กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 28/2543
วันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2543
เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีนายมะฮูเซ็น มะสุยี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ


ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอคำร้องลงวันที่ 27 ธันวาคม 2542 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีนายมะฮูเซ็น มะสุยี จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ว่า นายมะฮูเซ็น มะสุยี ผู้ถูกร้องได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2540 ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 129/2540 ลงวันที่ 8 เมษายน 2540 จึงเป็น ข้าราชการการเมือง ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 (16) และพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 พร้อมพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี ผู้สั่งแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 10 (4) ดังนั้น จึงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ พร้อมเอกสารประกอบ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง โดยต้องยื่นบัญชี ฯ ในกรณีเข้ารับ ตำแหน่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่ง ต้องยื่นบัญชี ฯ ในกรณีพ้นจากตำแหน่ง ภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง และต้องยื่นบัญชี ฯ อีกครั้งหนึ่ง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ พ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย
ผู้ร้องเห็นว่า ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง สำหรับข้าราชการการเมืองซึ่งเป็น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (5) ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศ ใช้รัฐธรรมนูญนี้ การยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งจะเป็นวันใดนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 317 บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงเป็นคณะรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จึงถือได้ว่า เป็นการดำรงตำแหน่งใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยถือ วันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ คือ วันที่ 11 ตุลาคม 2540 เป็นวันเริ่มต้นการเข้ารับตำแหน่ง สำหรับข้าราชการการเมืองตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 มาตรา 4 (16) และ มาตรา 10 (4) ได้บัญญัติเกี่ยวกับการออก จากตำแหน่งไว้ เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้สั่งแต่งตั้งออกจากตำแหน่ง ดังนั้น เมื่อนายกรัฐมนตรี ผู้สั่งแต่งตั้งดำรงตำแหน่งใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ย่อมถือว่า ผู้ถูกร้องเข้าดำรงตำแหน่งใหม่ ตามรัฐธรรมนูญนี้เช่นกัน ในกรณีนี้ต้องถือว่า วันเข้ารับตำแหน่ง คือ วันที่ 11 ตุลาคม 2540 ซึ่งเป็น วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ โดยต้องยื่นบัญชี ฯ ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 ต้องยื่นบัญชี ฯ เมื่อพ้นจากตำแหน่ง ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2540 และต้องยื่นบัญชี ฯ อีกครั้งหนึ่งเมื่อพ้นจาก ตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 แต่ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง พ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งมาแล้วหนึ่งปี สำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติได้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อพิสูจน์เจตนาของผู้ถูกร้อง ในกรณีไม่ยื่นบัญชี ฯ โดยมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกร้องทราบและชี้แจงข้อเท็จจริง รวม 4 ครั้ง ดังนี้
 
    ครั้งที่ 1 ตามหนังสือ ที่ ปปช. 377 ลงวันที่ 22 เมษายน 2541 ผู้ถูกร้อง ตอบชี้แจงตามหนังสือลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ว่า ได้จัดทำบัญชี ฯ ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และจัดส่งทางไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียน ตามหลักฐานการส่งลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540
ครั้งที่ 2 ตามหนังสือ ที่ ปปช. 1184 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2541 ให้ผู้ถูกร้อง ส่งสำเนาบัญชี ฯ ให้สำนักงาน ฯ อีกครั้งหนึ่ง เพราะตรวจสอบแล้วไม่พบบัญชี ฯ ดังกล่าว
ครั้งที่ 3 ตามหนังสือ ที่ ปปช. 1196 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2542 เตือน ผู้ถูกร้องให้ดำเนินการให้ถูกต้องโดยด่วน
ครั้งที่ 4 ตามหนังสือ ที่ ปช. 0002.10/3401 ลงวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ขอให้ผู้ถูกร้องดำเนินการให้ถูกต้องภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากพ้นกำหนดเวลา ดังกล่าวแล้ว จะถือว่า ผู้ถูกร้องไม่มีกรณีที่จะชี้แจงข้อเท็จจริงใด ๆ
ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชี ฯ และไม่ติดต่อชี้แจงข้อเท็จจริง แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ผู้ร้องพิจารณาเรื่องนี้ในคราวประชุม ครั้งที่ 47/2542 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2542 มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
เมื่อผู้ร้องมีมติว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ และเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับเรื่องดังกล่าวไว้ พิจารณาวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาสผู้ร้องและผู้ถูกร้องแถลงหรือชี้แจงก่อนการวินิจฉัยชี้ขาด และให้มีการออกนั่งพิจารณาเพื่อรับฟังคำแถลงของผู้ร้องและผู้ถูกร้อง
ผู้ร้องแถลงยืนยันข้อเท็จจริงตามคำร้อง และชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ดังนี้
1. ที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า ส่งบัญชี ฯ ตามหลักฐานการจัดส่งทางไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียน ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 นั้น สำนักงาน ฯ ไม่ได้รับ
2. เอกสารที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า จัดส่งทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 คือหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2542 เป็นการตอบหนังสือเตือน ครั้งที่ 4 ซึ่งสำนักงาน ฯ ได้รับเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2542 (ที่ถูกต้อง คือ วันที่ 13 ธันวาคม 2542) ภายหลังจากที่ผู้ร้องประชุมพิจารณาและลงมติในกรณีของผู้ถูกร้องแล้ว ทั้งนี้ หนังสือเตือน ของสำนักงาน ฯ ผู้ถูกร้องได้รับเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2542 ครบกำหนดสิบห้าวัน นับแต่ วันที่ได้รับหนังสือ ซึ่งจะต้องแจ้งผลการดำเนินการให้สำนักงาน ฯ ทราบ ในวันที่ 6 ธันวาคม 2542 แต่ผู้ถูกร้องไม่ดำเนินการให้ถูกต้องภายในระยะเวลาที่กำหนดดังกล่าว
3. เอกสารที่ผู้ถูกร้องอ้างว่า จัดส่งทางไปรษณีย์ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542 คือ หนังสือของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 เรื่อง การอุทธรณ์มติของผู้ร้อง ซึ่งผู้ถูกร้อง ได้ส่งสำเนามาก่อนทางโทรสาร เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 และผู้ร้องพิจารณาเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แล้ว มีมติไม่ทบทวน
ผู้ถูกร้องชี้แจงและยื่นเอกสารประกอบคำชี้แจงสรุปได้ว่า ตามหนังสือของสำนักงาน ฯ แจ้งเตือน ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ผู้ถูกร้องไม่อยู่ที่บ้าน เนื่องจากประสบปัญหาเศรษฐกิจจึงหลบหนี เจ้าหนี้ไปอยู่ประเทศมาเลเซียเขตชายแดนติดกับประเทศไทย ส่วนการแจ้งเตือน ครั้งที่ 4 ผู้ถูกร้อง มีหนังสือลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2542 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า ได้รับทราบทุกประการ และเคยทำหนังสือชี้แจงแล้ว และเพื่อเป็นการชี้แจงอีก ครั้งหนึ่ง ขอให้ส่งแบบฟอร์มคำชี้แจงรายละเอียดไปให้ด้วย เนื่องจากไม่มีแบบฟอร์ม รวมถึงสำเนาคำชี้แจงเดิมได้ขาดเสียหายหมดเพราะถูกน้ำฝน โดยผู้ถูกร้องแจ้งด้วยว่า ทรัพย์สินของตน ภรรยา และบุตรยังเหมือนเดิม ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องส่งหนังสือดังกล่าวทางไปรษณีย์ลงทะเบียน เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2542 ต่อมาผู้ถูกร้องโทรศัพท์ประสานงานกับเจ้าหน้าที่สำนักงาน ฯ ทราบว่า ผู้ร้อง มีมติในเรื่องดังกล่าวแล้ว จึงมีหนังสือลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อุทธรณ์มติของผู้ร้อง ต่อจากนั้น มีหนังสือลงวันที่ 21 มกราคม 2543 ถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงข้อเท็จจริงข้างต้น
ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องจัดส่งสำเนาเอกสารเกี่ยวกับหลักฐานการส่งเอกสาร ทางไปรษณีย์ที่ผู้ถูกร้องเแสดงต่อศาลในวันออกนั่งพิจารณาให้ศาลรัฐธรรมนูญภายในเจ็ดวันนับแต่ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2543
ผู้ถูกร้องมีหนังสือลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2543 จัดส่งสำเนาใบเสร็จรับฝาก ไปรษณีย์ภัณฑ์ในประเทศ เลขที่ 6010 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 เลขที่ 3011 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2542 และเลขที่ 3537 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2542 รวม 3 ฉบับ โดยมี เจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ของที่ทำการไปรษณีย์นราธิวาส รวม 3 คน เป็นผู้รับรองสำเนาเอกสารดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์นราธิวาสจัดส่งต้นขั้วใบรับฝาก ไปรษณีย์ภัณฑ์ในประเทศทุกเล่มที่ผู้ถูกร้องอ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หัวหน้า ที่ทำการไปรษณีย์นราธิวาสมีหนังสือ ลงวันที่ 14 มีนาคม 2543 ชี้แจงว่า ใบรับฝากไปรษณีย์ภัณฑ์ ลงทะเบียน 1 ชุด มี 2 ฉบับ คือ ต้นฉบับและสำเนา ต้นฉบับมอบให้ผู้ฝากยึดถือไว้เป็นหลักฐาน ส่วนสำเนาปิดไปกับซองเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการนำจ่าย ดังนั้น ต้นฉบับใบรับฝากจึงอยู่ที่ผู้ถูกร้อง ซึ่งเป็นผู้ฝากส่ง และสำเนาซึ่งใช้เป็นหลักฐานจ่าย อยู่ที่ ปณ. ปลายทาง คือ ปณ. ดุสิต
ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์ดุสิต ตรวจสอบการนำจ่ายไปรษณีย์ภัณฑ์ ลงทะเบียน จำนวน 3 ฉบับ ตามที่ผู้ถูกร้องอ้าง หัวหน้าที่ทำการไปรษณีย์ดุสิต มีหนังสือลงวันที่ 30 มีนาคม 2543 ชี้แจงว่า ไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียน เลขที่ 6010 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากหมดอายุการขอสอบสวน ตามประกาศการสื่อสารแห่งประเทศไทย ลงวันที่ 22 มีนาคม 2543 เรื่อง การสอบสวนบริการไปรษณีย์ในประเทศและการชดใช้ค่าเสียหาย โดยเอกสารควบคุมการนำจ่าย ฯ ได้ทำลายตามระเบียบแล้ว ส่วนไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียน เลขที่ 3011 ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2542 และเลขที่ 3537 ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2542 ได้นำจ่าย ให้สำนักงาน ฯ แล้ว เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2542 และวันที่ 17 ธันวาคม 2542 ตามลำดับ
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว มีประเด็นที่ต้อง วินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง (5) บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับ ตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง… (5) ข้าราชการการเมืองอื่น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บัญชีตาม วรรคหนึ่ง ให้ยื่นพร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา…" มาตรา 292 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตาม มาตรา 291 ให้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว และต้องยื่นภายในกำหนด เวลาดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง (2) ในกรณีที่เป็นการพ้นจากตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง" และ วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่ง นอกจากต้องยื่นบัญชีตาม (2) แล้ว ให้มีหน้าที่ ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีกครั้งหนึ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง ดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย" แสดงให้เห็นว่า ผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตามรัฐธรรมนูญมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ ต่อผู้ร้อง ภายในกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ โดยจะต้อง ยื่นในกรณีเข้ารับตำแหน่ง ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 กรณีพ้นจากตำแหน่ง ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2540 และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วหนึ่งปี ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และ มาตรา 292
ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องได้ฝากส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ ประเภทจดหมาย ถึง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 ปรากฏหลักฐานตามใบรับฝากไปรษณีย์ภัณฑ์ในประเทศ เลขที่ 6010 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งฝากส่ง ณ ที่ทำการไปรษณีย์นราธิวาส แต่เอกสารที่ผู้ถูกร้อง ส่งถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ดังกล่าว เป็นบัญชี ฯ หรือไม่ ไม่สามารถพิสูจน์ยืนยันได้ เพราะสำนักงาน ฯ มีหนังสือยืนยันว่า ไม่ได้รับเอกสารดังกล่าว และที่ทำการไปรษณีย์ดุสิต ซึ่งมีหน้าที่นำจ่ายไปรษณีย์ภัณฑ์ฉบับดังกล่าว ชี้แจงว่า ไม่สามารถตรวจสอบได้ เนื่องจากได้ทำลายเอกสารควบคุมการนำจ่ายตามระเบียบแล้ว คงมีเพียงหนังสือของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2541 ถึงเลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งตอบหนังสือเตือน ครั้งที่ 1 ของ สำนักงาน ฯ เท่านั้น ที่ผู้ถูกร้องชี้แจงยืนยันว่า ได้จัดทำบัญชี ฯ เรียบร้อยและได้จัดส่งแล้ว โดยที่ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการมีหนังสือ ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2541 แจ้งผู้ถูกร้องว่า ในช่วงเวลาที่ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ดังกล่าว มีบัญชี ฯ ของผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นทั่วประเทศซึ่งส่งทางไปรษณีย์ถึงสำนักงาน ฯ จำนวนมาก และบัญชี ฯ เหล่านี้ สำนักงาน ฯ ได้คัดแยกไว้ต่างหาก เนื่องจากยังไม่ต้องดำเนินการ ตรวจสอบตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ บัญชี ฯ ของผู้ถูกร้องอาจปะปนอยู่กับบัญชี ฯ ของผู้บริหาร ท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นดังกล่าว ทำให้ยากแก่การค้นหา ดังนั้น การยื่นบัญชี ฯ ครั้งแรก ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง จึงยังฟังเป็นที่ยุติไม่ได้ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ ดังกล่าว
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ ต่อผู้ร้อง กรณีพ้นจากตำแหน่ง ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2540 และกรณีพ้นจากตำแหน่งแล้ว หนึ่งปี ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2541 ตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่
พิจารณาแล้ว ผู้ร้องไม่ได้รับบัญชี ฯ ของผู้ถูกร้อง สำนักงาน ฯ จึงได้มีหนังสือ แจ้งเตือนให้ผู้ถูกร้องทราบ เพื่อดำเนินการให้ถูกต้อง รวม 4 ครั้ง ตามหนังสือลงวันที่ 22 เมษายน 2541 วันที่ 26 ตุลาคม 2541 วันที่ 2 มิถุนายน 2542 และวันที่ 12 พฤศจิกายน 2542 ตามลำดับ โดยแจ้งไว้ชัดเจนให้ผู้ถูกร้องชี้แจงเหตุผลเกี่ยวกับการไม่ยื่นบัญชี ฯ ทั้งกรณีเข้ารับ ตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งในหนังสือแจ้งเตือน ครั้งที่สาม และครั้งที่สี่ และผู้ถูกร้องตอบชี้แจง หนังสือแจ้งเตือนครั้งที่หนึ่งว่า ได้จัดทำบัญชีดังกล่าวเรียบร้อย และจัดส่งทางไปรษณีย์ภัณฑ์ลงทะเบียน เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2540 รวมทั้งตอบชี้แจงหนังสือแจ้งเตือน ครั้งที่สี่ ยืนยันว่า เคยทำ หนังสือชี้แจงมาแล้ว ซึ่งเป็นกรณีการยื่นบัญชี ฯ ครั้งแรก ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง โดยไม่มี การกล่าวถึงการยื่นบัญชี ฯ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งแล้วหนึ่งปี ตามที่ผู้ร้องแจ้งเตือน ให้ทราบและดำเนินการ แม้ผู้ถูกร้องทราบว่า ผู้ร้องมีมติเกี่ยวกับเรื่องของผู้ถูกร้องแล้ว มีหนังสือถึง เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อขอให้ผู้ร้องพิจารณาทบทวนมติ ผู้ถูกร้องก็ยังคงยืนยันและกล่าวอ้างถึงการยื่นบัญชี ฯ ของตนที่แล้วมา ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้ชัดเจน อยู่เช่นเดิม โดยมิได้ดำเนินการยื่นบัญชี ฯ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งแล้วหนึ่งปี ตามที่ผู้ร้องแจ้งเตือนให้ทราบแต่อย่างใด จึงฟังเป็นที่ยุติว่า ผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชี ฯ กรณีพ้นจากตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งแล้วหนึ่งปี ภายในเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด การที่ผู้ร้องมีหนังสือ แจ้งเตือนให้ผู้ถูกร้องทราบ และดำเนินการให้ถูกต้อง และชี้แจงข้อเท็จจริงถึงสี่ครั้ง โดยแจ้งเหตุ ที่ผู้ร้องต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญให้ทราบอย่างชัดเจนว่า เป็นการยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่ง เป็นเรื่องที่อยู่ในวิสัยที่ผู้ถูกร้องสามารถดำเนินการให้ถูกต้องได้ เพราะผู้ถูกร้อง เคยยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างตลอดมา แต่ผู้ถูกร้องก็ไม่ดำเนินการ ให้ถูกต้อง กรณีเช่นนี้เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่น บัญชี ฯ ต่อผู้ร้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 (2) และวรรคสอง
อาศัยเหตุผลดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายมะฮูเซ็น มะสุยี ผู้ถูกร้อง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update