กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 1 /2542
วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2542
เรื่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิบสองคน ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ คัดค้านว่ามติของ พรรคประชากรไทย มีลักษณะตาม มาตรา 47 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ

นายวัฒนา อัศวเหม กับคณะ รวมสิบสองคน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชากรไทย ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 12 ตุลาคม 2541 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้มติของ พรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2541 ซึ่งลบชื่อผู้ร้องทั้งสิบสองออกจากทะเบียนของพรรคประชากรไทย อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 118 (8) เป็นมติ ที่มิชอบเนื่องจากขัดต่อสถานะและการปฏิบัติ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต้องตามบทบัญญัติ มาตรา 47 วรรคสาม และวรรคสี่ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องของผู้ร้อง ซึ่งสรุปใจความสำคัญไว้ดังต่อไปนี้
ผู้ร้องเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทย และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้รับเลือกตั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 โดยมีราย ชื่อดังนี้

ผู้ร้องที่ 1 นายวัฒนา อัศวเหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องที่ 2 พลอากาศเอก สมบุญ ระหงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องที่ 3 นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ผู้ร้องที่ 4 นายประกอบ สังข์โต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องที่ 5 นายมั่น พัธโนทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องที่ 6 นายสำเร็จ อัจฉริยะประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องที่ 7 นายสมพร อัศวเหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องที่ 8 นายไกรสิทธิ์ ไกรสิทธิพงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก ผู้ร้องที่ 9 นายสุชาติ บรรดาศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องที่ 10 นายพูนผล อัศวเหม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ผู้ร้องที่ 11 นายฉลอง เรี่ยวแรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ผู้ร้องที่ 12 นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์
 
    พรรคประชากรไทย มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค ขณะที่ผู้ร้องยื่นคำร้องอุทธรณ์มี คณะกรรมการบริหาร พรรคที่นายทะเบียนพรรคการเมืองจดทะเบียนตอบรับแล้ว จำนวน 62 คน และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคจำนวน 17 คน ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2539 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 ขณะนั้นพรรคร่วมรัฐบาลประกอบด้วยพรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม พรรคเสรีธรรม พรรคมวลชน และพรรคประชากรไทย โดยมีพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้าพรรคความหวังใหม่เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อประเทศไทยได้ประสบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ อย่างรุนแรงพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี จึงลาออกจากตำแหน่งเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2540 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคร่วม รัฐบาลเดิมได้แสดงเจตจำนงที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศต่อไป โดยตกลงสนับสนุนให้พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชากรไทยขณะนั้นมีจำนวน 18 คน ได้ลงชื่อดังกล่าวเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 ต่อมาพรรคเสรีธรรมและพรรคกิจสังคมได้หันไปสนับสนุน นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้เสียงสนับสนุนของพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ซึ่งมีอยู่ 6 พรรค เหลือเพียง 4 พรรค มีจำนวน 197 คน ส่วนเสียงสนับสนุน นายชวน หลีกภัย เพิ่มเป็น 6 พรรค มีจำนวน 196 คน จึงเป็นการยาก อย่างยิ่งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นบริหารประเทศได้ ประกอบกับขณะนั้นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และทางการเมืองของประเทศอยู่ในภาวะยุ่งยากสับสน ประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งประเทศไม่เชื่อถือแนวทางการบริหาร ราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีชุดเดิมแต่ต้องการให้ นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตั้งคณะรัฐมนตรีขึ้น บริหารประเทศเพื่อแก้ไขภาวการณ์ดังกล่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชากรไทย จึงได้เรียกประชุมเพื่อพิจารณา เรื่องนี้กันเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2540 เวลากลางคืน โดยหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคบาง ส่วนเข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้ลงมติเสียงส่วนใหญ่ให้สนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของพรรคลงชื่อสนับสนุนมติดังกล่าว 14 คน ต่อมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคจำนวน 14 คน จึงทำหนังสือลงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 แสดงเจตจำนงขอถอนการสนับสนุนพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรี และวันที่ 8 พฤศจิกายน 2540 ได้มีหนังสือขอสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขณะนั้นพรรคประชากรไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 18 คน การตกลงใจดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นไปตามเสียงส่วนใหญ่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคจำนวน 14 คน และเป็นไปตามแนวนโยบายของพรรค
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคประชากรไทยที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรค ได้พยายามเจรจาขอร้องให้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคจัดประชุมตามข้อบังคับพรรคเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในรัฐสภา หัวหน้าพรรคปฏิเสธและขัดขวาง ทั้ง ๆ ที่มีความจำเป็นรีบด่วนเพื่อให้มีรัฐบาล นายยิ่งพันธ์ มนะสิการ ในฐานะเลขาธิการพรรค จึงเรียกประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในรัฐสภา ที่ประชุมได้ลงมติให้ เข้าร่วมรัฐบาล ต่อมาผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลที่ตั้งขึ้นใหม่ และได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 หลังจากนั้นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคประชากรไทย ที่ประชุมคณะกรรมการบริหาร พรรคลงมติไม่เข้าร่วมรัฐบาลโดยมีเจตนาขัดขวางไม่ให้ผู้ร้องเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ และได้กล่าวหาผู้ร้องเป็นกบฎต่อพรรค ถึงขนาดเปรียบเทียบว่าเป็นชาวนากับงูเห่า โดยไม่คำนึงถึงความเสียหาย ที่เกิดขึ้นต่อส่วนรวม
วันที่ 29 ธันวาคม 2540 พรรคประชากรไทย ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ครั้งที่ 1/2540 และได้แต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคเพิ่มเติมอีก 11 คน โดยฝ่าฝืนต่อข้อบังคับพรรค หลายประการ จากนั้น หัวหน้าพรรคได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวต่อประธาน กรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ผู้ร้องได้มีหนังสือคัดค้านขอให้ระงับการกระทำดังกล่าวของหัวหน้าพรรค ต่อนาย ทะเบียนพรรคการเมือง แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรค ดังกล่าว ผู้ร้องจึงได้ฟ้องเป็นคดีที่ศาลแพ่ง
ระหว่างวันที่ 18 ถึงวันที่ 21 มีนาคม 2541 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีที่มี นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และในวันที่ 20 มีนาคม 2541 พรรคประชากรไทย ได้จัดให้มีการประชุมคณะกรรม การบริหารพรรคโดยมีกรรมการบริหารพรรค 11 คน ที่แต่งตั้งโดยมิชอบเข้าร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมคณะกรรม การบริหารพรรคได้มีมติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคลงมติ ไม่ไว้วางใจรัฐบาลซึ่ง คณะกรรมการบริหารพรรคไม่มีสิทธิลงมติดังกล่าว เพราะเป็นสิทธิของที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคตามข้อบังคับพรรค ข้อ 36 และเป็นเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 157 วรรคหนึ่ง ดังนั้นมติดังกล่าวจึงขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้อง และขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 47 วรรคสาม ดังนั้นในวันที่ 21 มีนาคม 2541 ผู้ร้องจึงได้ใช้สิทธิตามข้อบังคับพรรค ข้อ 36 เรียกประชุมสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรของพรรคและลงมติโดยเสียงส่วนใหญ่ให้ไว้วางใจรัฐบาลนอกจากนี้ในการดำเนินกิจการทางการเมือง เรื่องอื่น ๆ ผู้ร้องซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงส่วนใหญ่ของพรรคก็ได้มีการประชุมและลงมติในเรื่องต่าง ๆ ทุกครั้งก่อนที่จะมีการปฏิบัติตามมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่หัวหน้าพรรคกลับนำมติของคณะกรรมการบริหารพรรคแถลงต่อสาธารณชนเพื่อจูงใจให้ประชาชน ทั่วไปเข้าใจผิดว่า การลงมติไว้วางใจ รัฐบาลเป็นการ กระทำที่ขัดต่อมติคณะกรรมการบริหารพรรค และต่อมามีสมาชิกพรรคกล่าวหาว่าผู้ร้องกระทำการฝ่าฝืนมติคณะ กรรมการบริหารพรรคขอให้ลงโทษ วันที่ 1 มิถุนายน 2541 หัวหน้าพรรคจึงได้เรียกประชุมคณะกรรมการบริ หารพรรคพิจารณาข้อกล่าวหาดังกล่าวของสมาชิกพรรค ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเสียงข้างมากได้ ลงมติขับผู้ร้องออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคตามข้อกล่าวหาของสมาชิกพรรค แต่มติให้ขับผู้ร้อง ออกจากกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อบังคับ ข้อ 43 ข้อ 44 และข้อ 45 ในหมวด 12 การลงโทษสมาชิก และในวันเดียวกันนั้นหัวหน้าพรรค ได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเพื่อแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรค เพิ่มเติมอีก 21 คน ซึ่งเป็นคนของหัวหน้าพรรคทั้งหมด การประชุมใหญ่สามัญเพื่อแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคดังกล่าวไม่ชอบด้วยข้อบังคับพรรค นอกจากนี้การที่ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อหัวหน้าพรรคเป็นประจำนั้น ตามข้อเท็จจริงหัวหน้าพรรคเป็นผู้กระทำเรื่องเสียเองหลายครั้ง ผู้ร้องเพียงแต่ชี้แจงตอบโต้ตามสิทธิที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 30 เท่านั้น
วันที่ 10 ตุลาคม 2541 มีการประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรค เพื่อพิจารณาลงโทษผู้ร้องตามข้อกล่าวหาคือ ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามหัวหน้าพรรค ที่ให้สนับสนุนพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้ร้องฝ่าฝืน มติพรรคไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรคในการลงมติ ในสภาผู้แทนราษฎร และยังดูหมิ่นใส่ร้ายหัวหน้าพรรค ผลการประชุมปรากฏว่าที่ประชุมได้ลงมติให้ลบชื่อ ผู้ร้องออกจากทะเบียนสมาชิกพรรคประชากรไทยด้วยคะแนนเสียง 54 คะแนน โดยที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง (4) บัญญัติว่า (4) พรรคการเมืองมีมติให้ออกตามข้อบังคับพรรคการเมือง และวรรคสองบัญญัติว่า "การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง (4) ถ้าสมาชิกผู้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยมติของพรรคการเมืองต้อง เป็นมติของที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น และมติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองทั้งหมด และการลงมติให้ลงคะแนนลับ ..." เนื่องจากในวันดังกล่าว พรรคประชากรไทยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหลืออยู่ 17 คน ในจำนวนนี้มีผู้ดำรงตำแหน่งเป็น กรรมการบริหารพรรค 5 คน และมีกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 57 คน คณะกรรมการบริหารพรรคจึงมีจำนวน 62 คน แต่ในวันดังกล่าวมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นกรรมการบริหารพรรคเข้าประชุม 3 คน กรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าประชุม 52 คน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคคือผู้ร้องเข้าประชุม 12 คน ที่ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองในวันดังกล่าว จึงมี 67 คน ปรากฏว่ามีผู้ออกเสียงลงคะแนนให้ขับผู้ร้องออกจากสมาชิกพรรค 54 คะแนน แต่จำนวน คณะกรรมการบริหารพรรค การเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคการเมืองทั้งหมดตามที่กฎหมายกำหนดต้องมี 74 คน (62+12) คะแนนเสียง 3 ใน 4 ของ 74 คน จึงมีจำนวน 56 คะแนน ดังนั้นคะแนนเสียงที่ลงมติขับผู้ร้องให้ออกจากสมาชิก พรรคมีจำนวน 54 คะแนน จึงไม่ครบตามที่กฎหมายกำหนด และนอกจากนี้ยังเป็นการลงคะแนนโดยเปิดเผยมิใช่การ ลงคะแนนลับ ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มติที่ให้ขับ ผู้ร้องออกจากการเป็นสมาชิกพรรค จึงไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 22 วรรคสอง
ด้วยเหตุดังกล่าวข้างต้น ผู้ร้องสองคนจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติของพรรคประชากรไทยที่ให้ลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียนสมาชิกพรรคประชากรไทยมีลักษณะตามรัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทย มาตรา 47 วรรคสาม และวรรคสี่กล่าวคือ ขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
พรรคประชากรไทย และนายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ผู้ถูกร้อง ยื่นคำชี้แจงว่า เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2540 พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ลาออกจากตำแหน่งแต่พรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค คือ พรรคความหวังใหม่ พรรคชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม พรรคประชากรไทย พรรคเสรีธรรม และพรรคมวลชน ได้ประกาศที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลต่อไป โดยสนับสนุนให้ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคทั้งหมดซึ่งรวมทั้งผู้ร้องด้วย ร่วมกันลงชื่อสนับสนุนพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน มอบให้นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคเพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ภายหลังผู้ร้องกลับถอนชื่อออกแล้วลงมติกันในกลุ่มหันไปสนับสนุน นายชวน หลีกภัย ผู้นำฝ่ายค้านในขณะนั้นเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้ถูกร้องถือว่าเป็นการทำลายระบบพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้เกิดความเสียหายและแตกความสามัคคีในพรรคการเมืองที่เป็นฝ่ายของผู้ถูกร้อง เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรค ข้อ 39 ข้อ 40 และ ข้อ 42
ผู้ถูกร้องไม่เคยปฏิเสธหรือขัดขวางการจัดประชุมพรรค การจัดประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค หรือการประชุมใหญ่ของพรรค ต้องดำเนินการตามข้อบังคับพรรค หมวด 5 ผู้ร้องยังไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติดำเนินการให้เป็นไปตามระเบียบ ตามข้อบังคับพรรคว่าด้วยการประชุมการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญไม่จำเป็น ต้องเข้าร่วมรัฐบาลหรือสนับสนุนรัฐบาล แต่อาจทำหน้าที่เป็น ฝ่ายค้านเพื่อตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและอาจเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของสภาผู้แทนราษฎรก็ได้
การเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับพรรค ข้อ 34 ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคที่จะกำหนด ตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี คณะกรรม การบริหารพรรคได้มีมติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 ไม่เข้าร่วมรัฐบาลการกระทำของผู้ร้องจึงเป็นการฝ่าฝืน มติของคณะกรรมการบริหารพรรค ส่วนการเปลี่ยนแปลง กรรมการบริหารพรรค เป็นการดำเนินกิจกรรมภายในของพรรคตามกฎหมายและชอบด้วยข้อบังคับพรรคทุกประการ ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ประกาศยอมรับการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคแล้ว ทั้งการลงมติของคณะกรรมการบริหารพรรคให้ลบชื่อผู้ร้องออกจากการเป็นสมาชิกพรรคได้ดำเนินไปโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 และข้อบังคับพรรคแล้ว จึงขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเรื่องนี้แล้วเห็นว่าเป็น กรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 118 (8) และ มาตรา 47 จึงรับไว้ดำเนินการ และได้ออกนั่งพิจารณาเพื่อรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและให้โอกาสคู่กรณี แสดงความเห็นพร้อมทั้งให้ยื่นเอกสารชี้แจงเพิ่มเติม ซึ่งมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้ร้องว่า
การที่ผู้ร้องได้ตัดสินใจสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งที่ก่อนหน้านั้น ได้เคยลงชื่อสนับสนุน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน เนื่องจากตามข้อบังคับพรรคประชากรไทยและรัฐธรรมนูญ ได้ให้อำนาจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการตัดสินใจทางการเมือง ส่วนการลงชื่อสนับสนุน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน ในเบื้องต้นนั้น กระทำตามคำสั่งของหัวหน้าพรรค มิได้เป็นมติของพรรคและ ไม่มีการประชุมพรรคเพื่อดำเนินการเรื่องนี้แต่อย่างใด เหตุผลที่สนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากขณะนั้นเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง และเป็นความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่ต้องการ ให้พรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ และทางการเมือง ทั้งนี้ผู้ร้องได้พยายามติดต่อหัวหน้าพรรค เพื่อให้มีการประชุมพรรคเพื่อ ดำเนินการดังกล่าว แต่หัวหน้าพรรคกลับหลบไปอยู่ที่อื่น ผู้ร้องจึงลงชื่อสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โดยผู้ร้องบางคนเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีจนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และมีการเข้าเฝ้าเพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 หลังจากนั้นวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 พรรคประชากรไทยจึงจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และมีมติไม่ให้ผู้ร้องเข้าร่วมรัฐบาลอันเป็นการไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ผู้ร้องได้ดำเนินการไปแล้ว
ในการประชุมเพื่อลงมติขับผู้ร้องออกจากพรรค ผู้ลงมติขับเป็นกรรมการบริหารพรรค จำนวน 54 คนเท่านั้น โดยไม่มีตัวแทนของประชาชนเข้าร่วมตามข้อบังคับของพรรค ทั้งการลงมติก็ไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามกฎหมายพรรคการเมืองต้องลงคะแนนลับ เพื่อไม่ให้เกิดความเกรงใจกัน แต่กลับลงคะแนนโดยเปิดเผยมีหัวหน้าพรรคเป็นผู้นับคะแนนเอง จึงเป็นการขัดหรือแย้งกับหลัก การพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทั้งยังเป็นการขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เนื่องจากมติขับผู้ร้องออกจากพรรคจะเป็นเหตุให้ผู้ร้อง ต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้หัวหน้าพรรคแสดงออกต่อสื่อมวลชนเสมอมาว่ามีเจตนาขับผู้ร้องออกจากพรรคให้ได้ นอกจากนี้คะแนนเสียงที่ให้ขับผู้ร้องยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ต้องใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนกรรมการบริหารพรรครวมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ซึ่งเท่ากับ 56 คะแนน แต่มติขับเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2541 กลับมีคะแนนเสียงเพียง 54 คะแนน
พรรคประชากรไทยยกเลิกข้อบังคับเดิมเมื่อพุทธศักราช 2525 แล้วใช้ข้อบังคับใหม่คือ ข้อบังคับพรรคประชากรไทย พุทธศักราช 2525 แก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช 2540 ซึ่งมีความในข้อ 2 ว่า "ให้ยกเลิกข้อบังคับพรรคประชากรไทย พุทธศักราช 2525 และให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมืองเป็นต้นไป" โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้จดทะเบียนยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคประชากรไทย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 ผู้ร้องเห็นว่าคณะกรรมการบริหารพรรคจำนวน 57 คน ตามข้อบังคับเดิมจึงพ้นสภาพจากการเป็นกรรมการบริหารพรรคตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2540 เนื่องจากข้อบังคับใหม่ไม่มีบทเฉพาะกาลให้คณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิม จำนวน 57 คน ปฏิบัติหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารพรรคต่อไปได้ การดำเนินการบริหารโดยคณะกรรมการบริหารพรรคชุดเดิมซึ่งเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2540 จึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับพรรคประชากรไทย และพระราชบัญญัติ พรรคการเมือง พ.ศ. 2524 และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ดังนั้น มติใด ๆ รวมทั้งมติที่ให้ลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียน ของพรรคประชากรไทย จึงเป็นมติที่มิชอบเข้าลักษณะตาม มาตรา 47 วรรคสาม และวรรคสี่ของรัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากผู้ถูกร้องมีว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ หลังจากที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยอมรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคประชากรไทย พุทธศักราช 2525 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2540 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 โดยให้การว่า หลังวันที่ 24 มิถุนายน 2540 ซึ่งใช้ข้อบังคับใหม่แล้ว พรรคไม่ได้มี การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แต่มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเพิ่มขึ้นเพื่อให้ครบจำนวน 65 คน ตามที่มี การแก้ไขเรื่องจำนวนกรรมการบริหารไว้ในข้อบังคับใหม่ และยื่นคำร้องแถลงการณ์เป็นหนังสือประกอบว่า ข้อบังคับของพรรค ประชากรไทย พุทธศักราช 2525 มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับดัง กล่าวแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2540 มีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจำนวนกรรมการบริหารพรรค ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ ไม่เป็นเหตุให้คณะกรรมการบริหารพรรคสิ้นสุดลง การพ้นจากตำแหน่งของกรรมการบริหารพรรคย่อมเป็นไปตามข้อบังคับพรรค
ศาลรัฐธรรมนูญได้เรียกเอกสารจากนายทะเบียนพรรคการเมืองในส่วนที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค ประชากรไทยตามที่บทเฉพาะกาลของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 บัญญัติไว้ ปรากฏว่าพรรคประชากรไทยมีข้อบังคับใหม่เรียกว่า "ข้อบังคับพรรคประชากรไทย พ.ศ. 2525 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2541" มีการเปลี่ยนแปลงข้อบังคับหลายประการ เช่น ตามข้อ 36 เดิม การเสนอหรือรับรองญัตติเรื่องใด ๆ ตลอด จนการอภิปรายการลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค ซึ่งข้อบังคับใหม่ในเรื่องนี้ตาม ข้อ 43 กำหนดให้กรณีดังกล่าวต้องเป็นไปตามมติของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค หรือ การลงมติเพื่อลบชื่อสมาชิกออกจากทะเบียนเดิม ข้อ 47 กำหนดว่าต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรค และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคกับให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่ข้อบังคับใหม่ ข้อ 54 ได้เพิ่ม คำว่า "ทั้งหมด" หลังจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค นอกจากนี้การลงมติในกรณีนี้ ยังให้ใช้วิธีลงคะแนนลับ อันเป็นการสอดคล้องกับกฎหมายพรรคการเมือง ทั้งยังปรากฏอีกว่า ได้มีการเพิ่มบทเฉพาะกาลใน ข้อ 60 ว่า "ภายใน 90 วัน นับแต่ได้รับการตอบรับการแก้ข้อบังคับพรรคฉบับนี้จากนายทะเบียนพรรคการเมือง ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคใหม่ทั้งหมด" ซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองได้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงข้อ บังคับฉบับนี้เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2541
เมื่อได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำชี้แจง ประกอบข้อเท็จจริงที่ได้จากการนั่งพิจารณา รวมทั้งพยานเอกสารต่าง ๆ แล้ว
มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า มติของพรรคประชากรไทยที่ลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียนสมาชิกพรรคประชากรไทยมีลักษณะต าม มาตรา 47 วรรคสามของรัฐธรรมนูญหรือไม่ มาตรา 47 วรรคสามของรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษ ฎรซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง.... ซึ่งเห็นว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้นจะขัดต่อ สถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครอ งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย" ศาลรัฐธรรมนู ญพิจารณาแล้วเห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้สิทธิสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้สองประการคือ มติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้นจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แท นราษฎรตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ประการหนึ่ง หรือมติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตน
เป็นสมาชิกอยู่นั้นขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือ ไม่อีกประการหนึ่ง
ตามข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ปรากฏว่า สาเหตุที่พรรคประชากรไทยมีมติลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียนสมาชิกพรรคประชากรไทยนั้น เป็นเพราะผู้ร้องฝ่าฝืนมติพรรคไปร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ และผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรคใน การลงมติในสภาผู้แทนราษฎร
ทางพิจารณาได้ความว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคประชากรไทย ได้สนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 วันที่ 9 พฤศจิกายน2540 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีผู้ร้องที่ 1 ผู้ร้องที่ 2 ผู้ร้องที่ 3 และผู้ร้องที่ 4 ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีด้วย และวันที่ 15 พฤศจิกายน 2540 คณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่แล้ว จนกระทั่งวันที่ 20 พฤศจิกายน 2540 พรรคประชากรไทยจึงอ้างว่า ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 6/2540 ว่าไม่เข้าร่วมรัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ผู้ร้องได้เข้าร่วมรัฐบาลไปแล้ว แสดงว่าขณะที่ผู้ร้องเข้าร่วมรัฐบาลนั้น พรรคประชากรไทย ยังมิได้มีมติว่าไม่เข้าร่วมรัฐบาล และข้อบังคับพรรคที่ใช้อยู่ในขณะนั้น หมวด 9 การตั้งรัฐบาล ข้อ 34 กำหนดเพียงว่า ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการบริหารในการกำหนดตัวบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ในกรณีที่พรรคจัดตั้งรัฐบาล หรือร่วมกับพรรคการเมืองอื่นจัดตั้งรัฐบาล จึงแสดง ว่าตามข้อบังคับที่ใช้อยู่ในขณะนั้น การจัดตั้งรัฐบาลไม่ใช่อำนาจของคณะกรรมการบริหารพรรคจึงถือไม่ได้ว่าผู้ร้องฝ่าฝืนข้อบังคับ พรรคหรือมติของคณะกรรมการบริหารพรรคกรณีการไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการบริหารพรรคเรื่องการลงมติในสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับพรรคประชากรไทย ข้อ 36 กำหนดว่า การลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นไปตามมติซึ่งที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคได้ลงมติไว้ คณะกรรมการบริหารพรรคจึงไม่มีอำนาจลงมติว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้อง ลงมติไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรโดยตรง ซึ่งข้อบังคับพรรคเองก็กำหนดให้เป็นไปตามมติของที่ประชุมสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรของพรรค จึงถือไม่ได้เช่นกันว่าผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการบริหารพรรคในกรณีนี้
ข้อพิจารณาที่ว่ามติของพรรคประชากรไทยที่ลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียนสมาชิกพรรค ประชากรไทย มีลักษณะตาม มาตรา 47 วรรคสามของรัฐธรรมนูญ หรือไม่ นั้น ประการแรก มติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา 149 บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ดังนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญจึงมีสถานะเป็นผู้แทน ปวงชนชาวไทย มีหน้าที่ต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย เช่น การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ฯลฯ การที่พรรคประชากรไทยมีมติลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียน สมาชิกพรรคประชากรไทย ผลที่เกิดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 118 (8) คือสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสิ้นสุดลงนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ ซึ่งเท่ากับความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยสิ้นสุดลงด้วยและไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทยได้ มติเช่นนี้จึงขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยชัดแจ้ง
ประการที่สอง กรณีที่ว่ามติหรือข้อบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ ขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่ พิจาร ณาแล้วเห็นว่าการที่ผู้ร้องถูกกล่าวหาว่าไม่ปฏิบัติตามมติพรรค กรณีลงชื่อสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และเข้าร่วมรัฐบาลนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า มติที่ให้สนับสนุนพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเมื่อพรรคการเมืองสองพรรคในหกพรรค ที่มีมติร่วมกันจะจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน เป็น นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศถอนตัวและกลับไปสนับสนุนนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี จึงเป็นผลให้ข้อตกลงของหก พรรคเดิมที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลโดยสนับสนุนพลเอกชาติชาย ชุณหะวัน เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นมติที่ไม่จำต้องปฏิบัติอีกต่อไป
เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่ของพรรคประชากรไทยจำนวน 14 คน จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 18 คน ซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยเห็นว่ามีความจำเป็นรีบด่วนต้องสนับสนุนให้นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง จึงเป็นเรื่องที่พรรคการเมืองจะพึงรับฟังตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย มติที่ให้ลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียนสมาชิกพรรคประชากรไทยด้วยเหตุดังกล่าว จึงขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
โดยเหตุดังกล่าวมาศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า มติของพรรคประชากรไทยที่ลบชื่อผู้ร้องออกจากทะเบียนสมา ชิกพรรคประชากรไทย มีลักษณะตาม มาตรา 47 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ คำขออื่นนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัย


(นายเชาวน์ สายเชื้อ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายโกเมน ภัทรภิรมย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายประเสริฐ นาสกุล) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update