กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 3/2541
วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2541
เรื่อง คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้วินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

คณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำร้อง ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2541 ว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2541 พรรคประชากรไทยได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคประชากรไทยตามมติที่ ประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2541 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพื่อให้ นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาตอบรับหรือไม่ตอบรับการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคดังกล่าว ภายใน 30 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 8 กรกฎาคม 2541 ตามนัย มาตรา 33 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 และต่อมาเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2541 นายวัฒนา อัศวเหม กับคณะ รวม 12 คน ได้มีหนังสือขอให้นายทะเบียนระงับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหารพรรคตามที่พรรคประชากรไทยได้แจ้งต่อนายทะเบียนข้างต้น ซึ่งจะมีผลให้นายวัฒนา กับ คณะ พ้นจากตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคประชากรไทย หลังจากนั้นศาลแพ่งได้มีหมายห้ามชั่วคราว ลง วันที่ 26 มิถุนายน 2541 ห้ามประธานกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จด ทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเป็นกรรมการบริหารพรรคประชากรไทยของ นายวัฒนา กับคณะ จนกว่าศาลจะมี คำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า หมายห้ามชั่วคราวดังกล่าวเป็นเหตุให้ องค์กรคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญและ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ ไม่น่าจะใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ของประธานกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงมีมติให้ประธานกรรมการการเลือกตั้ง นำเรื่องนี้เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 266 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้งกับศาลแพ่ง เพื่อให้ได้ข้อยุติต่อไป
ศาลแพ่งได้เสนอความเห็นชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ขณะที่มีการฟ้องคดีหมายเลขดำที่ ปค. 61/2541 ระหว่างนายวัฒนา กับพวก โจทก์ นายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จำเลย ปรากฏว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมือง พ.ศ. 2541 ยังมิได้ประกาศใช้บังคับ จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติ พรรคการเมือง พ.ศ. 2524 ซึ่งบัญญัติเฉพาะกรณีการไม่รับจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคโดยให้หัวหน้าพรรคการเมืองมี สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งเพื่อส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัย แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นการรับจดแจ้งการเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหารพรรค ซึ่งกฎหมายมิได้บัญญัติให้โจทก์ต้องยื่นคำร้องหรือฟ้องต่อศาลใด และไม่มีบทบัญญัติ มาตราใดบัญญัติให้นายทะเบียนและคณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจตุลาการเช่นเดียวกับศาล ไม่มีบท บัญญัติให้คำวินิจฉัยสั่งการของนายทะเบียนหรือคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นอันเด็ดขาดถึงที่สุด และการที่ พระราชบัญญัติ พรรคการเมือง พ.ศ. 2524 มาตรา 24 ได้บัญญัติให้ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล แพ่งเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ แสดงว่าคำวินิจฉัยสั่งการของนายทะเบียนไม่เป็นอันเด็ดขาดถึงที่สุด ศาลแพ่ง เป็นศาลยุติธรรมที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 271 ประกอบกับ มาตรา 233 โดยที่ข้อพิพาทระหว่างนายทะเบียนกับโจทก์เป็นคดีปกครอง แต่ขณะเกิดข้อพิพาทยังไม่มีการจัดตั้งศาลปกครอง ผู้พิพากษาคดีนี้จึงสั่งให้รับฟ้องไว้พิจารณา และตั้ง แต่มีคำสั่งให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาไม่ปรากฏว่าได้มีคู่ความหรือบุคคลใดโต้แย้งศาลแพ่ง เมื่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ออกใช้บังคับแล้ว มาตรา 33 ประกอบกับ มาตรา 17 ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวก็บัญญัติแต่เพียงว่า หากนายทะเบียนไม่รับจดแจ้งการ เปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารของพรรค ให้หัวหน้าพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย แต่กรณีนี้เป็นเรื่องของนายทะเบียนพรรคการเมืองซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการรับจดแจ้งการเปลี่ยนแปลง เป็น คนละกรณีกับการไม่รับจดแจ้ง และกฎหมายไม่ได้บัญญัติว่ากรรมการบริหารพรรคที่เป็นผู้เสียหายจะต้องยื่น คำร้องหรือฟ้องต่อศาลใด และตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 คำวินิจฉัยสั่งการของนายทะเบียนพรรคการเมืองและคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีบทบัญญัติ มาตรา ใด กำหนดให้เป็นเด็ดขาด หากวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำฟ้อง ศาลไม่มีอำนาจรับคำฟ้องและมีคำสั่ง อาจ ถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 องค์คณะผู้ พิพากษาของศาลแพ่งผู้พิจารณาคดีนี้จึงได้ร่วมกันมีคำสั่งคุ้มครองสิทธิของโจทก์ไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มี อำนาจหน้าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 145 ซึ่งอำนาจหน้าที่ประการหนึ่ง ตาม มาตรา 145 (3) คือ "สืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้น ตามกฎหมายตาม มาตรา 144 วรรคสอง" ซึ่งตาม มาตรา 144 วรรคสอง บัญญัติว่า "ประธาน กรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้รักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง กฎหมายประกอบรัฐธรรม นูญว่าด้วยการออกเสียงแสดงประชามติ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และเป็นนายทะเบียนพรรคการเมือง"
จึงมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งห้ามนายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธาน กรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเป็นกรรมการบริหาร พรรคประชากรไทยของนายวัฒนา อัศวเหม กับคณะ รวม 12 คน ตามหมายห้ามชั่วคราวของศาลแพ่ง ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2541 จะมีผลผูกพันต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า พรรคประชากรไทย ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคจำนวน 11 คน ตามมติที่ประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2540 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2540 ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง นายวัฒนา กับคณะ ได้ขอให้ นายทะเบียนพรรคการเมืองระงับการจดทะเบียน แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองยอมรับจดทะเบียนการ เปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคตามที่พรรคประชากรไทยขอ นายวัฒนา กับคณะ จึงเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นจำเลย และมี นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคประชากรไทยเป็นจำเลยร่วม ในคดีหมายเลขดำที่ ปค. 61/2541 ของ ศาลแพ่ง โดยยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2541 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2541 พรรคประชากรไทยได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค โดยมีกรรมการบริหารพรรคพ้น ตำแหน่ง 17 คน ลาออก 4 คน และแต่งตั้งเพิ่มเติม 18 คน ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2541 นายวัฒนา กับคณะ ได้มีหนังสือขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองระงับการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ บริหารพรรคประชากรไทย และได้ขอให้ศาลแพ่งห้ามจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ ปค. 61/2541 จด ทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเป็นกรรมการบริหารพรรคประชากรไทยตามมติที่ประชุมใหญ่สามัญ ครั้งที่ 1/2541 เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ซึ่งศาลแพ่งได้มีหมายห้ามชั่วคราว ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2541 ห้ามนายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารของพรรคประชากรไทยของโจทก์ทั้ง 12 คน จนกว่าศาลจะมีคำสั่ง เปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น คณะกรรมการการเลือกตั้งจึงเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะที่นายวัฒนา กับคณะ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งคดี หมายเลขดำ ที่ ปค. 61/2541 เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2541 นั้น พระราชบัญญัติ พรรคการเมือง พ.ศ. 2524 ยังใช้บังคับอยู่ และตาม มาตรา 28 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้นำ มาตรา 23 และ มาตรา 24 มาใช้บังคับแก่การยอมรับหรือไม่ยอมรับจดแจ้งการเปลี่ยนแปลงของนายทะเบียนโดยอนุโลม ซึ่ง มาตรา 23 ใช้ในกรณีนายทะเบียนยอมรับ ส่วน มาตรา 24 เป็นกรณีนายทะเบียนไม่ยอมรับ และให้หัวหน้าพรรค การเมืองมีสิทธิยื่นคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้ แต่กรณีที่นายทะเบียนยอมรับไม่มีบัญญัติว่าผู้ที่คัดค้านจะยื่น ฟ้องต่อศาลใด จึงได้มีการยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 271 เพราะ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น แต่เมื่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป และพระราชบัญญัติดังกล่าว ใน มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติ พรรคการเมือง พ.ศ. 2524 ด้วย ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2541 หากมีปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2541 จะต้องอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จ จริงและวินิจฉัยชี้ขาด ตาม มาตรา 145 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ตามปัญหา เมื่อพรรคประชากรไทยขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคต่อ นายทะเบียนพรรคการเมือง และมีกรรมการบริหารพรรคบางคนโต้แย้งคัดค้าน จึงเป็นปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่ อยู่ในอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง การที่ศาลแพ่งมีคำสั่งห้ามนายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเป็นกรรมการ บริหารของพรรคประชากรไทยของนายวัฒนา อัศวเหม กับคณะ รวม 12 คน ภายหลังจากที่พระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงเป็นคำสั่งที่ไม่สอด คล้องกับบทบัญญัติตาม มาตรา 145 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
โดยเหตุผลที่กล่าวมา ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า คำสั่งห้ามนายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการเป็นกรรมการ บริหารพรรคประชากรไทยของนายวัฒนา อัศวเหม กับคณะ รวม 12 คน ตามหมายห้ามชั่วคราวของศาล แพ่ง ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2541 ไม่มีผลผูกพันต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนายธีรศักดิ์ กรรณสูต ประธานกรรมการการเลือกตั้งใน


(นายเชาวน์ สายเชื้อ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายโกเมน ภัทรภิรมย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายประเสริฐ นาสกุล) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update