กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  ข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27  
   
:: ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 294 ข้อที่ 1-27

โดยที่คณะปฏิวัติได้พิจารณาเห็นว่า ในปัจจุบันมีเด็กกำพร้าอนาถาที่ขาดผู้อุปการะเลี้ยงดู เด็กซึ่งประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย และเด็กซึ่งตกอยู่ในสภาพแวดล้อมอันเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย จิตใจและศีลธรรมเป็นจำนวนมาก หากไม่ได้รับการปฏิบัติดูแล สงเคราะห์และคุ้มครองที่เหมาะสมแล้วจะเป็นภัยแก่สังคมและประเทศชาติ คณะปฏิวัติตระหนักดีว่าการให้สวัสดิการแก่เด็กอย่างได้ผลนั้น นอกจากจะเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องดำเนินการดังกล่าวแล้วยังสมควรกำหนดให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กเข้ามามีส่วนช่วยในการ อบรมเลี้ยงดูเด็กของตนอีกด้วย และเพื่อกำหนดวิธีการให้การสงเคราะห์และการคุ้มครองเด็กที่เหมาะสมแก่เด็กและแก่สภาพของสังคม หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
หมวด1 บททั่วไป
ข้อ 1 ในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
"เด็ก" หมายความว่า ผู้ซึ่งอายุไม่ครบสิบแปดปีบริบูรณ์และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส
"ประพฤติตนไม่สมควร" หมายความว่า ประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
"สถานแรกรับเด็ก" หมายความว่า สถานที่รับเด็กไว้ชั่วคราวเพื่อวิเคราะห์และพิจารณาวิธีการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ ที่เหมาะสมแก่เด็ก
"สถานรับเลี้ยงเด็ก" หมายความว่า สถานที่รับเลี้ยงเด็กซึ่งมีอายุไม่เกินเจ็ดปีบริบูรณ์ และมีจำนวนเกินห้าคนซึ่งไม่เกี่ยวข้องเป็น ญาติกับผู้เลี้ยง แต่ไม่รวมถึงสถานพยาบาลหรือโรงเรียนอนุบาล
"สถานสงเคราะห์เด็ก" หมายความว่า สถานที่ให้การอุปการะเลี้ยงดูเด็กซึ่งพึงได้รับการสงเคราะห์ และมีจำนวนเกินเจ็ดคน
"สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก" หมายความว่า สถานที่ให้การศึกษาอบรมฝึกอาชีพ และแก้ไขความประพฤติแก่เด็กซึ่งมีปัญหา ทางความประพฤติ และมีอายุเกินเจ็ดปีบริบูรณ์
"สถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว" หมายความว่า สถานที่ให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาของเด็กและครอบครัวเกี่ยวกับอันตราย อันอาจเกิดขึ้นแก่เด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ และศีลธรรม
"ผู้ปกครอง" หมายความว่า บุคคลซึ่งรับเด็กไว้ในความอุปการะเลี้ยงดู หรือซึ่งให้เด็กอาศัยอยู่เป็นประจำ
"ผู้ปกครองสวัสดิภาพ" หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
"พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
"ผู้ว่าราชการจังหวัด" หมายความว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดในท้องที่ที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ นอกจากนคร หลวงกรุงเทพธนบุรี และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายด้วย
"อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายด้วย
ข้อ 2 ให้อธิบดีมีอำนาจจัดตั้งสถานแรกรับเด็ก สถานรับเลี้ยงเด็กสถานสงเคราะห์เด็ก สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวได้ตามความจำเป็น
การจัดตั้งสถานแรกรับเด็กและสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานแนะแนวปัญญาเด็กและครอบครัวได้ตามความจำเป็นภาย ในเขตจังหวัดของตน
ให้สถานแรกรับเด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานสงเคราะห์เด็ก หรือสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามวรรคหนึ่งและวรรคสาม มีผู้ปกครองสวัสดิภาพคนหนึ่งมีอำนาจปกครองดูแลเด็กเท่าที่เกี่ยวกับความประพฤติและความเป็นอยู่ของเด็กตลอดเวลาที่เด็ก อยู่ในสถานดังกล่าว
ข้อ 3 ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งผู้ปกครองสวัสดิภาพและพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งผู้ปกครองสวัสดิภาพสำหรับสถานรับเลี้ยงเด็ก และพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับสถานแนะแนว ปัญหาเด็กและครอบครัวที่ตั้งขึ้นตาม ข้อ 2 วรรคสาม
ให้ถือว่าผู้ปกครองสวัสดิภาพและพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
ข้อ 4 เมื่อเด็กตกอยู่ในความปกครองดูแลของผู้ปกครองสวัสดิภาพครบกำหนดหนึ่งปีแล้ว ถ้าบิดามารดาหรือผู้ปกครองขอรับ เด็กนั้นกลับไปอุปการะเลี้ยงดูเอง ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี วินิจฉัยสั่งการตามที่เห็นสมควร
 
    ข้อ 5 บิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กอาจโต้แย้งคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่สั่งตาม ข้อ 4 ข้อ 10 วรรคสี่ หรือ ข้อ 14 วรรคสองได้โดยยื่นคำร้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนหรือศาลจังหวัด ในกรณีที่ไม่มีศาลคดีเด็กและเยาวชนในท้องที่ที่บิดามารดาหรือ ผู้ปกครองของเด็กนั้นมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในเขตอำนาจ คำวินิจฉัยของศาลคดีเด็กและเยาวชนหรือศาลจังหวัดดังกล่าวให้เป็นที่สุด
ข้อ 6 บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กซึ่งได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าบริการเกี่ยวกับการที่ทางราชการให้การสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิ-ภาพเด็กตามระเบียบและ ในอัตราที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าเด็กใดได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเพียงพอแล้ว และบิดามารดา หรือผู้ปกครองของเด็กมีความสามารถเหมาะสมที่จะอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี มีอำนาจมอบ ตัวเด็กนั้นคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครองถ้าบิดามารดาหรือผู้ปกครองไม่รับเด็กคืนภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้รับมอบ ตัวเด็กกลับไป บิดามารดาหรือผู้ปกครองต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าบริการเป็นจำนวนสองเท่าของอัตราตามที่อธิบดีกำหนดตามวรรค หนึ่งสำหรับระยะเวลานับแต่วันที่ครบกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งดังกล่าว
การชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าบริการตามข้อนี้ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี มีอำนาจผ่อนผันหรือยกเว้นได้ ตามที่เห็นสมควร
ข้อ 7 เพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้พนักงาน เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อย ตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งรับราชการอยู่ในท้องที่ที่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือเด็กมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ มีอำนาจดังต่อไปนี้
(1) ซักถามเด็กเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าเด็กนั้นพึงได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือนำเด็กนั้นไปกักตัวไว้ ณ ที่ทำการเท่าเวลาที่จะสอบถามถ้อยคำที่จำเป็นจากเด็ก บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กหรือจากผู้เกี่ยวข้องรู้เห็น แล้วแต่กรณี และให้กระทำโดยมิชักช้า ห้ามมิให้ใช้วิธีกักตัวเด็กเพื่อป้องกันการหลบหนีเกินความจำเป็น
(2) เรียกบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็ก หรือบุคคลอื่นที่สามารถให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือ ความประพฤติของเด็ก มาให้ถ้อยคำ
(3) สั่งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็ก เจ้าของ หรือผู้ครอบครองสถานที่ที่เด็กอาศัยอยู่หรือที่เด็ก กำลังศึกษาหรือทำงาน ส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือความประพฤติของเด็ก
(4) เข้าไปในสถานที่อยู่อาศัยของบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กหรือของบุคคลที่เด็กเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือความประพฤติของเด็ก
(5) มอบตัวเด็กคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครอง หรือมอบตัวเด็กคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครองพร้อมทั้งว่ากล่าวตักเตือน บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้ปกครองดูแลและอุปการะเลี้ยงดูมิให้เด็กนั้นประพฤติตนไม่สมควรอีก หรือส่งเด็กไปสถานแรกรับเด็ก
ข้อ 8 เมื่อได้รับตัวเด็กตาม ข้อ 7 (5) ข้อ 11 ข้อ 13 (1) และ ข้อ 15 ไว้แล้ว ให้สถานแรกรับเด็กทำการวิเคราะห์และ พิจารณาวิธีการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กแต่ละรายแล้วเสนอความเห็นพร้อมทั้งประวัติของเด็กไปยังอธิบดีหรือ ผู้ว่าราช การจังหวัด แล้วแต่กรณี โดยมิชักช้า
หมวด2 การสงเคราะห์เด็ก
ข้อ 9 เด็กที่พึงได้รับการสงเคราะห์ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ได้แก่เด็กซึ่ง
(1) ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครอง
(2) บิดามารดาหรือผู้ปกครองทอดทิ้งไว้ ณ ที่ใดที่หนึ่งหรือเป็นเด็กพลัดหลง
(3) บิดามารดาหรือผู้ปกครองให้ความอุปการะเลี้ยงดูไม่เหมาะสมหรือไม่สามารถให้ความอุปการะเลี้ยง ดูได้เพราะเหตุที่ถูกจำคุก กักขัง พิการทุพพลภาพ ป่วยทางร่างกายหรือทางจิตใจ หรือตกอยู่ในภาวะอื่นใดอันอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่เด็ก ทั้งทางร่างกาย จิตใจ หรือศีลธรรม
(4) พิการทางร่างกาย สมอง สติปัญญา หรือจิตใจ
ข้อ 10 พนักงานเจ้าหน้าที่อาจดำเนินการให้การสงเคราะห์แก่เด็กตาม ข้อ 9 และหรือครอบครัวของเด็กดังกล่าวตามความเหมาะสม ดังต่อไปนี้
(1) พิจารณาช่วยเหลือครอบครัวของเด็กนั้นเพื่อให้บิดามารดาหรือผู้ปกครอง ของเด็กสามารถอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ตามควรแก่อัตภาพ
(2) มอบเด็กให้อยู่ในความอุปการะของบุคคลอื่น หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานสงเคราะห์เด็กของเอกชน
(3) มอบเด็กให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการนั้น
(4) รับเด็กไว้ในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานสงเคราะห์เด็กของทางราชการ
การดำเนินการให้การสงเคราะห์ตาม (2) หรือ (4) ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเสียก่อนและต้องได้รับ ความยินยอมเป็นหนังสือตามแบบพิมพ์ของทางราชการจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กด้วย
เมื่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรให้เด็กซึ่งรับการสงเคราะห์ตาม (2) หรือ (4) กลับไปอยู่ในความปกครองของบิดา มารดาหรือผู้ปกครอง ให้มีอำนาจสั่งให้เด็กนั้นพ้นจากการสงเคราะห์และมอบตัวเด็กคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครองได้
ถ้าอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าเด็กคนใดซึ่งรับการสงเคราะห์ตาม (2) หรือ (4) ประพฤติตนไม่สมควร อันพึงได้รับการ คุ้มครองสวัสดิภาพ ให้มีอำนาจสั่งให้ส่งเด็กนั้นไปยังสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กได้
ข้อ 11 ภายใต้บังคับ ข้อ 10 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่บิดามารดาหรือผู้ปกครองอาจนำเด็กมายังที่ทำการของพนักงาน เจ้าหน้าที่เพื่อขอรับการสงเคราะห์ได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบถามข้อเท็จจริงจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่นำเด็กและหรือ จากเด็กนั้นเองแล้วเห็นว่าเด็กนั้นสมควรได้รับการสงเคราะห์ตาม ข้อ 10 ให้ดำเนินการให้การสงเคราะห์ได้ตามที่เห็นสมควร แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรทำการวิเคราะห์และพิจารณาวิธีการสงเคราะห์ที่เหมาะสมแก่เด็กเสียก่อน จะส่งตัวเด็กนั้นไปยังสถาน แรกรับเด็กก็ได้
หมวด3 การคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก
ข้อ 12 เด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ได้แก่เด็กซึ่งมีปัญหาทางความประพฤติ อันได้แก่เด็กซึ่งบิดามารดาหรือผู้ปกครองไม่สามารถควบคุมความประพฤติได้ หรือเด็กซึ่งประพฤติตนไม่สมควร
ข้อ 13 วิธีการให้การคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็กตาม ข้อ 12 มีดังต่อไปนี้
(1) ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กที่ได้รับการว่ากล่าวตักเตือนตาม ข้อ 7 (5) มาแล้ว ทำทัณฑ์บนโดยกำหนด ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กระวังมิให้เด็กนั้นประพฤติตนไม่สมควรอีก ตลอดเวลาไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ทำทัณฑ์บนและ กำหนดเบี้ยปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทซึ่งบิดามารดาหรือผู้ปกครองจะต้องชำระเมื่อผิดทัณฑ์บน และเมื่อได้ปรับฐานผิดทัณฑ์บนแล้ว ให้มีอำนาจส่งเด็กไปยังสถานแรกรับเด็ก หรือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการคุ้มครองสวัสดิภาพอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร
(2) ให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือเด็กได้รับการบริการจากสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว
(3) สอดส่องความประพฤติของเด็ก
(4) ส่งเด็กไปอยู่ในความปกครองดูแลของบุคคลหรือองค์การที่เหมาะสม
(5) ส่งเด็กไปยังสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก
ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งรับราชการอยู่ในท้องที่ที่เด็กนั้น มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่มีอำนาจ ดำเนินวิธีการตาม (1) และให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจดำเนินวิธีการตาม (1) และ (2) แต่ถ้าจะดำเนินวิธีการตาม (3) (4) และ (5) พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเสียก่อน
เมื่ออธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นสมควรให้เด็กซึ่งกำลังรับการคุ้มครองสวัสดิภาพตาม (4) หรือ (5) กลับไปอยู่ในความปกครองของบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ให้มีอำนาจสั่งให้เด็กนั้นพ้นจากการคุ้มครองสวัสดิภาพ และมอบตัวเด็กคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครองได้
ถ้าอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าสมควรให้เด็กซึ่งรับการคุ้มครองสวัสดิภาพตาม (4) หรือ (5) ได้รับการสงเคราะห์ในสถาน สงเคราะห์เด็ก ให้มีอำนาจส่งเด็กนั้นไปยังสถานสงเคราะห์เด็กได้
ถ้าเด็กซึ่งกำลังรับการคุ้มครองสวัสดิภาพตาม (5) หลบหนีจากสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการ ตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งรับราชการอยู่ในท้องที่ที่สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตั้งอยู่ ร้องขอต่อศาลคดีเด็กและเยาวชน ให้ส่งเด็กนั้นไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน หรือต่อศาลจังหวัดในกรณีที่ไม่มีศาลคดี เด็กและเยาวชนในท้องที่นั้นให้ส่งเด็กนั้นไปรับการฝึกอบรม ณ สถานที่ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดการฝึกและอบรม เด็กบางจำพวก
ข้อ 14 ในการสอดส่องความประพฤติของเด็ก ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจแนะนำตักเตือนหรือวางข้อกำหนดใด ๆ ให้เด็กปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
(1) ห้ามมิให้เด็กเข้าไปในสถานที่ที่กำหนดหรือคบหาสมาคมกับบุคคลใดอันจะเป็นเหตุจูงใจให้เด็กประพฤติชั่ว
(2) ห้ามมิให้เด็กเที่ยวเตร่ในเวลาค่ำคืนตามเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด
(3) ให้เด็กรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นครั้งคราว
(4) ให้เด็กศึกษาหรือประกอบอาชีพภายใต้การควบคุมดูแลของพนักงานเจ้าหน้าที่
(5) วางข้อกำหนดอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขความประพฤติของเด็ก
เมื่อเด็กซึ่งได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพมีอายุครบสิบแปดบริบูรณ์ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดอาจสั่งให้บุคคลนั้นอยู่ภายใต้ การสอดส่องความประพฤติ หรืออยู่ในสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กต่อไปจนถึงอายุไม่เกินยี่สิบปีบริบูรณ์ก็ได้
ข้อ 15 ภายใต้บังคับ ข้อ 13 และ ข้อ 14 บิดามารดาหรือผู้ปกครองอาจนำเด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพตาม ข้อ 12 มายังที่ทำการของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อขอรับการคุ้มครองสวัสดิภาพได้ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้สอบถามข้อเท็จจริงจากบิดามารดา หรือผู้ปกครองที่นำเด็กมาและหรือจากเด็กนั้นเองแล้วเห็นว่าสมควรได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ เมื่อได้รับความยินยอมเป็นหนังสือตาม แบบพิมพ์ของทางราชการจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองดังกล่าวแล้วให้ดำเนินการให้การคุ้มครองสวัสดิภาพได้ตามที่เห็นสมควร แต่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรทำการวิเคราะห์และพิจารณาวิธีการคุ้มครองสวัสดิภาพที่เหมาะสมแก่เด็กเสียก่อนจะส่งตัวเด็กนั้น ไปยังสถานแรกรับเด็กก็ได้
หมวด4 สถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็กและสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว
ข้อ 16 ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีการส่งเสริมการดำเนินงานของสถานสงเคราะห์เด็กสถานรับเลี้ยงเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว ของเอกชน เพื่อให้การคุ้มครองสวัสดิภาพแก่เด็ก รวมทั้งควบคุมสถานดังกล่าวให้ดำเนินงานไป ในทางที่จะเป็นประโยชน์แก่ความเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจของเด็ก
ให้กระทรวงมหาดไทยให้การอุดหนุนสถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวของเอกชน ตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ ภายในวงเงินงบประมาณ
ข้อ 17 ผู้ใดประสงค์จะจัดตั้งสถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็กหรือสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวตาม ข้อ 16 ต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
การขออนุญาตจัดตั้งสถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว คุณสมบัติของเจ้า ของหรือผู้จัดการการดำเนินงาน การควบคุม การออกใบอนุญาต การกำหนดเงื่อนไขในใบอนุญาตการเพิกถอนใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตของสถานดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
ข้อ 18 ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้จัดการสถานสงเคราะห์เด็กสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานแนะแนวปัญหาเด็ก และครอบครัวฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวง หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาตหรือคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณีมีอำนาจ
(1) ส่งพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมการดำเนินงานของสถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานแนะแนวปัญหา เด็กและครอบครัวเป็นการชั่วคราว
(2) เพิกถอนใบอนุญาต
ในกรณีเพิกถอนใบอนุญาต ให้ส่งเด็กคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือส่งเด็กไปยังสถานสงเคราะห์เด็กหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ของทางราชการหรือของเอกชนอื่น
หมวด5 การปฏิบัติต่อเด็ก
ข้อ 19 บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กต้องเลี้ยงดูอบรมและให้ความเอาใจใส่แก่เด็กตามสมควรและเหมาะสม
ข้อ 20 ห้ามมิให้บุคคลใด
(1) ทอดทิ้งเด็กไว้ในสถานพยาบาล หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือทอดทิ้งเด็กไว้กับบุคคลที่รับจ้างเลี้ยงเด็ก
(2) โฆษณาเพื่อรับเด็กหรือยกเด็กให้บุคคลอื่น เว้นแต่เพื่อประโยชน์ของทางราชการ
(3) ซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนเด็กด้วยทรัพย์สิน เว้นแต่กรณีที่ทรัพย์สินนั้นเป็นสินสอดหรือของหมั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(4) ใช้เด็กเป็นเครื่องมือในการขอทาน หรือกระทำการใด ๆ อันเป็นเหตุส่งเสริมให้เด็กขอทาน
(5) ขายหรือให้สุราหรือบุหรี่หรือสิ่งเสพติดให้โทษอื่นใดแก่เด็กหรือชักจูง ให้เด็กดื่มสุราหรือสูบบุหรี่หรือเสพสิ่งเสพติดให้โทษอื่นใด เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์
(6) ยอมให้เด็กเข้าเล่นการพนัน
(7) ชักจูงหรือส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร
หมวด6 บทกำหนดโทษ
ข้อ 21 บิดามารดาหรือผู้ปกครองผู้ใดไม่ยอมรับเด็กที่พ้นจากการสงเคราะห์ตาม ข้อ 10 วรรคสาม หรือไม่ยอมทำ ทัณฑ์บนตาม ข้อ 13 (1) หรือไม่ยอมรับมอบเด็กที่พ้นจากการคุ้มครองสวัสดิภาพตาม ข้อ 13 วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
ข้อ 22 ผู้ใดตั้งสถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวโดยไม่ได้รับอนุญาตตาม ข้อ 17 หรือเจ้าของหรือผู้จัดการสถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว ไม่ยื่นคำขออนุญาตตั้งสถานดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนดตาม ข้อ 25 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งยังคงดำเนินงานต่อไป หรือเจ้าของหรือผู้จัดการสถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว ยังคงดำเนินงานต่อไป ภายหลังที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตาม ข้อ 18 (2) หรือไม่ปฏิบัติตาม ข้อ 25 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อ 23 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม ข้อ 19 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
ถ้าการไม่ปฏิบัติตาม ข้อ 19 เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจิตใจ และศีลธรรมของเด็ก ผู้นั้นต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อ 24 ผู้ใดฝ่าฝืน ข้อ 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
ข้อ 25 สถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวของเอกชน ซึ่งได้จัดตั้งดำเนินงานอยู่ก่อนวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ ให้เจ้าของหรือผู้จัดการยื่นคำขออนุญาตจัดตั้งเป็น สถานสงเคราะห์เด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ
ถ้าไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ให้ผู้นั้นเลิกดำเนินงานสถานสงเคราะห์เด็กสถานรับเลี้ยงเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็ก และครอบครัวดังกล่าวภายในหกสิบวันนับแต่วันที่รับทราบคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
การใช้บังคับ
ข้อ 26 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่บท บัญญัติใน ข้อ 12 ข้อ 13 ข้อ 14 ข้อ 15 ข้อ 16 ข้อ 17 และ ข้อ 18 ให้ใช้บังคับเฉพาะในนครหลวงกรุงเทพธนบุรีและจะใช้บังคับข้อใด ในท้องที่อื่นใด เมื่อใด ให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา
เมื่อใช้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้บังคับในท้องที่ใด บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นใดซึ่งมีข้อความขัดหรือแย้งกับ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้มิให้ใช้บังคับในท้องที่นั้น
ข้อ 27 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อ ปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

:: ประกาศ ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2515 จอมพล ถ. กิตติขจร หัวหน้าคณะปฏิวัติ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update