กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 23/2543
วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2543
เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณี นายจิรายุ จรัสเสถียร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ


ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอคำร้องลงวันที่ 7 มีนาคม 2543 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และตาม พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 34 กรณีนายจิรายุ จรัสเสถียร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสาร ประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ว่า นายจิรายุ จรัสเสถียร ผู้ถูกร้อง ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายธีระวัฒน์ ศิริวันสาณฑ์) ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 ตามคำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1086/2540 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2540 จึงเป็นข้าราชการการเมือง ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 (10) และยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 เวลา 16.18 นาฬิกา โดยแสดงทรัพย์สินว่า ตนเองมีเงินสด 5,000,000 บาท เงินฝากธนาคาร 2 บัญชี จำนวน 34,862,213.64 บาท ที่ดิน 3 แปลง ราคา 5,800,000 บาท โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง เป็นบ้านอาศัย 1 หลัง ราคารวมที่ดิน 3,000,000 บาท และห้องชุด 1 ห้อง ยานพาหนะ 2 คัน ราคา 3,000,000 บาท และทรัพย์สินอื่นเป็นนาฬิกา 2 เรือน ราคา 1,500,000 บาท รวมมูลค่าทรัพย์สิน 53,162,213.64 บาท และมีหนี้สินเป็นหนี้เงินกู้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ จำนวน 3,000,000 บาท
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและ หนี้สินดังกล่าว ผลการตรวจสอบปรากฏว่า พบรายการทรัพย์สินแตกต่างจากที่ผู้ถูกร้องแสดง คือ เงินฝากธนาคาร ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบพบว่า ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2540 ผู้ถูกร้องมีเงินฝาก ในธนาคารต่าง ๆ รวม 13 บัญชี เป็นเงิน 4,764,318.65 บาท แต่ผู้ถูกร้องแสดงต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า มีทรัพย์สินประเภทเงินฝากธนาคาร 2 บัญชี เป็นเงิน 34,862,213.64 บาท โดยได้นำสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 034-1-52627-4 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ ซึ่งมียอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำ นวน 2,028,353.64 บาท และสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชี ออมทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน ซึ่งมียอดเงินคงเหลือ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำนวน 32,833,860 บาท แนบเป็น หลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สิน (เงินฝาก) ดังกล่าว คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงกำหนดประเด็นพิจารณา ดังนี้
 
    1. ผู้ถูกร้อง ได้แสดงรายการทรัพย์สินตามที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชี หรือไม่
2. ผู้ถูกร้อง จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่
ประเด็นที่ 1 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาพยานหลักฐานข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน ฯ ต่อคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2540 ว่า มีเงินฝากธนาคาร 2 บัญชี เป็นเงิน 34,862,213.64 บาท แต่ผลการตรวจสอบปรากฏว่า ในวันที่ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สิน ฯ ผู้ถูกร้องมีเงินฝากธนาคารต่าง ๆ 13 บัญชี เป็นเงิน 4,764,318.65 บาท ผู้ถูกร้องจึงมิได้แสดงรายการทรัพย์สิน ตามที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน ฯ
ประเด็นที่ 2 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแยกพิจารณาเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่พบบัญชีเงินฝากเพิ่มเติมจากที่ผู้ถูกร้องแสดงอีก 11 บัญชี และกรณีจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน ที่ผู้ถูกร้องแสดง ไม่ถูกต้องตรงกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติตรวจสอบพบ
กรณีที่ 1 กรณีที่พบบัญชีเงินฝากเพิ่มเติมจากที่ผู้ถูกร้องแสดงอีก 11 บัญชี คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ พิจารณาคำชี้แจงของผู้ถูกร้องแล้ว เห็นว่าคำชี้แจงมีเหตุผลรับฟังได้
กรณีที่ 2 กรณีจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน ที่ผู้ถูกร้องแสดงไม่ถูกต้องตรงกับที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติตรวจสอบพบ กรณีนี้ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องให้การยืนยันชัดเจนว่า ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2540 ตนมีเงินฝากธนาคาร 2 แห่ง จำนวน 34,862,213.64 บาท แต่การ ตรวจสอบปรากฏว่า ในวันดังกล่าว ผู้ถูกร้องมีเงินฝากธนาคาร 2 แห่ง ตามที่แสดงเพียง 3,512,213.64 บาท โดยปรากฏว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ก่อนเวลา 12.57.19 นาฬิกา ผู้ถูกร้องนำสมุดคู่ฝากไปทำรายการฝากเช็คจำนวน 31,350,000 บาท ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน และพนักงานธนาคารลงรายการฝากดังกล่าวในสมุด คู่ฝากแล้ว ต่อมาก่อนเวลา 13.46.27 นาฬิกา ผู้ถูกร้องขอยกเลิกรายการฝากเช็คดังกล่าวโดยขอ เช็คคืน โดยแจ้งต่อพนักงานธนาคารว่า ไม่ได้นำสมุดคู่ฝากมา ทำให้พนักงานธนาคารไม่สามารถ ทำรายการยกเลิกการฝากในสมุดคู่ฝากในขณะนั้นได้ พนักงานต้องทำรายการแก้ไขในสมุดคู่ฝาก (correct with book) และรายการฝากหรือถอนโดยไม่มีสมุดคู่ฝาก (no book) เพื่อให้ปรากฏรหัส รายการแก้ไข (cor) ในสมุดคู่ฝาก ถ้ามีการนำสมุดคู่ฝากมาติดต่อธนาคารในภายหลัง และธนาคาร ถือว่า ผู้ถูกร้องไม่เคยนำเช็คจำนวน 31,350,000 บาท มาเข้าฝาก เพราะผู้ถูกร้องขอยกเลิกรายการ ดังกล่าวเอง ดังจะเห็นได้จาก statement หลังจากนั้นผู้ถูกร้องได้ถ่ายสำเนาเอกสารสมุดคู่ฝากซึ่งไม่ ปรากฏรายการยกเลิกการฝากเช็คดังกล่าวเป็นหลักฐานยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ในเวลา 16.18 นาฬิกา ทั้ง ๆ ที่ผู้ถูกร้องทราบข้อเท็จจริงเรื่องการขอยกเลิก รายการฝากเช็คดังกล่าวดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพิจารณาเรื่องนี้ ในการประชุม ครั้งที่ 13/2543 เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 เห็นว่า พฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง เป็นการกระทำเพื่อจงใจสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จว่า ตนมีทรัพย์สินมากกว่าที่มีอยู่จริง จึงมีมติ ด้วยคะแนนเสียง 7 เสียง ไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ว่า ผู้ถูกร้อง จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ จึงขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 34
เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติมีมติว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และเสนอเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับเรื่อง ดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
ศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาสผู้ร้องและผู้ถูกร้องแถลงหรือชี้แจงก่อนการวินิจฉัยชี้ขาด และให้มีการออกนั่งพิจารณาเพื่อรับฟังคำแถลงของผู้ร้องและผู้ถูกร้อง
ผู้ร้องแถลงยืนยันข้อเท็จจริงตามคำร้องและชี้แจงเกี่ยวกับยอดเงินจำนวน 31,350,000 บาท ว่า หลังจากการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 แล้ว ผู้ถูกร้องได้ติดต่อส่งมอบเอกสารประกอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมหลายครั้ง เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนา โฉนดที่ดิน สำเนาภาพถ่ายทรัพย์สินอื่น สำเนาทะเบียนหย่า รวมทั้ง ไปชี้แจงเรื่องการไม่แนบสำเนาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษี 2539 ด้วย แต่ผู้ถูกร้องมิได้ขอแก้ไขบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ แม้กระทั่งเมื่อไปชี้แจงต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็ยืนยันว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 มีเงินตามจำนวนที่แสดงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ผู้ถูกร้องแถลงและยื่นเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า ผู้ถูกร้องได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นครั้งแรก ไม่แน่ใจและไม่ทราบมาก่อนว่า จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และมาทราบว่า ตนจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบดังกล่าวในระยะสุดท้ายก่อนที่จะครบกำหนดเวลาสามสิบวัน นับแต่วันเข้ารับตำแหน่งเพียงไม่กี่วัน ทำให้มีเวลาจัดทำบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อยื่น ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติให้ทันในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นวันครบกำหนดที่ต้องยื่น ฯ โดยใน วันที่ 17 ธันวาคม 2540 ได้นำเช็คจำนวน 31,350,000 บาท ซึ่งเพิ่งได้รับจากบริษัท เสริมสุวรรณ แทรเวล จำกัด ไปเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน เลขที่ 319-2-62549-7 เมื่อเวลาประมาณ 12.57 นาฬิกา แล้วนำสมุดคู่ฝากไปถ่ายสำเนาเพื่อเป็นเอกสารประกอบการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ฯ พร้อมทั้งปิดผนึกซองบัญชีใส่กระเป๋าเอกสารมอบให้นายชาติชาย ชนพิทักษ์ คนขับรถนำไปเก็บไว้ในรถ และสั่งให้คนขับรถ นำรถไปตรวจสภาพ เพราะตอนเช้าของวันนั้นรถมีปัญหา อาการไม่ค่อยดี หลังจากนั้น สักครู่ นางพรสุข เสริมสุวรรณ ผู้ออกเช็คจำนวน 31,350,000 บาท เดินทางมาพบที่กระทรวงสาธารณสุข ขอรับเช็คดังกล่าวคืน เพราะบริษัท ฯ มีปัญหาด้านการเงิน ผู้ถูกร้องจึงเดินทางไปที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน พร้อมกับเจ้าของเช็ค เพื่อขอรับเช็คคืนจากธนาคาร โดยไม่ได้เอาสมุดคู่ฝากไปด้วย ธนาคารดำเนินการให้และแล้วเสร็จเมื่อเวลาประมาณ 13.46 นาฬิกา และผู้ถูกร้องคืนเช็คให้แก่ผู้ออกเช็ค จนกระทั่งเวลา 15.00 นาฬิกาเศษ คนขับรถนำ รถกลับมา ผู้ถูกร้องเห็นว่า เป็นเวลาที่ธนาคารใกล้จะปิดทำการ ไม่สามารถนำสมุดคู่ฝากไปปรับบัญชีได้ทัน ประกอบกับเป็นวันสุดท้ายของกำหนดที่จะต้องยื่นบัญชี ฯ ต่อคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ไม่มีเวลาพอที่จะแกะซอง ปรับปรุงบัญชีและจำนวนเงินใหม่ให้ถูกต้องได้ จึงได้มอบให้นายทิม ขำพิสุทธิ์ (ขำโท้) เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข นำซองบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติก่อนเวลา 16.30 นาฬิกา และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้รับเอกสารดังกล่าวเมื่อเวลา 16.18 นาฬิกา
ในส่วนของเช็คจำนวน 31,350,000 บาท นั้น ผู้ถูกร้องชี้แจงว่า เป็นเงินที่ได้รับจากการไปเสี่ยงโชคเล่นการพนันบาคาร่า ที่โรงแรมเบอร์สวูด (Burswood) เมืองเพิร์ท ประเทศ ออสเตรเลีย โดยมีขั้นตอน คือ ผู้ถูกร้องโอนเงินเข้าบัญชีของบริษัท เสริม สุวรรณ แทรเวล จำกัด เป็นค่าเครื่องบิน ค่าอาหาร ค่าโรงแรม ค่ารถ และอื่น ๆ สำหรับการเล่นการพนันเมื่อเดินทางไปถึง ก็เบิกเป็นชิพ (chip) เพื่อนำไปเล่นการพนันในคาสิโน กรณีเล่นการพนันได้จะฝากชิพไว้กับบริษัท ฯ เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทย บริษัท ฯ จึงจะชำระคืนให้เป็นเช็ค สำหรับเช็คจำนวน 31,350,000 บาท เจ้าของเช็ค คือ นางพรสุข เสริมสุวรรณ เจ้าของบริษัท เสริมสุรรณ แทรเวล จำกัด และผู้ถูกร้องชี้แจงต่อไปว่า ได้รับเช็ค 1 ฉบับ ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2540 จำนวน 11,350,000 บาท จากนางพรสุข เสริมสุวรรณ แต่ได้นำเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขาภิบาล 1 บางกะปิ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2540 โดยเปิดบัญชีใหม่ เลขที่บัญชี 077-2-57151-8 แล้วเบิกเป็นเงินสดออกมาในวันเดียวกัน จำนวน 11,110,650 บาท ต่อมานางพรสุข เสริมสุวรรณ ได้สั่งจ่ายเช็คอีกจำนวน 20,000,000 บาท เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2541 และผู้ถูกร้องนำเช็คเข้าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน เลขที่บัญชี 319-2-62549-7 เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2541 ทั้งนี้ นางพรสุข เสริมสุวรรณ แถลงต่อสื่อมวลว่า เช็คที่จ่ายให้ผู้ถูกร้องจำนวน 31,350,000 บาท และต้องเรียกคืนนั้น ไม่ได้เกิดจากการที่เช็คจำนวนดังกล่าวไม่มีเงินแต่อย่างใด
ผู้ถูกร้องชี้แจงเพิ่มเติมว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ไม่ได้สอบถามเกี่ยวกับเช็คเงิน จำนวน 31,350,000 บาท โดยผู้ถูกร้องได้ขอชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติแล้ว แต่ถูกละเลยเพิกเฉย จึงมิได้ปรากฏในสำนวนการสอบสวนของคณะกรรมการ ฯ
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัย ชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความ อันเป็นเท็จตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง (5) บัญญัติว่า " ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่ง หรือพ้นจากตำแหน่ง … (5) ข้าราชการการเมืองอื่น " โดยวรรคสอง บัญญัติว่า " บัญชีตามวรรคหนึ่ง ให้ยื่นพร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษี ที่ผ่านมา โดยผู้ยื่นจะต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องกำกับไว้ในบัญชีและสำเนาหลักฐานที่ยื่นไว้ ทุกหน้าด้วย " และ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า " บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตาม มาตรา 291 ให้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงใน วันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว และต้องยื่น ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วัน เข้ารับตำแหน่ง " ผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ จึงมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ โดยต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 301 วรรค หนึ่ง (4) บัญญัติว่า " คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ … (4) ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดำรงตำแหน่ง ตาม มาตรา 291 และ มาตรา 296 ตามบัญชีและเอกสารประกอบที่ได้ยื่นไว้ " ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติได้ตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินที่ยื่นดังกล่าวแล้วพบว่า ในวัน ดังกล่าวผู้ถูกร้องมีเงินฝาก ในธนาคารต่าง ๆ จำนวน 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 4,764,318.65 บาท แต่ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า มีทรัพย์สินประเภทเงินฝากธนาคารเพียง 2 บัญชี เป็นเงิน 34,862,213.64 บาท โดยได้นำสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 034-1-52627-4 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประดิพัทธ์ ซึ่งมียอดคงเหลือ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำนวน 2,028,353.64 บาท และสำเนาสมุดคู่ฝากบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน ซึ่งมียอดคงเหลือ ณ วันที่ 17 ธันวาคม 2540 จำนวน 32,833,860 บาท แนบเป็นหลักฐาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเห็นว่า ผู้ถูกร้องมิได้แสดงรายการทรัพย์สินตามที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชี ฯ โดยกรณีที่พบบัญชีเงินฝากธนาคารเพิ่มเติมอีก 11 บัญชี นั้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติพิจารณาคำชี้แจงของผู้ถูกร้องแล้วเห็นว่า มีเหตุผลรับฟังได้ ส่วนกรณีจำนวนเงินในบัญชี เงินฝากออมทรัพย์ เลข ที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา งามวงศ์วาน ผู้ถูกร้องส่งสำเนาสมุดคู่ฝากที่แสดงว่าในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ได้นำเช็ค เข้าฝากในบัญชี 31,350,000 บาท แต่ใน statement ของธนาคารไม่ปรากฏรายการฝากเช็ค รายการนี้ เพราะในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ผู้ถูกร้องนำสมุดคู่ฝากไปทำรายการฝากเช็คจำนวน 31,350,000 บาท เมื่อเวลา 12.57.19 นาฬิกา แต่ต่อมาเมื่อเวลา 13.46.27 นาฬิกา วันเดียวกัน ได้ขอยกเลิกรายการฝากเช็คดังกล่าวโดยขอเช็คคืนแล้ว คงเหลือเงินในบัญชีดังกล่าว เพียง 1,483,860 บาท มิใช่จำนวน 32,833,860 บาท จึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดว่า กรณีที่จำนวนเงิน ในบัญชีเงินฝาก ออมทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา งามวงศ์วาน ที่ผู้ถูกร้องแสดงไม่ถูกต้องตรงกับที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ตรวจสอบพบ นั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและ เอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 292 กำหนดระยะเวลาการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองภายในสามสิบวันนับแต่วัน เข้ารับตำแหน่ง นั้น หมายความว่า ผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองซึ่งมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว สามารถยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติวันใดก็ได้ นับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง แต่ต้องไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันเข้ารับ ตำแหน่ง ทั้งนี้ บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว ต้องแสดงรายการทรัพย์สินและ หนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่น โดยที่ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสาร ประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 กรณีการแสดงรายการทรัพย์สิน (เงินฝากธนาคาร) ที่เป็นเงินฝากออมทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน จึงต้องแสดงรายการจำนวนเงินฝากที่มีอยู่จริง ในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ซึ่งตามข้อเท็จจริง ก่อนที่ผู้ถูกร้องจะนำเช็ค จำนวน 31,350,000 บาท มาเข้าบัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา งามวงศ์วาน นั้น บัญชีดังกล่าวมียอดเงินคงเหลือ 1,483,860 บาท เมื่อมีการนำเช็คจำนวน 31,350,000 บาท ฝากเข้าบัญชีดังกล่าวในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 เวลา 12.57.19 นาฬิกา จึงปรากฏรายการฝากเช็คดังกล่าวในสมุดคู่ฝาก ต่อมาเมื่อผู้ถูกร้องขอยกเลิกรายการฝากเช็คดังกล่าว ในวันเดียวกัน เวลา 13.46.27 นาฬิกา โดยขอเช็คคืน และไม่ได้นำสมุดคู่ฝากไปทำรายการยกเลิก การฝาก รายการฝากเช็คดังกล่าว จึงยังปรากฏอยู่ในสมุดคู่ฝาก แต่ไม่ปรากฏใน statement ของธนาคาร แต่ปรากฏใน DAILY TRANSACTIONS MISCELLANEOUS - 140 (Rdpbo - 140) และสำเนา ของเทอร์มินัล 700 B ของเครื่องคอมพิวเตอร์ของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา งามวงศ์วาน เป็นหลักฐาน จึงฟังเป็นที่ยุติว่า วันที่ 17 ธันวาคม 2540 ผู้ถูกร้องไม่มีเงินฝาก จำนวน 31,350,000 บาท ในบัญชีออม ทรัพย์ เลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน จำนวนเงินฝากที่มีอยู่จริงในวันดังกล่าว คือจำนวน 1,483,860 บาท ดังนั้น จึงถือว่า สำเนาสมุดคู่ฝากที่ผู้ถูกร้องถ่ายเอกสารยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2540 เพื่อประกอบบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และการแจ้งจำนวนทรัพย์สินเกี่ยวกับเงินฝาก ธนาคารไม่ตรง กับความเป็นจริงด้วย ส่วนเหตุผลที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ไม่อาจนำสมุดคู่ฝากไปแก้ไขให้ถูกต้องได้ เพราะ ธนาคาร ใกล้จะปิดทำการ และไม่อาจแก้ไขปรับปรุงรายการในบัญชี ฯ ได้ เพราะเกรงว่า จะไปยื่น บัญชี ฯ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติ ไม่ทันในเวลา 16.30 นาฬิกา ของวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นวันสุดท้าย นั้น ไม่อาจรับฟังได้ เพราะปรากฏว่า ในเวลา ต่อมาผู้ถูกร้องได้ติดต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อส่งมอบ เอกสารประกอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเพิ่มเติมหลายครั้ง เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาโฉนดที่ดิน สำเนาภาพถ่ายทรัพย์สินอื่น สำเนาทะเบียนหย่า รวมทั้งชี้แจงเรื่องการไม่แนบสำเนา แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในรอบปีภาษี 2539 หากผู้ถูกร้องกระทำการโดยสุจริตใจ ก็สามารถขอแก้ไขบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกัน และปราบปราม การทุจริตแห่งชาติได้ แต่ผู้ถูกร้องก็มิได้ดำเนินการ แม้กระทั่งเมื่อชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ถูกร้องก็ยังยืนยันว่า ในวันที่ 17 ธันวาคม 2540 ตนมีเงินตาม จำนวนที่แสดงในบัญชีซึ่งยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คือรวมเงิน จำนวน 31,350,000 บาท ตามรายการที่ฝากเช็คเข้าไว้ด้วย แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกร้องได้เปิด บัญชีใหม่ เลขที่ 077-2-57151-8 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขาภิบาล 1 บางกะปิ ในวันที่ 18 ธันวาคม 2540 จำนวน 11,350,000 บาท และมีการถอนเงินจำนวน ดังกล่าว 3 ครั้ง ในวันเดียวกัน รวม 11,110,650 บาท คงเหลือ เพียง 239,350 บาท ส่วนบัญชีเลขที่ 319-2-62549-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน มีเงิน ฝากเข้าในวันที่ 29 มกราคม 2541 จำนวน 21,600,000 บาท เป็นการยืนยันว่า วันที่ 17 ธัน วาคม 2540 ผู้ถูกร้องไม่มีเงิน จำนวน 31,350,000 บาท ในบัญชีเงินฝากของธนาคาร ส่วนที่ ผู้ถูก ร้องอ้างว่า ได้ถอนเช็คจำนวน 31,350,000 บาท คืนจากธนาคารเพราะบริษัท เสริมสุวรรณ แทรเวล จำกัด ของนางพรสุข เสริมสุวรรณ มีปัญหาเรื่องการเงิน นางพรสุข เสริมสุวรรณ จึงมาขอ เช็คคืนและให้เช็คลงวันที่ 18 ธันวาคม 2540 จำนวน 11,350,000 บาท ซึ่งผู้ถูกร้องได้นำไป เปิดบัญชีใหม่ เลขที่ 077-2-57151-8 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสุขาภิบาล 1 บางกะปิ ส่วนอีกจำนวน 20,000,000 บาท นางพรสุข ฯ สั่งจ่ายเช็คเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2541 ผู้ถูกร้องได้นำไปเข้าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขางามวงศ์วาน เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2541 ซึ่งปรากฏว่ามีเช็คเข้าบัญชี 21,600,000 บาท ซึ่งจำนวนเงินไม่ตรงกับที่อ้าง ผู้ถูกร้องได้อ้าง นางพรสุข เสริมสุวรรณ เป็นพยานแต่มิได้นำมาเบิกความเพื่อให้ถ้อยคำและนำพยานหลักฐานอื่นมา สนับสนุนหรือยืนยันข้ออ้างของตนได้ จึงรับฟังไม่ได้เช่นกัน จากพยานหลักฐานที่กล่าวมาถือได้ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
อาศัยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายจิรายุ จรัสเสถียร จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 มาตรา 292 และ มาตรา 295


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update