กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 21/2543
วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2543
เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. มีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


ประธานวุฒิสภาเสนอคำร้องลงวันที่ 13 ตุลาคม 2542 ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 65 คน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า
คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ต่อสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณา เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2542 และลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไข เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 แล้ว เสนอวุฒิสภาพิจารณา วุฒิสภาลงมติเห็นชอบด้วยกับหลักการ และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นพิจารณาเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 และลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวโดยแก้ไข เพิ่มเติมบาง มาตรา เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไข เพิ่มเติมของวุฒิสภา จึงต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จสิ้นและเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ปรากฏว่า วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นชอบด้วย จึงเป็นผลให้ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกยับยั้งไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 (3) แต่เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรจึงยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นพิจารณาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 และลงมติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 ยืนยันร่างเดิมที่เคยผ่าน ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 วรรคสอง ให้ถือว่า ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา
 
    ต่อมาสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว ได้ร่วมกันเสนอความเห็นต่อประธานวุฒิสภาเพื่อ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ซึ่งรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนี้
1. ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มาตรา 6 บัญญัติว่า "สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม งานส่งเสริมงานตุลาการ และงานวิชาการ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม รวมทั้งเสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ" แต่ มาตรา 6 ของร่างเดิมที่คณะรัฐมนตรีเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรบัญญัติว่า "สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม งานส่งเสริมงานตุลาการ งานวิชาการ งานคุมประพฤติ งานบังคับคดี งานพินิจและคุ้มครองเยาวชนและครอบครัว และ งานอื่นใด ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม รวมทั้งเสริมสร้างให้ การพิจารณาพิพากษาคดีและการบังคับคดีเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ" อีกทั้ง มาตรา 7 ของร่างเดิมก็บัญญัติด้วยว่า "สำนักงานศาลยุติธรรมมีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้… (2) สำนักคุมประพฤติ (3) สำนักบังคับคดี (4) สำนักพินิจและคุ้มครองเยาวชนและครอบครัว…" ฉะนั้น แม้ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว โดยเฉพาะใน มาตรา 6 จะบัญญัติว่า "สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับ งานธุรการของศาลยุติธรรม…" ก็ตาม แต่ในเมื่อไม่รวมงานคุมประพฤติ งานบังคับคดี งานพินิจและ คุ้มครองเยาวชนและครอบครัว ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมคุมประพฤติ กรมบังคับคดี และ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนด้วย มาตรา 6 แห่งร่างพระราชบัญญัตินี้จึงไม่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 บัญญัติ
2. งานบังคับคดี งานคุมประพฤติ และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นงานธุรการของศาลยุติธรรม มีกฎหมายรองรับและประวัติความเป็นมาว่า
2.1 กรมบังคับคดี เดิมการบังคับคดีแพ่งเป็นภาระหน้าที่ของศาลที่ต้องตั้ง จ่าศาลเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อภารกิจหน้าที่ของจ่าศาลเกี่ยวกับงานธุรการมีมากขึ้น จึงมีการจัดตั้งกรมบังคับคดีขึ้นรองรับงานธุรการของศาลเกี่ยวกับการบังคับคดีแพ่งเป็นการเฉพาะ กรมบังคับคดีจึงเป็นหน่วยธุรการของศาลยุติธรรม ดังจะเห็นได้จากพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมบังคับคดี พ.ศ. 2541 ซึ่งกำหนดให้การส่งคำคู่ความและเอกสารของศาลเป็นหน้าที่ของกรมบังคับคดี และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า การส่งคำคู่ความตาม มาตรา 70 ถึง มาตรา 74 มาตรา 77 และ มาตรา 78 และการบังคับคดีในบทบัญญัติ ภาค 4 เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งต้องบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลในฐานะ เป็นเจ้าพนักงานของศาลและเป็นงานของเจ้าพนักงานของศาล
2.2 กรมคุมประพฤติ เป็นหน่วยธุรการของศาลยุติธรรม ดังจะเห็นจากพนักงาน คุมประพฤติมีอำนาจหน้าที่ต้องสืบเสาะ พินิจ สอดส่อง ทำรายงาน และดำเนินการอื่นตามคำสั่งศาล เกี่ยวกับจำเลยเพื่อเสนอต่อศาล ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2522 มาตรา 6 เป็นต้น
2.3 สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. มาตรา 36 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไปเป็นของสำนักงานศาลยุติธรรม และให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม และของเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวง ยุติธรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม เว้นแต่ที่เกี่ยวกับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไปเป็นของประธานศาลฎีกา เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และของเจ้าหน้าที่สำนักงานศาล ยุติธรรม แล้วแต่กรณี" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้ ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ไปเป็นของสำนักงานศาลยุติธรรม เว้นแต่ที่เป็นของ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน" มิได้กำหนดให้หน่วยงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม ทั้งที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นหน่วยงาน ธุรการของศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 20 และ มาตรา 22 และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 10 และ มาตรา 13 นอกจากนั้น ยังปรากฏในบทบัญญัติ อีกหลาย มาตรา ของพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ซึ่งบ่งชี้อย่างชัดแจ้งว่า หน่วยงานสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นหน่วยธุรการของศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งเป็นศาลยุติธรรม เช่น การที่สถานพินิจและ คุ้มครองเด็กและเยาวชนมีหน้าที่สืบเสาะและพินิจเรื่องเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชน รวมทั้งบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลซึ่งเด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยเพื่อรายงานต่อศาล หน้าที่สอดส่องและควบคุมเด็กและเยาวชน หน้าที่ประมวลและรายงานข้อเท็จจริง รวมทั้งเสนอความเห็นต่อศาล ตลอดจน การดำเนินการอื่น ๆ ตามคำสั่งศาล ดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 34 มาตรา 38 มาตรา 41 ถึง มาตรา 47 มาตรา 50 มาตรา 55 มาตรา 65 มาตรา 79 มาตรา 80 มาตรา 117 และ มาตรา 118 เป็นต้น ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. มาตรา 36 จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275
3. รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อ ประธานศาลฎีกา" ซึ่งแสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา นี้ว่า ประสงค์จะให้ศาลยุติธรรมแยกออกจากกระทรวงยุติธรรม ซึ่งแต่เดิมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมทั้งหลายตามพระธรรมนูญนี้ ให้สังกัดอยู่ในกระทรวงยุติธรรม" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบในงานธุรการของศาลทั้งหลายที่อยู่ในสังกัดให้ดำเนินไปโดยเรียบร้อย…" และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการในส่วนงานธุรการ ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 20 ซึ่งกระทรวงยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศาลยุติธรรม ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2534 มาตรา 21 เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง มีบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จึงแสดงให้เห็นว่า เป็นการกำหนดหลักการขึ้นใหม่ โดยไม่ประสงค์ให้ งานธุรการของศาลยุติธรรมอยู่ในบังคับบัญชาและความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรมซึ่งเป็นฝ่ายบริหารอีกต่อไป หากแต่ประสงค์ให้ขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นฝ่าย ตุลาการ ด้วยเหตุนี้ งานคุมประพฤติ งานบังคับคดี และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนที่ เป็นงานธุรการของศาลยุติธรรมแต่เดิม จึงต้องเป็นอิสระจากฝ่ายบริหาร และขึ้นตรงต่อฝ่ายตุลาการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้
ประธานวุฒิสภาจึงส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 (1)
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ตามที่ประธานวุฒิสภา ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า "ร่างพระราชบัญญัติหรือ ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำ ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตาม มาตรา 93 หรือร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันตาม มาตรา 94 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง
(1) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภา รวมกันมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าวส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า"
พิจารณาแล้ว เห็นว่า ขณะที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยนั้น สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 382 คน และวุฒิสภา มีสมาชิกวุฒิสภา 250 คน รวม 632 คน ดังนั้น สมาชิกวุฒิสภา 65 คน จึงเป็นจำนวนไม่น้อย กว่าหนึ่งในสิบของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ซึ่งเมื่อสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวเสนอความเห็นต่อประธานวุฒิสภา และประธานวุฒิสภาส่งความเห็นนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. มีข้อความส่วนที่เป็นสาระสำคัญ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีอำนาจรับคำร้องนี้ไว้วินิจฉัยได้
ศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัย
กระทรวงยุติธรรม เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. แม้จะมิได้บัญญัติให้กรมบังคับคดี กรมคุมประพฤติ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและ เยาวชน เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม อันเป็น "หน่วยธุรการ" ของศาลยุติธรรม ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ดังกล่าว ก็ยังไม่อาจถือได้ว่า ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง เพราะ
กรมบังคับคดี เห็นว่า คำว่า "หน่วยธุรการ" ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง น่าจะมีความหมายทั่วไป คือ หน่วยงานซึ่งทำหน้าที่สนับสนุนให้งานหลักสามารถปฏิบัติภารกิจบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร เมื่อภารกิจหลักของศาลยุติธรรม คือ "การพิจารณา พิพากษาคดี" ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 271 บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี ทั้งปวง…" อีกทั้งกรมบังคับคดีเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับภารกิจในการอำนวยความยุติธรรม ให้กับประชาชนหลังจากศาลยุติธรรมพิพากษาคดีในทางแพ่งแล้ว และมิใช่เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้แก่การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรม ฉะนั้น กรมบังคับคดีจึงมิใช่องค์กรที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของศาลยุติธรรม
กรมคุมประพฤติ เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 271 บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง และ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการของ ศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้ว จะเห็นได้ว่า ศาลยุติธรรมมีอำนาจเฉพาะเรื่องการพิจารณาพิพากษาคดี แต่สำนักงานศาลยุติธรรมทำหน้าที่ด้านธุรการของศาลยุติธรรม จึงน่าจะทำหน้าที่เฉพาะงานธุรการที่เกี่ยวกับคดี สำนวนคดี และงานสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล เช่น งานรับฟ้อง งานออกหมาย งานเก็บสำนวน งานหน้าบัลลังก์ งานสารบบ หรือคำพิพากษาและงานสารบรรณที่เกี่ยวกับสำนวนคดี ฯลฯ แต่ไม่หมายความรวมถึงงานบังคับคดีแพ่งตามคำพิพากษาของศาลอันเป็นงานของกรมบังคับคดี งานคุมประพฤติของกรมคุมประพฤติ ที่เป็นกระบวนการหลังจากศาลมีคำพิพากษา และเป็นกระบวนการปฏิบัติงานในทางบริหารที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรม
สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เห็นว่า สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและ เยาวชน เป็นองค์กรที่รับผิดชอบงานบางส่วนในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนซึ่งมีลักษณะเป็นงานบริหาร มิใช่งานธุรการศาลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพิจารณาพิพากษาคดี และแม้พระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. 2521 มาตรา 5 บัญญัติว่า ข้าราชการฝ่าย ตุลาการ ได้แก่ ข้าราชการตุลาการ ดะโต๊ะยุติธรรม และข้าราชการธุรการ แต่บทบัญญัติดังกล่าว ก็หาใช่บทบัญญัติที่กำหนดว่า สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมคุมประพฤติ และ กรมบังคับคดีเป็นหน่วยงานที่สังกัดศาลยุติธรรมแต่อย่างใด
ส่วนศาลยุติธรรม เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. มาตรา 6 และ มาตรา 36 ไม่มีบทบัญญัติให้โอนบรรดากิจการและอำนาจหน้าที่ของ กรมบังคับคดี กรมคุมประพฤติ และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนไปเป็นของสำนักงาน ศาลยุติธรรม ซึ่งเป็น "หน่วยธุรการ" ของศาลยุติธรรม ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการ ศาลยุติธรรม พ.ศ. …. มาตรา ดังกล่าว จึงขาดข้อความอันเป็นสาระสำคัญ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง เพราะการใช้อำนาจตุลาการของศาลยุติธรรมจะประกอบด้วยงาน 2 ประเภท คือ งานตุลาการและงานธุรการของศาลยุติธรรม
งานตุลาการ ได้แก่ งานพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
งานธุรการของศาลยุติธรรม มีอยู่ด้วยกัน 2 ลักษณะ คือ
1. งานธุรการทั่วไปเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดี ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล ทั้งก่อนและหลังจากศาลมีคำพิพากษา เช่น งานรับฟ้อง งานส่ง คำคู่ความและเอกสาร งานหน้าบัลลังก์ งานเก็บสำนวนความ งานพิมพ์หมาย งานสืบเสาะ และพินิจ งานสอดส่อง งานคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เป็นต้น
2. งานธุรการเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา สำหรับคดีแพ่ง เป็นงานต่อเนื่องหลังจากศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเด็ดขาดแล้ว ทั้งนี้ ศาลจำเป็นต้องเข้าควบคุมดูแลเพื่อให้คำพิพากษา มีผลบังคับแท้จริง เช่น งานยึดทรัพย์ หรืองานขายทอดตลาด เพื่อให้เอกชนผู้ชนะคดีได้รับผลสำเร็จตามคำพิพากษา ศาลจึงต้องมีอำนาจส่วนนี้ สำหรับคดีอาญานั้น เป็นกรณีที่บุคคลกระทำละเมิด กฎหมายอาญาแผ่นดินซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ฉะนั้น งานบังคับคดีอาญาจึงตกอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นไปตามหลักการบริหาร แนวนโยบายเกี่ยวกับพลเมืองที่อยู่ในปกครองของตน ฝ่ายบริหารจึงมีความชอบธรรมในการบังคับโทษ เอาแก่จำเลยผู้กระทำผิดและถูกศาลพิพากษาลงโทษ อีกทั้งสามารถพิจารณาลดโทษ พักการลงโทษ หรือดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษได้ อนึ่ง การที่ว่างานธุรการเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษา เป็นงานธุรการของศาลนั้น หลักการเช่นนี้ได้รับการยืนยันไว้ในพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 77 (3) ที่บัญญัติให้สำนักงานศาลปกครอง ซึ่งเป็น "หน่วยธุรการ" ของศาลปกครองมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีด้วย
นอกจากนี้ ลักษณะงานบังคับคดี เป็นงานของศาลและตัวบุคคลที่ปฏิบัติหน้าที่เป็น เจ้าหน้าที่ของศาลมาแต่แรกเริ่มตั้งศาลจนถึงปัจจุบัน ข้าราชการของกรมบังคับคดีทุกระดับมีอำนาจ บังคับคดีเมื่อศาลแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้น หากให้ เจ้าพนักงานทั้งสองตำแหน่งนี้ซึ่งรับราชการอยู่ในกรมบังคับคดีไม่ต้องสังกัดหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมซึ่งเป็นองค์กรอิสระ อาจถูกแทรกแซงในการแต่งตั้งได้ และส่งผลให้คำพิพากษาของ ศาลไม่สามารถบังคับได้อย่างจริงจัง ส่วนงานคุมประพฤติเป็นงานที่ต้องสัมพันธ์กับศาลโดยตรง การที่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ศาลจะพิจารณาโดยอาศัยรายงานของพนักงาน คุมประพฤติด้วย ความน่าเชื่อถือของพนักงานคุมประพฤติจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ศาลจะต้องเข้าไป กลั่นกรองตรวจสอบ และการที่พนักงานคุมประพฤติเป็นบุคคลที่ศาลแต่งตั้ง จะได้รับความร่วมมือ และความเชื่อถือของประชาชน และในส่วนของงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนนั้น เนื่องจาก ศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลที่มีลักษณะพิเศษ ไม่พิจารณาเรื่องการลงโทษเป็นสำคัญ เพราะเห็นว่าเด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของชาติในอนาคต คำพิพากษาหรือคำสั่งของ ศาลที่ตัดสินเด็กหรือเยาวชนคนหนึ่ง ศาลสามารถพิจารณาแก้ไขได้ตลอดเวลาโดยอาศัยรายงานของ พนักงานคุมประพฤติ
ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญให้ความสำคัญแก่สิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยวางพื้นฐาน ของการจัดระบบการบริหารราชการแผ่นดิน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการให้เอื้อประโยชน์ต่อการปกครองประเทศ รวมทั้งกำหนดให้มีการปรับปรุงระบบการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจขององค์กรต่าง ๆ โดยจัดตั้งองค์กรใหม่ขึ้นหลายองค์กร ตลอดจน ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรที่สำคัญใหม่เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดุลและคานการใช้อำนาจของฝ่ายอื่น ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เพื่อเป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของประชาชนมิให้ถูกล่วงละเมิด จากการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือเกินขอบเขต การที่องค์กรใดจะปฏิบัติหน้าที่ในการดุลและคานกับ อำนาจของฝ่ายอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นที่องค์กรนั้นต้องมีความเป็นอิสระและมีระบบงาน ที่เป็นเอกภาพ รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง จึงบัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการของ ศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ
เพื่อประโยชน์ในการพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญให้เลขาธิการคณะกรรมการ ข้าราชการพลเรือนเสนอหลักการเกี่ยวกับการจัดองค์กรของรัฐ สรุปความได้ว่า การจัดองค์กรนั้น ถือหลักการจัดภารกิจขององค์กรที่จะนำไปสู่การทำงานที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล มากที่สุด ในทางวิชาการจะพิจารณาหลักการ 6 ประการ คือ หลักประสิทธิภาพและประสิทธิผล หลักเอกภาพในการตัดสินใจ หลักการถ่วงดุลอำนาจ หลักความเชี่ยวชาญ หลักประเพณีหรือค่านิยม และหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน หลักการทั้งหมดนี้จะมีความต่อเนื่องและสนับสนุนกัน อย่างไรก็ตามผลสุดท้ายของการจัดองค์กรจะอยู่ที่กระบวนการตัดสินใจของผู้มีอำนาจว่า จะจัดองค์กรนั้นอย่างไร สำหรับการจัดองค์กรของสำนักงานศาลยุติธรรมที่จะให้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานบังคับคดี งานคุมประพฤติ และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนด้วยหรือไม่นั้น เห็นว่า งานทั้งสาม ส่วนนี้จะอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานศาลยุติธรรมหรือของกระทรวงยุติธรรมย่อมขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจขององค์กรผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่ว่าจะตัดสินใจให้เป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานใด ก็สามารถที่จะสร้างจุดเชื่อมไว้ในอีกหน่วยงานหนึ่งได้
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว กำหนดประเด็นวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ เกี่ยวกับงานบังคับคดี งานคุมประพฤติ และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นร่างพระราชบัญญัติที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการ ของศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระ โดยมีเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานศาลฎีกา" และวรรคสาม บัญญัติว่า "สำนักงานศาลยุติธรรมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ"
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม บัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีหน่วยธุรการที่เป็นอิสระ คือ สำนักงานศาลยุติธรรม และโดยที่ศาลยุติธรรมเป็นฝ่าย ตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรมซึ่งเป็นหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมจึงต้องมีความเป็นอิสระจาก ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ความเป็นอิสระเช่นว่านี้หมายความว่า ความเป็นอิสระของสำนักงาน ศาลยุติธรรมในลักษณะขององค์กรที่เป็นหน่วยธุรการ แต่ไม่มีข้อความในรัฐธรรมนูญบัญญัติ ความหมายของคำว่า "หน่วยธุรการของศาลยุติธรรม" ไว้ นอกจาก มาตรา 275 วรรคสาม เพียงแห่งเดียว ที่บัญญัติให้สำนักงานศาลยุติธรรมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น การจัดองค์กรสำนักงานศาลยุติธรรม นั้น ต้องเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคสาม บัญญัติไว้ คือ ต้องจัดองค์กรสำนักงาน ศาลยุติธรรมให้มีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ตามที่กฎหมายบัญญัติ ซึ่งหมายความว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคสาม บัญญัติให้ การจัดองค์กรสำนักงานศาลยุติธรรมเป็นดุลพินิจขององค์กรผู้มีอำนาจตรากฎหมายกำหนด แต่ต้องมีความเป็นอิสระในการบริหารงานบุคคลและการงบประมาณประกอบด้วย เมื่อรัฐสภาในฐานะที่เป็นองค์กรผู้มีอำนาจในการตรากฎหมายให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. มาตรา 6 ซึ่งบัญญัติว่า "สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่ ที่เกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม งานส่งเสริมงานตุลาการ และงานวิชาการ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้แก่ศาลยุติธรรม รวมทั้งเสริมสร้างให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไป โดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ" ประกอบกับ มาตรา 36 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ยกเว้นในส่วนที่ เกี่ยวกับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไปเป็นของสำนักงานศาลยุติธรรม และให้โอน บรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม และของเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม เว้นแต่ที่ เกี่ยวกับสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ไปเป็นของประธานศาลฎีกา เลขาธิการสำนักงาน ศาลยุติธรรม และของเจ้าหน้าที่สำนักงานศาลยุติธรรม แล้วแต่กรณี" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้ของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ไปเป็นของสำนักงานศาลยุติธรรม เว้นแต่ที่เป็นของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน" คือ ให้สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่เฉพาะที่เกี่ยวกับงานธุรการของศาลยุติธรรม งานส่งเสริม งานตุลาการ และงานวิชาการเท่านั้น แต่ไม่บัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่รวมถึงงานบังคับคดี งานคุมประพฤติ และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนด้วย กรณีจึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 275 วรรคสาม แล้ว ดังนั้น เมื่อร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ไม่มีบทบัญญัติให้สำนักงานศาลยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่รวมถึงงานบังคับคดี งานคุมประพฤติ และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนด้วย ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 275
ส่วนพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 77 (3) ที่บัญญัติให้สำนักงานศาลปกครองซึ่งเป็นหน่วยธุรการของศาลปกครองมีอำนาจ หน้าที่เกี่ยวกับงานบังคับคดีด้วย เป็นกรณีที่รัฐสภาซึ่งเป็นองค์กรผู้มีอำนาจตรากฎหมายใช้ดุลพินิจ เลือกกำหนดอำนาจหน้าที่โดยคำนึงถึงแนวทางที่เหมาะสมสำหรับสำนักงานศาลปกครองตามที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 280 วรรคสาม ให้อำนาจไว้ โดยบัญญัติว่า "สำนักงานศาลปกครอง มีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดำเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ" แต่ไม่ได้หมายความว่า รัฐสภาต้องใช้ดุลพินิจตรากฎหมายกำหนดอำนาจหน้าที่ของหน่วย ธุรการของศาลยุติธรรมในลักษณะเช่นเดียวกันกับหน่วยธุรการของศาลปกครอง
ดังนั้น เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ซึ่ง มาตรา 6 ประกอบกับ มาตรา 36 บัญญัติให้สำนักงานศาลยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่เฉพาะงานธุรการของศาลยุติธรรม งานส่งเสริมงานตุลาการ และงานวิชาการ แต่ ไม่รวมถึงงานบังคับคดี งานคุมประพฤติ และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนด้วย จึงเป็น การที่รัฐสภาตรากฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 275 ให้อำนาจ และร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ไม่มีผลทำให้ความเป็นอิสระของสำนักงาน ศาลยุติธรรมซึ่งเป็นหน่วยธุรการของศาลยุติธรรมต้องเสียไปแต่ประการใด
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. …. ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้สำนักงานศาลยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับงานบังคับคดี งานคุมประพฤติ และงานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เป็นร่างพระราชบัญญัติที่ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 275


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update