กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่
12/2541
วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2541
เรื่อง ศาลแพ่งส่งความเห็นของคู่ความซึ่งโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ศาลแพ่งได้ส่งความเห็นของคู่ความซึ่งโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย กรณีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ตะวันออกฟายแน้นซ์ (1991) จำกัด (มหาชน) โจทก์ที่ 1 กับ นายโกศล ไกรฤกษ์ โจทก์ที่ 2 ได้ยื่นฟ้อง นายเริงชัย มะระกานนท์ จำเลยที่ 1 นายจรุง หนูขวัญ จำเลยที่ 2 นายศิริ การเจริญดี จำเลยที่ 3 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล จำเลยที่ 4 นายทนง พิทยะ จำเลยที่ 5 ธนาคารแห่งประเทศไทย จำเลยที่ 6 และกระทรวงการคลัง จำเลยที่ 7 เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง ให้ร่วมกันรับผิดในทางละเมิด ตามคดีหมายเลขดำที่ 30107/2540 ซึ่งศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 โดยอ้างเหตุผลใน การมีคำสั่งยกฟ้องว่า ตามพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองสามารถฟ้องหน่วยงานของรัฐได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ ของรัฐไม่ได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 ซึ่งโจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 เป็นกฎหมาย ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลแพ่งส่งความเห็นเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำคู่ความ และรายงานกระบวนพิจารณาของศาลแพ่ง ปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ได้ฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดว่า ร่วมกันกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย จงใจ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงเป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหายแก่ทรัพย์สิน คือ เมื่อระหว่างปลายปี 2539 จนถึงต้นปี 2540 จำเลยที่ 1 ในฐานะเป็นผู้กำกับและควบคุมสถาบันการเงินได้ล่วงรู้กิจการและฐานะของสถาบันการเงินใน หน้าที่อันควรปิดเป็นความลับได้เปิดเผยต่อสาธารณชนว่ามีสถาบันการเงินหลายแห่งกำลังขาด สภาพคล่อง จำเลยที่ 6 ได้เข้าไปแก้ไข ทำให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินขาดความเชื่อมั่นพากันไปถอนเงินจากสถาบันการเงินรวมทั้งของโจทก์ที่ 1 เป็นจำนวนมากทำให้ ธุรกิจการเงินของโจทก์ที่ 1 ขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง แล้วจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ได้ ออกมาตรการเสนอจำเลยที่ 5 ให้สั่งปิดกิจการเงินทุนและหลักทรัพย์ของโจทก์ที่ 1 เพื่อแก้ไข ฐานะทางการเงินของโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 5 จึงได้มีคำสั่งปิดกิจการของโจทก์ที่ 1 ตามข้อเสนอ ดังกล่าวพร้อมกับสถาบันการเงินอื่น ๆ อีกรวม 15 แห่ง เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ระบบ สถาบันการเงินทั้งระบบและแก่ประชาชนทั่วประเทศ และจำเลยที่ 1 ได้สั่งให้โจทก์ที่ 1 เพิ่มทุน จดทะเบียนอีกไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ให้แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำหนด โดยมิได้ระมัดระวัง กระทำการให้เป็นความลับ ทำให้ผู้ร่วมลงทุนและผู้ถือหุ้นเดิม รวมทั้งประชาชนทั่วไปเกิดความปั่นป่วนพากันมาถอนเงินจากโจทก์ที่ 1 เป็นจำนวนมาก ทำให้โจทก์ที่ 1 ขาดสภาพคล่องรุนแรงยิ่งขึ้น ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 มีความประสงค์จะลดจำนวนสถาบันการเงินลงให้ อยู่ในจำนวนที่สามารถควบคุมได้ และจำเลยที่ 1 ยังได้สั่งการให้โจทก์ที่ 1 และสถาบันการ เงินอื่น ๆ รวม 58 แห่ง ควบกิจการเข้าด้วยกันโดยไม่มีกฎระเบียบรองรับที่เพียงพอ การกระทำต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 7 ดังกล่าว ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 5,446,485,571.49 บาท ขอให้จำเลยทั้งเจ็ดร่วมกันรับผิดใช้เงินจำนวนดังกล่าว แก่โจทก์ทั้งสอง
 
    ศาลแพ่งมีคำสั่งรับฟ้องโจทก์ทั้งสอง เฉพาะจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 6 และจำเลย ที่ 7 สำหรับจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 5 ศาลแพ่งมีคำสั่งว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องให้ยกฟ้อง
โจทก์ทั้งสองได้ยื่นคำร้องโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 มาตรา 26 มาตรา 27 และ มาตรา 29 ขอให้ศาลแพ่งส่งความเห็นเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ศาลแพ่งจึงส่งคำร้องพร้อมทั้งความเห็น ข้อโต้แย้ง สำเนาคำฟ้อง คำสั่งและคำพิพากษาของศาล มายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ตาม มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของผู้ร้องทั้งสองเห็นว่าเป็นกรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 จึงรับไว้ดำเนินการ และสำเนาคำร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องแสดงความเห็นและได้ออกนั่ง พิจารณาฟังข้อเท็จจริงรวมทั้งให้ผู้ที่เกี่ยวข้องส่งคำแถลงและเอกสารเพิ่มเติมแล้ว
ตามข้อโต้แย้งของผู้ร้องทั้งสองมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณาว่าพระ ราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 29 และต้องด้วย มาตรา 6 หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ ของชนชาวไทยไว้ในหมวด 3 ตั้งแต่ มาตรา 26 ถึง มาตรา 65 โดย มาตรา 26 บัญญัติว่า "การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึง ....... สิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้" มาตรา 27 บัญญัติว่า "สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้โดย ชัดแจ้ง โดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญย่อมได้รับความคุ้มครอง ..........." และ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญ รับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐ ธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้" แต่ มาตรา 62 บัญญัติว่า"สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคล ให้รับผิดเนื่อง จากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" ซึ่งจะเห็นได้ว่าสิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ตาม มาตรา 62 เป็นบทบัญญัติในหมวด 3 ที่ว่าด้วย "สิทธิและเสรีภาพ ของชนชาวไทย" คือสิทธิที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรอื่นของรัฐ ที่เป็นนิติบุคคล เท่านั้น รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติรับรองไปถึง สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานดังกล่าวซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย ดังนั้น การที่ พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำ ในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้อง เจ้าหน้าที่ไม่ได้" นั้น เป็นการที่กฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิของบุคคลที่สอดคล้องกับรัฐธรรม นูญ มาตรา 62 โดยให้บุคคลที่เป็นผู้เสียหายฟ้องหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคลให้รับผิดในผล แห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ได้โดยตรง และในส่วนที่บัญญัติว่า จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ก็ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เพราะสิทธิของบุคคลที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ แม้จะมีอยู่แต่ก็มิได้มีการบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนั้น สิทธิในการฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามที่โจทก์โต้แย้งนั้นจึงมิใช่สิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แต่สิทธิของบุคคลที่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ก็ยังคงมีอยู่ ตามพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้า หน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 6 ที่บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การ กระทำในการปฏิบัติหน้าที่เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหาย อาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง ........." และ มาตรา 7 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลพิพากษายก ฟ้อง เพราะเหตุที่หน่วยงานของรัฐ ....... มิใช่ผู้ต้องรับผิด ให้ขยายอายุความฟ้องร้องผู้ที่ต้องรับ ผิดซึ่งมิได้ถูกเรียกเข้ามาในคดีออกไปถึงหกเดือนนับแต่วันที่คำพิพากษานั้นถึงที่สุด" ศาลรัฐ ธรรมนูญจึงเห็นว่า พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง
เมื่อพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง แล้ว ก็ไม่จำต้องพิจารณา มาตรา 29 วรรคสอง ว่าจะเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปหรือไม่ และจะต้องระบุ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นหรือไม่ เพราะ มาตรา 29 วรรคสอง ใช้เฉพาะกับกฎหมายตาม มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เท่านั้น นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับบท เฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 335 ที่บัญญัติว่า "ในวาระเริ่มแรก มิให้นำบทบัญญัติดัง ต่อไปนี้มาใช้บังคับกับกรณีต่าง ๆ ภายใต้เงื่อนไขดังต่อไปนี้ (1) มิให้นำบทบัญญัติ มาตรา 29 วรรคสองและวรรคสาม มาใช้บังคับกับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ นี้........." ดังนั้น พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ซึ่ง เป็น กฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ จึงไม่อยู่ในบังคับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง ด้วย
ส่วนข้อโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 27 ด้วย นั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 บัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และ มาตรา 27 บัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ แต่สิทธิที่บุคคลจะ ฟ้องเจ้าหน้าที่มิได้บัญญัติหรือรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญดังได้วินิจฉัยแล้ว ฉะนั้น พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในบังคับของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 27 เช่นกัน
โดยเหตุผลดังกล่าวมาข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


(นายเชาวน์ สายเชื้อ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายโกเมน ภัทรภิรมย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายประเสริฐ นาสกุล) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update