อ 29 ให้ทะเบียนของผู้เชี่ยวชาญของศาลที่รับขึ้นไว้ก่อนวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับสิ้นสุดลงเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่วันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ เมื่อทะเบียนสิ้นสุดลงแล้วหากผู้เชี่ยวชาญของศาลประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนใหม่ ให้ยื่นคำขอตามข้อบังคับนี้
ข้อ 30 เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนตามข้อบังคับนี้ ให้ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ยื่นไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2502) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พ.ศ. 2477 และค้างการพิจารณาอยู่ก่อนวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ เป็นผู้ยื่นคำขอตามข้อบังคับนี้


:: ประกาศ ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2546
:: (ลงชื่อ) อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ ประธานศาลฎีกา

top














 
 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update