กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

  ประเด็นที่ 1 2  
   

คำวินิจฉัยที่ 10/2542
วันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2542
เรื่อง ศาลแพ่งส่งข้อโต้แย้งของจำเลย (บริษัท ริเวอร์กรุ๊ป จำกัด กับพวก) เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 264

ศาลแพ่งได้ส่งข้อโต้แย้งตามคำร้องของจำเลย (บริษัท ริเวอร์กรุ๊ป จำกัด กับพวก) ผู้ร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงการคลัง ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ และพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ในส่วนที่เกี่ยวกับการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องได้ความว่า บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 14789/2540 ฟ้อง บริษัท ริเวอร์กรุ๊ป จำกัด ที่ 1 นางสาววราภรณ์ วชิรอังศนา ที่ 2 นายชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ ที่ 3 บริษัทศรีวราโฮลดิ้งส์ จำกัด ที่ 4 เป็นจำเลยในข้อหา กู้ยืม ค้ำประกัน รับผิดตามสัญญาจำนำ โดยให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 33,616,437.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 25 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
ผู้ร้องยื่นคำให้การปฏิเสธฟ้องของโจทก์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะประเด็นการคิดดอกเบี้ยใน อัตราร้อยละ 25 ต่อปีตามประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์ ผู้ร้องเห็นว่าเป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 ที่บัญญัติห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี และขัด ต่อพระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 ที่บัญญัติห้ามบุคคลเรียกดอกเบี้ยเกิน อัตราหากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุก กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ บัญญัติเพื่อให้ความคุ้มครองสาธารณชนส่วนใหญ่ ของประเทศ ดังนั้น ประกาศหรือข้อบังคับใดที่ขัดต่อกฎหมาย ทั้ง 2 ฉบับย่อมตกเป็นโมฆะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทำให้ดอกเบี้ยทั้งหมดที่โจทก์เรียกจาก ผู้ร้องจึงตกเป็นโมฆะทั้งสิ้น
ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแพ่งรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวและส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงิน อาจคิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ. 2535 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยรวม 4 ฉบับได้แก่ (1) เรื่อง ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 19 เมษายน 2538 (2) เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนด อัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 (3) เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนดอัตรา ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2535 และ (4) เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตราดอก เบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 ประกาศบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซิทก้า จำกัด (มหาชน) เรื่อง อัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดสำหรับเงิน ให้กู้ยืมลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 และพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 โดยมีเหตุผลว่า (1) รัฐธรรมนูญ มาตรา 30 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน…" (2) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 654 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้คิดดอกเบี้ยเกินร้อยละสิบห้าต่อปี ถ้าในสัญญากำหนดดอกเบี้ยเกินกว่านั้น ก็ให้ลดลงมาเป็นร้อยละสิบห้าต่อปี" (3) พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พุทธศักราช 2475 มาตรา 3 บัญญัติว่า "บุคคลใด (ก) ให้บุคคลอื่นยืมเงิน โดยคิดดอกเบี้ยเกิน กว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดไว้…. บุคคลนั้นมีความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราต้องระวางโทษ…. " จากบทบัญญัติ (1) (2) และ (3) บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เท่าเทียมกัน ผู้ร้องหรือประชาชนทั่ว ๆ ไปต่างก็เป็นบุคคลตามกฎหมาย โจทก์หรือสถาบันการเงินต่างก็เป็น บุคคลตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ผู้ร้องหรือบุคคลทั่ว ๆ ไปนั้นเป็นบุคคลโดย ธรรมชาติหรือบุคคลที่แท้จริง แต่โจทก์หรือสถาบันการเงินหาใช่เป็นบุคคลโดยทางธรรมชาติ หรือเป็นบุคคลที่แท้จริงแต่ประการใดไม่ โดยหลักแห่งธรรมชาติหรือเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ โจทก์หรือสถาบันการเงินย่อมไม่อาจมีสิทธิเหนือ ไปกว่าบุคคลทางธรรมชาติหรือบุคคลที่แท้จริงได้ การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่ง ความแตกต่างในเรื่อง….สถานะของบุคคลฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม…จะกระทำมิได้ ด้วยเหตุนี้ กฎหมาย ใดก็ดี ประกาศโดยอาศัยอำนาจ แห่งกฎหมายใดก็ดี ที่ทำให้บุคคลได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายไม่เท่าเทียมกันแล้ว ย่อมขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 30
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว มีประเด็นต้องพิจารณา วินิจฉัยตามคำร้องคือ
ประเด็นที่ 1 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจ คิดได้จากผู้กู้ยืม พ.ศ. 2535 ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย รวม 4 ฉบับได้แก่ (1) เรื่อง ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 19 เมษายน 2538 (2) เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตรา ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 (3) เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือ ส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2535 และ (4) เรื่อง การกำหนด ให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงิน ทุนอาจจ่ายหรืออาจ เรียกได้ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 และประกาศบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ซิทก้า จำกัด (มหาชน) เรื่อง อัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดสำหรับเงินให้กู้ยืม ลงวันที่ 13 มีนา คม 2539 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 หรือไม่
ประเด็นที่ 2 พระราชบัญญัติดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ในส่วนที่เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 หรือไม่
ในประเด็นที่ 1 ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง อัตราดอกเบี้ยที่สถาบันการเงิน อาจคิดได้จากผู้กู้ยืม ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2535 ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่อาศัยอำ นาจตามความใน มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน พ.ศ. 2523 ซึ่ง แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 โดย คำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนประกาศธนาคาร แห่งประเทศไทย เรื่อง ดอกเบี้ยหรือส่วนลด ที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 19 เมษายน 2538 ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนดอัตราดอก เบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2533 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติในการกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชนและ การกำหนดอัตรา ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจจ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 ประกาศทั้ง 3 ฉบับออกโดยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่า การกระทรวงการคลังที่อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 27 และ มาตรา 30 (1) และ (2) ของ พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติฉบับนี้และพระราชบัญญัติ ดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืม ต่างก็เป็นพระราชบัญญัติที่ให้อำนาจ ในการออกประกาศกระทรวงการคลังและประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีผลใช้บังคับได้เท่าที่ อยู่ในขอบเขตอำนาจที่พระราชบัญญัตินั้น ๆ ให้อำนาจไว้ แต่ประกาศดังกล่าวนั้นมิได้ออกโดย องค์กรที่ใช้อำนาจนิติบัญญัติจึงไม่เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ดังนั้น ที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ประกาศกระทรวงการคลัง ฯ ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย 3 ฉบับดังกล่าวข้างต้น ว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 หรือไม่ จึงไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ศาลรัฐธรรมนูญที่จะพิจารณาวินิจฉัย
สำหรับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้บริษัทเงินทุนปฏิบัติใน การกู้ยืมเงินหรือรับเงินจากประชาชน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่บริษัทเงินทุนอาจ จ่ายหรืออาจเรียกได้ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2535 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประกาศ ฉบับดังกล่าวแล้วตามคำวินิจฉัยที่ 5/2542 ลงวันที่ 22 เมษายน 2542 ส่วนประกาศ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ซิทก้า จำกัด (มหาชน) เรื่อง อัตราดอกเบี้ยหรือส่วนลดสำหรับเงินให้กู้ยืม ลงวันที่ 13 มีนาคม 2539 นั้นเทียบเคียงได้กับประกาศบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ สินเอเซีย จำกัด (มหาชน) ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วตามแนวคำวินิจฉัยข้างต้น ดังนั้นศาลรัฐธรรม นูญจึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก
โดยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้ยกคำร้อง


(นายเชาวน์ สายเชื้อ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายโกเมน ภัทรภิรมย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายประเสริฐ นาสกุล) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update