กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 44/2542
วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2542
เรื่อง ศาลแขวงนครสวรรค์ส่งความเห็นของคู่ความซึ่งโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

ศาลแขวงนครสวรรค์ส่งข้อโต้แย้งของนายสมเกียรติ คงทิม ผู้คัดค้านในคดีแพ่ง หมายเลขดำที่ 13/2542 ระหว่างนางบังอร สกลวิทยานนท์ ผู้ร้อง นายสมเกียรติ คงทิม ผู้คัดค้าน เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38
ข้อเท็จจริงตามเอกสารที่ศาลแขวงนครสวรรค์ส่งมาได้ความว่า นางบังอร สกลวิทยานนท์ ในฐานะส่วนตัวและฐานะประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2542 เพื่อขอให้ศาล มีคำสั่งให้นายสมเกียรติ คงทิม พ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค เนื่องจากนายสมเกียรติฯ ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสุขาภิบาลช่องแค เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2541 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม 2542 นายสมเกียรติ ฯ ได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาที่วัดพุช้างล้วง ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จึงเป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาล ตามพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) แต่นายสมเกียรติ ฯ ยังคงปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีอำนาจ ทำให้เกิดความเสียหาย นางบังอร ฯ จึงยื่นคำร้องต่อศาลแขวงนครสวรรค์ เพื่อให้มีคำสั่งให้นายสมเกียรติ ฯ พ้นจากตำแหน่ง ตาม มาตรา 10 วรรคสองของพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 บัญญัติไว้ ศาลแขวงนครสวรรค์รับคำร้องและนัดไต่สวนคำร้องในวันที่ 10 มีนาคม 2542 ในวันนัดไต่สวนนายสมเกียรติ ฯ ผู้คัดค้านได้ยื่นคำคัดค้านต่อศาลแขวงนครสวรรค์ ความว่า การที่ตนอุปสมบทก็เพื่อแก้บนในการที่ได้บนบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้บิดาซึ่งถูกคนร้ายลอบยิงบาดเจ็บสาหัส ได้รอดชีวิต เมื่อบิดารอดชีวิตจึงได้อุปสมบทเป็นระยะเวลาสั้น ๆ (7 วัน ) การอ้างว่าการอุปสมบทของผู้คัดค้านทำให้ต้องพ้นจาก ตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ตามพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการพ้นจากตำแหน่งตามบทบัญญัติดังกล่าวต้องเป็นการลาอุปสมบทเป็นเวลานานจนไม่ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทำให้กิจการของสุขาภิบาลเกิดความเสียหาย และหลังจากลาสิกขาแล้ว ผู้คัดค้านยังเข้าร่วมประชุมกับกรรมการสุขาภิบาลโดยผู้ร้องและกรรมการสุขาภิบาลไม่คัดค้าน ผู้คัดค้านเห็นว่า มาตรา 10 (4) ของพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38 จึงขอให้ศาลส่งความเห็นมาเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
 
    นางบังอร ฯ ได้ยื่นคำแถลงต่อศาลแขวงนครสวรรค์ว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38 เป็นการให้สิทธิเสรีภาพบุคคลในการนับถือศาสนา และปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนได้ การที่พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) บัญญัติลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการสุขาภิบาล คือ เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช มิได้ห้ามบุคคลนับถือศาสนาแต่อย่างใด ทั้งกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด หรือการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลก็บัญญัติว่า หากสมาชิกคนใดเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช ให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกดังกล่าว การอุปสมบทของนายสมเกียรติ ฯ เป็นการที่ทราบอยู่แล้วว่าทำให้ตนเองขาดคุณสมบัติ ทั้ง ผู้นับถือศาสนาพุทธก็สามารถเลือกเวลาที่เหมาะสมในการอุปสมบทหรือประกอบพิธีกรรมตาม ความเชื่อถือได้ ดังนั้น พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) จึงไม่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38 แต่อย่างใด ขอให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ศาลแขวงนครสวรรค์พิจารณาคำโต้แย้งของคู่ความแล้ว จึงดำเนินการส่งความเห็นมาเพื่อให้ศาล รัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีตาม มาตรา 264 ของรัฐธรรมนูญ จึงรับไว้พิจารณา และให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงความเห็นเป็นหนังสือได้
นางบังอร สกลวิทยานนท์ ประธานกรรมการสุขาภิบาลช่องแค ได้แสดงความเห็นเป็นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ยังคงบังคับใช้ได้อยู่ เพราะมีบทเฉพาะกาลกำหนดเงื่อนเวลาของการเปลี่ยนแปลงในส่วนที่บทบัญญัติไม่เป็น ไปตามรัฐธรรมนูญในบางประเด็น เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้กำหนดโครงสร้างการบริหารและการปกครองประเทศ ต้องการให้ศาสนากับการเมืองแยกออกจากกันโดยเด็ดขาด พระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการ ปกครองโดยส่วนใหญ่กำหนดไว้โดยเฉพาะว่า สมาชิกคนใดเป็นพระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช ต้องขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกทันที
ระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติ เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 และความใน มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ของพระราชบัญญัติ เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 ให้กรรมการสุขาภิบาลซึ่งได้รับเลือกตั้งและดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัติ เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลใช้บังคับ เป็นสมาชิกสภาเทศบาลของเทศบาล ตำบลที่เปลี่ยนแปลงฐานะจากสุขาภิบาลนั้นจนกว่าจะครบวาระที่เหลืออยู่เดิมของกรรมการสุขาภิบาลนั้น จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนี้ต่อไปหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ขณะที่ศาลแขวงนครสวรรค์ส่งข้อโต้แย้งของคู่ความในคดีเพื่อให้ศาลรัฐ ธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับเรื่องนี้ไว้ดำเนินการตามข้อกำหนดศาล รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 ข้อ 10 นั้น พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 ยังมีผลใช้บังคับอยู่ และพระราชบัญญัติ เปลี่ยนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล พ.ศ. 2542 มาตรา 9 บัญญัติให้ตำแหน่งกรรมการสุขาภิบาลยังมีผลสืบเนื่องให้กรรมการสุขาภิบาลเป็นสมาชิกสภาเทศบาลต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญจึงพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนี้ต่อไปได้ ดังนั้นเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในกรณีดังกล่าวตลอดจนความเห็นเพิ่มเติม ของผู้ร้องแล้วมีประเด็น ที่ต้องวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 38 หรือไม่
ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเพียงพอแก่การวินิจฉัยความเห็นตามประเด็น ดังกล่าวแล้ว และได้พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 บัญญัติว่า
"การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับ แก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย
บทบัญญัติวรรคหนึ่ง และวรรคสองให้นำมาใช้บังคับกับ กฎหรือข้อบังคับที่ออกโดย อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายด้วยโดยอนุโลม"
สำหรับพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) บัญญัติให้กรรมการสุขาภิบาลตามความใน มาตรา 7 (4) พ้นจากตำแหน่งเมื่อขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล ซึ่งตามพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 21 (8) บัญญัติลักษณะของบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือ บุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตาม มาตรา 18 (1) (2) (3) หรือ (5) บุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตาม มาตรา 18 (3) คือ เป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช บทบัญญัติในลักษณะนี้มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา 118 (5) บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสิ้นสุดลง เมื่อมีกรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 109(3) คือเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง โดยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตาม มาตรา 106 (2) คือเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวช ทั้ง รัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติในเรื่องการสิ้นสุด สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาไว้เป็นลักษณะเดียวกัน โดยบัญญัติอยู่ใน มาตรา 133 (5) ประกอบ มาตรา 126(4) มาตรา 109(3) และ มาตรา 106 (2) ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ สภาตำบลและองค์การ บริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 พระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เป็นต้น ดังนั้นลักษณะต้องห้ามซึ่งเป็นเหตุให้กรรมการสุขาภิบาลต้องพ้นจาก ตำแหน่งเพราะเป็นภิกษุ สามเณร นักพรตหรือนักบวชนี้ก็เป็นอย่างเดียวกันกับลักษณะต้องห้าม ที่เป็นเหตุให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพที่บัญญัติไว้ใน ตัวบทของรัฐธรรมนูญเอง สำหรับประเด็นในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 นั้น เห็นว่าบทบัญญัติ มาตรา 29 เป็นการวางหลักคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคล การจะจำกัดสิทธิและเสรีภาพได้เป็นเพียงข้อยกเว้น จึงเป็นการวางขอบเขตการใช้อำนาจรัฐยิ่งกว่าการให้อำนาจ จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล หากรัฐประสงค์จะจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติให้ต้องระบุบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย แต่เนื่องจาก รัฐธรรมนูญ มาตรา 335 (1) ได้บัญญัติยกเว้นมิให้นำบทบัญญัติของ มาตรา 29 วรรคสองและวรรคสามมาใช้บังคับกับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ โดยที่พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มีผลใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าพระราชบัญญัติดังกล่าวจะมีข้อความเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ก็ตาม แต่โดยนัยของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 335 (1) จึงไม่สามารถนำบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาเป็นข้ออ้างว่าพระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิ และเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ได้ ดังนั้น พระราชบัญญัติ สุขาภิบาล พ.ศ. 2495 มาตรา 10 (4) จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29
ส่วนรัฐธรรมนูญ มาตรา 38 บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือ ศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของพลเมืองและไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ในการใช้เสรีภาพดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองมิให้รัฐ กระทำการใด ๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนบัญญัติหรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกต่างจากบุคคลอื่น"
บทบัญญัติ มาตรา นี้รับรองเสรีภาพของบุคคลในการนับถือศาสนา


(นายเชาวน์ สายเชื้อ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายโกเมน ภัทรภิรมย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายประเสริฐ นาสกุล) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update