กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 26/2543
วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2543
เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีในการออกพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ


คณะรัฐมนตรีเสนอคำร้องลงวันที่ 20 มิถุนายน 2543 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ในการออกพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า
รัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ" และ มาตรา 159 วรรคสาม บัญญัติว่า "ส่วนวันเริ่มสมัย ประชุมสามัญนิติบัญญัติ ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนด" ต่อมาสภาผู้แทนราษฎรในคราวประชุม ครั้งที่ 27 (สมัยประชุมสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 11 มีนาคม 2541 ได้ลงมติกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ และเคยมีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติตามมติดังกล่าว เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2541 และ วันที่ 24 มิถุนายน 2542 บัดนี้ ถึงกำหนดจะต้องตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทันการเปิดสมัย ประชุมในวันที่ 24 มิถุนายน 2543 แต่ปรากฏว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่แทนชุดเดิมที่ครบวาระเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2543 ยังไม่สามารถจัดให้มีสมาชิกวุฒิสภาครบจำนวนสองร้อยคน เพื่อประกอบกันเป็นวุฒิสภา ตาม มาตรา 121 ได้ อีกทั้งเป็นที่แน่ชัดว่า ไม่สามารถเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่ยังขาดจำนวนอยู่อีก 4 คน ให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2543 ได้ ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวพันกับอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีเพราะ มาตรา 164 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 163 การเรียกประชุม การขยาย เวลาประชุม และการปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา" และ มาตรา 221 บัญญัติว่า "พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการตราพระราชกฤษฎีกาโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย" การดำเนินการเพื่อให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีต้องลงนามรับสนองพระบรมราช โองการ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติหลักการของร่าง พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พ.ศ. 2543 เมื่อ วันที่ 30 พฤษภาคม 2543 และนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายแล้ว เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2543 ต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ 24/2543 ลง วันที่ 15 มิถุนายน 2543 ว่า ระเบียบ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2543 ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องเลื่อนการลงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดที่ยังไม่เสร็จสิ้นออกไป กรณีจึงมีปัญหาว่า คณะรัฐมนตรีจะต้องดำเนินการเพื่อให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2543 หรือไม่ และหากสามารถดำเนินการได้ต่อไป โดยชอบ ก็ยังมีปัญหาต่อเนื่องว่า สภาผู้แทนราษฎรจะประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ รวมทั้งพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2544 ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ และสภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยห้าวัน นับแต่วันที่ ได้รับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ เรื่องดังกล่าวมีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ คณะรัฐมนตรีขัดแย้งกันอยู่ในขณะนี้ ดังนี้
 
    ฝ่ายแรก มีความเห็นว่า โดยที่การกำหนดวันเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ตาม มาตรา 159 คณะรัฐมนตรีจึงไม่อาจปฏิบัติเป็นประการอื่นได้ นอกจากต้องดำเนินการเพื่อตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา และเมื่อมี พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาโดยชอบแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรย่อมนัดประชุม สภาผู้แทนราษฎรเพื่อปฏิบัติหน้าที่ทั้งปวงได้ตามปกติ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นด้วยกับความเห็นฝ่ายนี้
ฝ่ายที่สอง มีความเห็นว่า โดยที่การเรียกประชุมรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นสมัยประชุมสามัญหรือวิสามัญ และไม่ว่าจะเป็นสมัยประชุมสามัญทั่วไปหรือสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติย่อม เป็นการเรียกประชุม "รัฐสภา" ทั้งสิ้น ซึ่ง มาตรา 90 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รัฐสภาประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา" เมื่อวุฒิสภายังมีจำนวนสมาชิกไม่ครบสองร้อยคน ตาม มาตรา 121 ไม่อาจประชุมได้ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 20/2543 ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึง ไม่อาจตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาได้
ฝ่ายที่สาม แม้จะเห็นด้วยกับความเห็นฝ่ายแรกว่า สามารถตราพระราชกฤษฎีกา เรียกประชุมรัฐสภาได้ แต่เห็นว่า การเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อเปิดสมัยประชุมเป็นคนละประเด็นกับ การนัดประชุมของแต่ละสภา ดังนั้น การตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาจึงเป็นเรื่องที่ต้อง ปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 เท่านั้น แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่อาจเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ จนกว่าองค์ประกอบของอีกสภาหนึ่งคือวุฒิสภาจะครบถ้วนก่อน
เมื่อมีปัญหาเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วจริง และเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ที่ดำเนินการไปแล้ว ยังเหลือแต่ขั้นตอนที่จะนำพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาออกประกาศใช้ ให้ทันก่อนวันที่ 24 มิถุนายน 2543 เท่านั้น หากไม่มีคำวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานจะมีผลกระทบ ต่อคณะรัฐมนตรีและสถาบันรัฐสภา ตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดินของ คณะรัฐมนตรีซึ่งจำเป็น ต้องเสนอร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา คณะรัฐมนตรีจึงมีมติเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2543 ให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยเป็นการด่วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ดังนี้
1. บัดนี้เหลือเวลาอีก 4 วัน จะถึงกำหนดตามที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติให้เป็นวัน เรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติแล้ว แต่วุฒิสภาอันเป็นองค์ประกอบหนึ่งของรัฐสภา ยังมีสมาชิกไม่ครบจำนวนสองร้อยคน คณะรัฐมนตรีจะดำเนินการเพื่อให้มีการตราและประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้เป็นไปตามมติที่สภาผู้แทนราษฎร กำหนดตาม มาตรา 159 ได้หรือไม่ หรือจะต้องรอจนกว่าวุฒิสภามีจำนวนสมาชิกครบสองร้อยคน ตาม มาตรา 121 และตามนัยคำวินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ที่ 20/2543 ก่อน
2. หากการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้ เพราะต้องรอให้ วุฒิสภามีสมาชิกครบจำนวนก่อนเพื่อจักได้ประกอบกันเป็นวุฒิสภาและรัฐสภา การเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติตาม มาตรา 159 วรรคสองและวรรคสามจะต้องมีขึ้นในวันใด เช่น วันเลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายที่ได้สมาชิกวุฒิสภาครบจำนวนสองร้อยคน หรือวันที่คณะกรรม การการเลือกตั้ง ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาครบสองร้อยคน หรือวันอื่นใด เพราะเป็นกรณีที่ สภาผู้แทนราษฎรมิได้กำหนดตาม มาตรา 159 แล้ว
3. แม้การตราพระราชกฤษฎีกาในวันที่ 24 มิถุนายน 2543 สามารถ กระทำได้และมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวแล้ว ยังคงมีปัญหาต่อเนื่องที่สมควรขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้เสร็จในคราวเดียวกันว่า สภาผู้แทนราษฎรจะสามารถจัดให้มี การประชุม ตามปกติ โดยไม่ต้องรอให้องค์ประกอบของวุฒิสภาครบถ้วนก่อน ได้หรือไม่
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคำร้องนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรนั้นหรือประธานรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้ว คณะรัฐมนตรีเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มี และให้มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ หมวด 7 คณะรัฐมนตรี สำหรับการเรียกประชุมรัฐสภา รัฐธรรมนูญ มาตรา 164 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 163 การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดย พระราชกฤษฎีกา" การตราพระราชกฤษฎีกาเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะทูลเกล้า ฯ ถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งคณะรัฐมนตรีกำลังดำเนินการให้มีการตรา พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2543 ตามมติของสภาผู้แทนราษฎรที่กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสาม แต่ปรากฏว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดใหม่แทนชุดเดิมซึ่งครบวาระ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2543 ยังไม่สามารถจัดให้มีสมาชิกวุฒิสภาครบ จำนวนสองร้อยคน ไม่อาจ ประชุมวุฒิสภาได้ คณะรัฐมนตรีจะดำเนินการให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ดังกล่าวได้หรือไม่ จึงเห็นว่า เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีในการดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266
ศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาสคณะรัฐมนตรีแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเป็นหนังสือแล้ว แต่คณะรัฐมนตรีแจ้งว่า ไม่ประสงค์จะแสดง ความคิดเห็นเพิ่มเติม
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า วุฒิสภาซึ่งเป็น องค์ประกอบหนึ่งของรัฐสภายังมีสมาชิกวุฒิสภาไม่ครบ จำนวนสองร้อยคน คณะรัฐมนตรี จะดำเนินการเพื่อให้มีการตราและประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ เพื่อให้เป็นไปตามมติที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสาม ได้หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสอง บัญญัติว่า "ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญ ทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ" และ วรรคสาม บัญญัติว่า "…ส่วนวันเริ่มสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนด …" มาตรา 161 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "พระมหากษัตริย์ทรง เรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม" มาตรา 164 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 163 การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปิด ประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา" และ มาตรา 231 บัญญัติว่า "บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ต้องมีรัฐมนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้"
พิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบกับ มาตรา 164 แล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้การประชุมรัฐสภามีสมัยประชุมสามัญทั่วไปและสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุม รัฐสภา การเรียกประชุม รัฐสภาให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา และให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้กำหนดวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ การดำเนินการเพื่อให้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภานั้นเป็นอำนาจหน้าที่ ของคณะรัฐมนตรีที่จะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวาย และนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 231 ดังนั้น การเรียกประชุมรัฐสภาจึงมีความหมายว่า เป็นการแจ้งกำหนดวันเริ่มสมัยประชุมเพื่อให้สมาชิกมาประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
สำหรับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 20/2543 ลงวันที่ 26 เมษายน 2543 ที่วินิจฉัยว่า "สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการเลือกตั้งมีจำนวนยังไม่ครบสองร้อยคนไม่อาจดำเนินการให้มีการประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาตาม บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญนี้ได้" นั้น เป็นการวินิจฉัยตามประเด็นที่ประธานรัฐสภาเสนอคำร้องมาว่า สมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการเลือกตั้งจำนวนยังไม่ครบ สองร้อยคนจะปฏิบัติหน้าที่วุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญได้หรือไม่เท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีวุฒิสภา เพราะวุฒิสภาเป็นองค์กรที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้มี จึงเป็นองค์กรที่ต้องมีอยู่ตามรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น เมื่อสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติกำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ในคราวประชุมครั้งที่ 27 (สมัยประชุมสามัญทั่วไป) เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2541 จึงเห็นว่า คณะรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อให้มีการตราและประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติ ดำเนินการเพื่อให้มี การตราและประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวให้เป็นไปตามมติที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสาม ได้
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า คณะรัฐมนตรีดำเนินการเพื่อให้มีการตราและ ประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติในวันที่ 24 มิถุนายน 2543 ได้ ดังนั้น ประเด็นที่ว่า หากการตราพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้ เพราะ ต้องรอให้วุฒิสภามีสมาชิกครบจำนวนก่อนเพื่อจักได้ประกอบกัน เป็นวุฒิสภาและรัฐสภา การเริ่ม สมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 วรรคสองและวรรคสาม จะต้องมีขึ้น ในวันใดนั้น จึงไม่ต้องวินิจฉัย
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปมีว่า สภาผู้แทนราษฎร จะจัดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ต้องรอให้องค์ประกอบของวุฒิสภาครบถ้วนได้หรือไม่
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 90 วรรคสอง บัญญัติว่า "รัฐสภาจะประชุมร่วม กันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้" เห็นว่า รัฐสภาซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาจะมีการประชุมร่วมกัน หรือจะประชุมแยกกันก็ได้ การประชุมร่วมกันมีบัญญัติ ไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 193 ดังนั้น ในระหว่างที่องค์ประกอบของวุฒิสภายังไม่ครบถ้วน สภาผู้แทนราษฎรที่ยังคงทำหน้าที่อยู่ในขณะนั้น สามารถจัดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ได้
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า คณะรัฐมนตรีดำเนินการ เพื่อให้มีการตราและประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2543 เพื่อให้เป็นไปตามมติที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนดไว้ได้ และ สภาผู้แทนราษฎรจะจัดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้โดยไม่ต้องรอให้องค์ประกอบของวุฒิสภาครบถ้วน


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update