กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
หน้าที่ 1 2 3
คำวินิจฉัยที่ 49/2542
วันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2542
เรื่อง ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสมาชิกภาพของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครนายก

ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งคำร้องของนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายกและคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวม 55 คน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายกสิ้นสุดลงหรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องสรุปได้ว่า นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก ครั้งที่ 1 เมื่อ พ.ศ. 2538 ครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ. 2539 โดยระบุและยื่นหลักฐานในการสมัครรับเลือกตั้งว่า จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม เพราะนายชาญชัย ฯ มีบิดาเป็นคนต่างด้าว จึงจำเป็นต้องใช้วุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีในการสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 111 (1) ประกอบกับพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 19 และ มาตรา 26 บัญญัติไว้ ต่อมานายสุทิน ใจจิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก ได้ทำหนังสือคัดค้านคุณสมบัติของนายชาญชัย ฯ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก โดยระบุว่า การสำเร็จปริญญาตรีของนายชาญชัย ฯ น่าจะเป็นโมฆะ เพราะนายชาญชัย ฯ ได้นำเอาวุฒิการศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ชุดที่ 1554 เลขที่ สชก 012430 จากโรงเรียนเทคนิคมารดานุเคราะห์บริหารธุรกิจเป็นหลักฐานที่มีปัญหา นำมาเทียบโอนหน่วยกิตและเรียนต่อในมหาวิทยาลัยศรีปทุมจนสำเร็จปริญญาตรีซึ่งได้มีการร้องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาเอกชน องค์การค้าของคุรุสภา และกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจสอบวุฒิการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ดังกล่าว ของนายชาญชัย ฯ ปรากฏผลการ ตรวจสอบว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ ของโรงเรียนเทคนิคมารดานุเคราะห์บริหารธุรกิจ ซึ่งได้เลิกกิจการไปแล้วเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2537 และได้ส่ง หลักฐานเก็บไว้ที่สำนักงาน ฯ แล้ว ไม่ปรากฏชื่อนายชาญชัย ฯ ในหลักฐานของโรงเรียนเทคนิคมารดานุเคราะห์บริหารธุรกิจ ทั้งปีการศึกษา 2533 และปีการศึกษา 2534 แต่อย่างใด สำหรับองค์การค้าของคุรุสภาได้ตรวจสอบการจัดขายใบระเบียบแสดงผล การเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ เทคนิค (รบ. ปวท.) เลขที่ สชก 012430 ชุดที่ 1554 ซึ่งเป็นชุดเดียวกับใบ รบ. ปวท. ชุดที่ 1554 ที่องค์การค้าของคุรุสภาได้ขายให้กับโรงเรียนเกษมโปลีเทคนิค ไม่ใช่โรงเรียนเทคนิคมารดานุเคราะห์ บริหารธุรกิจและกระทรวงศึกษาธิการได้แจ้งผลการตรวจสอบต่อทบวงมหาวิทยาลัยว่า กระทรวงศึกษาธิการมีความเห็นว่า รบ. ปวท. ชุดที่ 1554 เลขที่ สชก 012430 ที่นายชาญชัย ฯ นำไปสมัครขอเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม น่าจะเป็นเอกสารปลอม การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายชาญชัย ฯ ทั้ง 2 ครั้ง ไม่น่าจะกระทำได้ และเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (3) ประกอบกับพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 26 แล้ว เห็นว่า นายชาญชัย ฯ มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนเพราะไม่จบปริญญาตรีเช่นกัน และจะนำข้อยกเว้นตาม มาตรา 107 (3) มาใช้บังคับก็ไม่น่าจะทำได้ เพราะการอ้างสิทธิการเคยเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจะทำไม่ได้เนื่องจากนายชาญชัย ฯ ได้นำวุฒิการศึกษาที่เป็นโมฆะมาเป็นหลักฐานในการสมัครรับเลือกตั้ง ผู้ร้องรวม 55 คน นำโดยนายสิทธิชัย กิตติธเนศวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 96 เข้าชื่อ เสนอคำร้องพร้อมเอกสารเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งคำร้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2542 ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของนายชาญชัย ฯ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายกสิ้นสุดลงหรือไม่
 
    ศาลรัฐธรรมนูญได้ตรวจคำร้องแล้วเห็นว่า เป็นการเสนอคำร้องถูกต้องตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 96 จึงมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้ดำเนินการต่อไปตาม ข้อ 10 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 และ ส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้นายชาญชัย ฯ ในฐานะผู้ถูกร้องเพื่อยื่นคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญตาม ข้อ 12 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 และอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง แจ้งให้ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาเอกชน ผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา และอธิการบดีมหาวิทยาลัย ศรีปทุม เพื่อยืนยันหรือชี้แจงเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาของนายชาญชัย ฯ ตามคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งมา
ผู้แทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และผู้แทนผู้อำนวยการองค์การค้าของคุรุสภา มีหนังสือยืนยันข้อเท็จจริงตามเอกสารที่ผู้ร้องยื่นตาม คำร้อง ส่วนผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม ชี้แจงยืนยันวุฒิการศึกษาที่นายชาญชัย ฯ นำมาเทียบโอนหน่วยกิตและเรียนต่อในมหาวิทยาลัยศรีปทุม
ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงลงวันที่ 24 สิงหาคม 2542 ปฏิเสธข้อกล่าวหาตามคำร้อง โดยอ้างข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง สรุปได้ว่า ในประเด็นข้อกฎหมายนั้นผู้ร้องไม่มีอำนาจยื่นคำร้อง ดังกล่าว เนื่องจากเป็นการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 96และ มาตรา 107 (3) ซึ่งบทเฉพาะกาล มาตรา 315 ได้บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดไว้ 3 กรณี คือ เมื่อครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อมีการยุบสภา หรือเมื่อสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถพิจารณาและให้ความเห็นชอบ ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ ให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ตาม มาตรา 323 แต่บทบัญญัติที่ผู้ร้องอ้างอิงในการยื่นคำร้องนี้ มิได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขทั้ง 3 ประการ ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และ/หรือศาลรัฐธรรมนูญ สำหรับในประเด็นข้อเท็จจริงนั้น ยืนยันว่า จบการศึกษาจากโรงเรียนเทคนิคมารดานุเคราะห์บริหารธุรกิจเมื่อ พ.ศ. 2535 และโรงเรียนได้ออก หลักฐาน รบ. ปวท. ชุดที่ 1554 เลขที่ สชก 012430 ให้ซึ่งผู้ถูกร้องนำไปศึกษาต่อที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จนสำเร็จการศึกษาได้รับปริญญาตรีเมื่อ พ.ศ. 2538 และนำหลักฐานการศึกษาดังกล่าวไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจนได้รับการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2539 และอ้างคำให้การของพยานบุคคลที่ให้การต่อพนักงานสอบสวนในคดีที่จ่าสิบเอก วีระพงษ์ เขมะเพ็ชร์ ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้อง โดยกล่าวหาว่าผู้ถูกร้อง สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิสมัครและใช้เอกสารปลอม ซึ่งคำให้การเป็นหนังสือของพยานบุคคลเหล่านั้นยืนยันว่า ผู้ถูกร้องเคยเรียนที่โรงเรียนเทคนิคมารดานุเคราะห์บริหารธุรกิจ เป็นคำให้การตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาล รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 ข้อ 18 นอกจากนี้ยังชี้แจงว่า ในปัจจุบันปริญญาบัตรของผู้ถูกร้องยังเป็นปริญญาบัตรที่ถูกต้อง ส่วนผลการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามคำร้องนั้น เป็นการตรวจสอบของกระทรวงศึกษาธิการและสำนักงานคณะกรรม การการศึกษาเอกชนในช่วงที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของรัฐมนตรีซึ่งเป็นสมาชิกพรรคชาติไทย พรรคเดียวกับผู้ร้อง อีกทั้งหากกระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบพบว่า รบ. ปวท. ของผู้ถูกร้องปลอม ก็ต้องดำเนินคดีไปแล้ว แต่จนถึงปัจจุบันไม่ปรากฏว่ากระทรวงศึกษาธิการได้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้องแต่อย่างใด อาศัยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายกคำร้องของผู้ร้อง
ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องและเอกสารเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญผ่านทางประธานสภา ผู้แทนราษฎร และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งคำร้องและเอกสารดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญตามหนังสือลงวันที่ 31 สิงหาคม 2542 โดยขอเพิ่มเติมทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในส่วนของข้อเท็จจริงสรุปว่า จากการตรวจสอบหลักฐานการศึกษาของผู้ถูกร้องตั้งแต่เริ่มศึกษา มีหลักฐาน ใบสุทธิโรงเรียนวัดวังกระโจม (ศรีประชานคร) จบชั้นประถมศึกษาปีที่เจ็ดเท่านั้นที่เป็นหลักฐานเอกสารที่ถูกต้อง สำหรับการตรวจสอบหลักฐานการจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นและชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายไม่พบชื่อผู้ถูกร้องว่า ได้เข้าศึกษาในทั้ง 2 ระดับ ซึ่งผู้ถูกร้องได้ระบุหลักฐานในเอกสารเพื่อเรียนต่อที่โรงเรียนเทคนิคมารดานุเคราะห์บริหารธุรกิจว่า จบมัธยมศึกษาตอนปลายจาก กศน. ประเภทบุคคลภายนอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร แต่จากการตรวจสอบจากกรมการศึกษานอก โรงเรียนจะใช้ชื่อสถานศึกษาว่า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกรุงเทพมหานคร ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่า ผู้ถูกร้องมีการศึกษาเพียงประถมศึกษาปีที่เจ็ด จากโรงเรียนวัดวังกระโจม (ศรีประชานคร) อำเภอเมือง จังหวัดนครนายกเท่านั้น นอกจากนี้ผู้ถูกร้องยังได้ถูกนายสุทิน ใจจิต ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก ยื่นคำร้องคัดค้านการสมัครรับเลือกตั้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก และยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครนายกเพื่อคัดค้านการเลือกตั้ง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 692/2539 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2539 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ในส่วนของข้อกฎหมาย อ้างว่า การสำเร็จการศึกษาของผู้ถูกร้อง ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) และปริญญาตรี ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งใน พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2539 ต้องพ้นจากการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 120 (4) ผู้ถูกร้องจึงไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 315 วรรคสอง และวรรคสี่ ทั้งนี้ผู้ร้องได้ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพิ่มเติมรวม 3 ประเด็นคือ
1. สมาชิกภาพของผู้ถูกร้องซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เกิดจาก การเลือกตั้งใน พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2539 ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 111 (1) และ มาตรา 120 (4) ประกอบกับพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 มาตรา 19 และ มาตรา 26 สิ้นสุดหรือไม่ พร้อมต้องรับผิดตาม มาตรา 86 ของกฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 หรือไม่ เนื่องจากขาดคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
2. สมาชิกภาพของผู้ถูกร้องซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 สิ้นสุดลงตาม มาตรา 118 (4) มาตรา 107 (3) และบทเฉพาะกาล มาตรา 315 วรรคสองและวรรคสี่ พร้อมทั้งต้องรับผิดตาม มาตรา 97 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือไม่
3. ผู้ถูกร้องจะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 107 (3) โดยอ้างการเคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญได้ส่งสำเนาคำร้องเพิ่มเติมให้ผู้ถูกร้อง และออกนั่งพิจารณาในวันที่ 14 กันยายน 2542 และ 24 กันยายน 2542 เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงจากคู่กรณี และให้ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน องค์การค้าของคุรุสภา มหาวิทยาลัยศรีปทุม กรมการศึกษานอกโรงเรียน และกรมวิชาการ ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้อง
ผู้ร้องยื่นคำแถลงสรุปความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อมูลเพิ่มเติมว่า ตามที่ ผู้ถูกร้อง ได้เบิกความต่อศาลรัฐธรรมนูญถึงลำดับการศึกษาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอน ต้นจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่สี่ จากโรงเรียนดรุณราชบุรี ต่อจากนั้นได้มาเรียนต่อโรงเรียนวัดวังกระโจม จนจบ ชั้นประถมศึกษาปีที่เจ็ด ใน พ.ศ. 2526 ได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง โรงเรียนนาครส่ำสงเคราะห์ (ปัจจุบัน คือโรงเรียนนครนายกวิทยาคม) ประมาณ 1 ปี เป็นการเบิกความเท็จต่อศาลเนื่องจากผู้ถูกร้องเกิดใน พ.ศ. 2496 จะมีอายุ 30 ปี ใน พ.ศ. 2526 ที่อ้างว่า เข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง ในระบบการศึกษาของโรงเรียนประจำจังหวัดไม่อาจรับนักเรียนที่มีอายุเกินเกณฑ์การศึกษาเข้าศึกษาได้ และจากการตรวจสอบของโรงเรียนนครนายกวิทยาคมแล้ว ไม่ปรากฏรายชื่อผู้ถูกร้องเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2526 และไม่มีหลักฐานจบจากโรงเรียนใน พ.ศ. 2526 ตามหนังสือด่วนมาก ที่ ศธ 0839.01/834 ลงวันที่ 20 กันยายน 2542 ส่วนผู้ถูกร้องเบิกความว่าใน พ.ศ. 2528 2529 2530 ได้เข้าศึกษาโรงเรียนผู้ใหญ่วิจิตรการนิมิตร โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่ระบุชั้นเรียน และจะสำเร็จการศึกษาหรือไม่ ก็ไม่มีเอกสารหลักฐานใด ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงวุฒิการศึกษาที่ได้เคยเรียนและจบการศึกษามายืนยันต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ทำให้พิจารณาได้ว่า ผู้ถูกร้องมีเจตนาทุจริตวุฒิการศึกษาของตนเองทั้ง 3 ระดับ จึงทำให้วุฒิปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศรีปทุมเป็นโมฆะ นำมาใช้เป็นหลักฐานในการสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ได้ตั้งแต่แรก ผู้ถูกร้องจึงไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 และไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใช้ เพราะได้กระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่แรกแล้ว จึงไม่ได้รับการ ยกเว้นตามบทเฉพาะกาล มาตรา 315 วรรคสองและวรรคสี่
ผู้ถูกร้องยื่นคำร้อง 2 ฉบับ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือเรียกพยานบุคคลรวม 8 คน และขอให้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้น รวม 2 ประเด็น คือ อำนาจของผู้ร้องในการยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 96 และ มาตรา 107 (3) และการยื่นคำร้องของผู้ร้องเป็นการฟ้องซ้อน เนื่องจากเป็นการยื่นคำร้องกล่าวหาผู้ถูกร้อง
ในมูลความคดีเดียวกันกับคดีหมายเลขดำที่ 692/2539 ของศาลจังหวัดนครนายก ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องที่ขอให้ศาลมีหนังสือเรียกพยานบุคคลแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องได้อ้างเอกสารของพยานบุคคลลำดับที่ 1 และคำให้การของพยานบุคคลลำดับที่ 2 ถึง 7 เป็นคำให้การแนบมาพร้อมคำชี้แจงของผู้ถูกร้อง เป็นคำให้การเป็น หนังสือตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 ข้อ 18 แล้ว และไม่มีความจำเป็นต้องให้พยานดังกล่าวมาศาลเพื่อเบิกความอีก ส่วนพยานบุคคลลำดับที่ 8 หากผู้ถูกร้องนำมาศาลในวันนัดพิจารณาที่ 24 กันยายน 2542 ศาลจะได้พิจารณา สำหรับคำร้องที่ผู้ถูกร้องขอให้ศาลวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องได้ยื่นความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง สรุปว่า ผู้ถูกร้องสมัครรับเลือกตั้งและได้รับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2539 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติดังเช่น มาตรา 107 (3) ดังนั้น ในบทเฉพาะกาลจึงบัญญัติมิให้นำ มาตรา 107 (3) มาใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ดำรงสถานภาพอยู่ในปัจจุบัน ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องโดยอ้าง มาตรา 96 และ มาตรา 118 (4) และ มาตรา 107 (3) จึงเป็นการไม่ชอบ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว มีประเด็นต้องพิจารณาเบื้องต้นว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องนี้หรือไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 96วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อย กว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแห่งสภานั้นสิ้นสุดลงตาม มาตรา 118 (3) (4) (5) (6) (7) (8) (9) (11) หรือ (12) หรือ มาตรา 133 (3) (4) (5) (6) (7) (9) หรือ (10) แล้วแต่กรณี และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดลงหรือไม่"
กรณีตามคำร้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรวม 55 คน คิดเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าชื่อร้องต่อประธานสภา ผู้แทนราษฎรว่าสมาชิกภาพของผู้ถูกร้องซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายกสิ้นสุดลง ตาม มาตรา 118 (4) และประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งคำร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงหรือไม่ กรณีต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 96 ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องดังกล่าวมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยได้
สำหรับประเด็นที่ผู้ถูกร้องอ้างบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 315 นั้น พิจารณาแล้ว มาตรา 315 วรรคสอง บัญญัติว่า "ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ใน วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้อยู่ต่อไปจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภา หรือเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตาม มาตรา 323 แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่างลงไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ให้สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่" และวรรคสี่ บัญญัติว่า "มิให้นำบทบัญญัติ มาตรา 107 (3) มาตรา 118 (7) มาตรา 121 มาตรา 125 (2) และ (3) มาตรา 126 (2) และ (3) มาตรา 127 มาตรา 130 และ มาตรา 134 มาใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวรรคสอง และสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคสาม" บทบัญญัติ มาตรา 315 วรรคสอง รับรองสถานะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมครั้งสุดท้ายโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 ให้คงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ซึ่งคุณสมบัติและการสิ้นสุดสมาชิกภาพบางประการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม รัฐธรรมนูญนี้ได้บัญญัติไว้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 315 วรรคสี่ จึงต้องบัญญัติยกเว้นมิให้นำบท บัญญัติที่เกี่ยวกับคุณสมบัติและการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บาง มาตรา มาใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าว เพราะที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้น มิได้มีที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทั้งนี้ มาตรา 315 วรรคสอง ที่บัญญัติให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าว อยู่ต่อไปจนครบอายุของสภาผู้แทนราษฎร หรือเมื่อมีการยุบสภา หรือเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลงตาม มาตรา 323 แล้วแต่กรณีนั้น หมายความว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นจะสิ้นสุดสมาชิกภาพไปพร้อมกัน ทั้งหมดเมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในสามเหตุการณ์ข้างต้นนั้นเกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเฉพาะตัว ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาใช้บังคับกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นไม่ได้ การที่ มาตรา 315 วรรคสี่ ได้บัญญัติยกเว้นคุณสมบัติและการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตาม มาตรา 315 วรรคสอง ไว้เฉพาะคุณสมบัติตาม มาตรา 107 (3) ที่บัญญัติให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เว้นแต่เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และการสิ้นสุดสมาชิกภาพตาม มาตรา 118 (7) ที่บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสิ้นสุดลงเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ทั้งนี้ เนื่องจากคุณสมบัติและเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพทั้งสองประการนี้ ไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 315 วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จึงบัญญัติยกเว้นไว้เฉพาะคุณสมบัติและเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรไว้บางประการ ไม่ได้บัญญัติยกเว้นบทบัญญัติ มาตรา อื่นตามที่ปรากฏในหมวด 6 รัฐสภา ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร ไว้อีกแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งคำร้องดังกล่าวมายังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องนี้ได้
แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีอำนาจวินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในกรณีขา คุณสมบัติในเรื่องวุฒิการศึกษา โดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 96ประกอบ มาตรา 118 (4) และ มาตรา 107 (3) แต่การที่บทเฉพาะกาล มาตรา 315 วรรคสองและวรรคสี่ มิให้นำคุณสมบัติเกี่ยวกับวุฒิทางการศึกษาที่ต้อง สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ตาม มาตรา 107 (3) มาใช้บังคับกับสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 ที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 รับรองสถานะให้คงเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจนำวุฒิการศึกษาตาม มาตรา 107 (3) ไปใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้ แทนราษฎรที่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่าได้ แต่กรณีตามคำร้อง ผู้ถูกร้องได้ใช้วุฒิการศึกษาปริญญาตรีตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 และพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 บัญญัติไว้ในการสมัครรับเลือกตั้งและได้รับการเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งได้รับการ รับรองสถานะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เมื่อมีการร้องขอให้วินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ ผู้ถูกร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 96 ซึ่งเป็นอำนาจวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจนำคุณสมบัติเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 111 (1) ประกอบกับพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2535 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรที่มีบิดาเป็นคนต่างด้าวต้องสำเร็จการศึกษาระดับมัธยม ศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ฯ หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ฯ มาใช้เป็น หลักเกณฑ์ในการพิจารณาการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดคนหนึ่งตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 96 ประกอบ มาตรา 315 วรรคสอง ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยการสิ้นสุดสมาชิกภาพของผู้ถูกร้องได้


(นายเชาวน์ สายเชื้อ) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ (นายโกเมน ภัทรภิรมย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายประเสริฐ นาสกุล) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update