กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
หน้าที่ 1 2 3 4
คำวินิจฉัยที่ 31/2543
วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2543
เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ จงใจยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ


ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอคำร้อง ลงวันที่ 7 เมษายน 2543 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ว่า
1. พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ผู้ถูกร้อง ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และรองนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิจิตร ยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2540 และกรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2541 โดยแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบด้วย รายการเงินสด เงินฝาก เงินลงทุน เงินให้กู้ยืม ที่ดิน โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง ยานพาหนะ สิทธิ และสัมปทาน ทรัพย์สินอื่น และหนี้สิน ในการยื่นบัญชี ฯ ทั้ง 3 ครั้ง ผู้ถูกร้องแสดงรายการ หนี้สิน คือ รายการกู้ยืมเงิน 45 ล้านบาท จากบริษัทเอ เอ เอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด ตามสัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับ คือ (1) สัญญากู้ยืมเงิน 20 ล้านบาท ลงวันที่ 11 มกราคม 2540 (2) สัญญากู้ยืมเงิน 15 ล้านบาท ลงวันที่ 20 มีนาคม 2540 และ (3) สัญญากู้ยืมเงิน 10 ล้านบาท ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2540
ผู้ร้องตรวจสอบรายการกู้ยืมเงิน 45 ล้านบาท โดยสอบถามไปยังบริษัทเอ เอ เอส ฯ บริษัทเอ เอ เอส ฯ มีหนังสือลงวันที่ 22 มิถุนายน 2542 ยืนยันว่า ผู้ถูกร้องเป็นลูกหนี้บริษัท เอ เอ เอส ฯ จริง โดยมีหนี้เงินต้น 45 ล้านบาท ณ วันที่ 12 ธันวาคม 2540 และวันที่ 30 ตุลาคม 2541
2. สภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีทั้งคณะระหว่างวันที่ 15 - 18 ธันวาคม 2542 ผู้ถูกร้องเป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย ฝ่ายค้านได้หยิบยกบัญชี ฯ ที่ผู้ถูกร้องแสดงต่อผู้ร้องมาอภิปราย มีประเด็นสำคัญ คือ การกู้ยืมเงินจากบริษัทเอ เอ เอส ฯ 45 ล้านบาท โดยกล่าวหาว่า หนี้สินดังกล่าวเป็นเท็จ ไม่ได้กู้ยืมเงินกันจริง และผู้ถูกร้องตอบในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2542 ยืนยันว่า กู้ยืมเงินจากบริษัทเอ เอ เอส ฯ 3 ครั้ง ไม่พร้อมกัน ครั้งแรก 20 ล้านบาท เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2540 ครั้งที่สอง 15 ล้านบาท เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 และครั้งที่สาม 10 ล้านบาท เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2540 รวม 45 ล้านบาท โดยใช้หุ้นธนาคารเอเชีย จำกัด (มหาชน) 1,800,000 หุ้น เป็นหลักประกัน ผู้ถูกร้องมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินเพราะมีบุตร 4 คน บรรลุนิติภาวะแล้ว ทุกคนไม่ต้องการรับราชการ ต้องการทำธุรกิจ ผู้ถูกร้องจึงกู้ยืมเงินจำนวนนี้ให้บุตรลงทุนซื้อหุ้นบริษัทรอยัล ลานนา ทาวเวอร์ จำกัด 32 ล้านบาท ส่วนที่เหลือนำไปลงทุนทำไร่องุ่นกับบริษัทชาละวัน จำกัด และลงทุนเลี้ยงนกกระจอกเทศกับบริษัทฟาร์มพิจิตรไทยปศุสัตว์ จำกัด ที่จังหวัดพิจิตร
3. กลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชนนำข้อมูลที่ได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำหนังสือลงวันที่ 23 และ 27 ธันวาคม 2542 ขอให้ผู้ร้องตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกร้อง ผู้ร้องได้มอบหมายให้กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติสองคนร่วมเป็นคณะทำงานรับผิดชอบในการตรวจสอบ
4. คณะทำงานของผู้ร้องได้ตรวจสอบความถูกต้องของรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยนำประเด็นที่กลุ่มพิทักษ์สิทธิเสรีภาพของประชาชน และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน แจ้งเพิ่มเติมมาประกอบ รวบรวมเอกสารหลักฐาน และสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง สอบปากคำผู้ถูกร้อง ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ พร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา ภายในระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ประเด็นที่ตรวจสอบ คือ ผู้ถูกร้องมีหนี้สินกับบริษัทเอ เอ เอส ฯ 45 ล้านบาท ตามที่แสดงในบัญชี ฯ จริงหรือไม่ ถ้าไม่มีจริง กรณีดังกล่าวเป็นการจงใจแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จหรือไม่ มีข้อที่จะต้องพิจารณา 3 ประการ คือ
4.1 สัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ถูกร้องกับบริษัทเอ เอ เอส ฯ รวม 3 ฉบับ 45 ล้านบาท ทำขึ้นในวันที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน และบริษัทเอ เอ เอส ฯ จ่ายเงินกู้ยืมให้ผู้ถูกร้องตามจำนวนและวันที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงินหรือไม่
4.2 ผู้ถูกร้องกู้ยืมเงินจากนายกฤษนันทร์ พลาฤทธิ์ 45 ล้านบาท ต่อมาได้โอนหนี้ดังกล่าวเป็นของบริษัทเอ เอ เอส ฯ จริงหรือไม่ มีข้อพิจารณาว่า
4.2.1 การกู้ยืมเงินระหว่างนายกฤษนันทร์ ฯ กับนายทรงชัย อัจฉริยหิรัญชัย 43 ล้านบาท มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริงหรือไม่
4.2.2 การกู้ยืมเงินระหว่างนายกฤษนันทร์ ฯ กับผู้ถูกร้อง 45 ล้านบาท มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริงหรือไม่
4.3 ถ้าผู้ถูกร้องไม่ได้กู้ยืมเงิน 45 ล้านบาท จริง เหตุใดจึงแสดงบัญชี ฯ ต่อผู้ร้องว่า เป็นหนี้เงินกู้ยืมบริษัทเอ เอ เอส ฯ และการแสดงหนี้สินดังกล่าวเป็นการกระทำโดยจงใจหรือไม่
เมื่อคณะทำงานของผู้ร้องตรวจสอบเสร็จ ได้เสนอให้ผู้ร้องพิจารณา
5. ผู้ร้องตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ถูกร้องแสดง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 แล้ว สรุปว่า
ประเด็นว่า สัญญากู้ยืมเงินระหว่างผู้ถูกร้องกับบริษัทเอ เอ เอส ฯ 3 ฉบับ 45 ล้านบาท ที่ผู้ถูกร้องแสดงในบัญชี ฯ ทั้ง 3 ครั้ง นั้นเป็นการจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความ อันเป็นเท็จ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่ ผู้ร้องพิจารณาสำเนาสัญญากู้ยืมเงินจากบริษัท เอ เอ เอส ฯ ทั้ง 3 ฉบับ ซึ่งผู้ถูกร้องแนบมาพร้อมกับบัญชี ฯ ระบุรายการกู้ยืมเงิน 45 ล้านบาท และฟังข้อเท็จจริงจากถ้อยคำของนายกฤษนันทร์ ฯ นายอนุศักดิ์ อินทรภูวศักดิ์ กรรมการบริษัท เอ เอ เอส ฯ นายพีรพล อิศราประสาท ผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้แทนบริษัทเอ เอ เอส ฯ นายอภัย ระติสุนทร และนางสาวอุณาภรณ์ นาคล้วน ผู้ลงลายมือชื่อในฐานะพยานว่า สัญญากู้ยืมเงินมีการ ลงลายมือชื่อในวันเดียวกันทั้ง 3 ฉบับ ในเดือนมกราคม 2540 ที่บ้านของผู้ถูกร้อง ถนน สนามบินน้ำ จังหวัดนนทบุรี และไม่มีการส่งมอบเงินตามจำนวนและวันที่ระบุในสัญญากู้ยืมเงิน ดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกร้องยืนยันข้อเท็จจริงนั้นด้วย ดังนั้น เมื่อสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 3 ฉบับ ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ผู้ร้องจึงถือว่า เป็นเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ
ประเด็นที่ผู้ร้องพิจารณาต่อไปมีว่า บริษัทเอ เอ เอส ฯ ให้ผู้ถูกร้องกู้ยืมเงิน 45 ล้านบาท จริงหรือไม่ โดยผู้ร้องพิจารณาจากถ้อยคำของผู้ถูกร้อง นายกฤษนันทร์ ฯ และ นายอนุศักดิ์ ฯ ซึ่งให้ถ้อยคำว่า ผู้ถูกร้องกู้ยืมเงินจากนายกฤษนันทร์ ฯ 45 ล้านบาท เป็นการ ส่วนตัว โดยรับเป็นเงินสด 13 ครั้ง ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม 2539 ต่อมาเกิดความกังวลใจ เนื่องจากการกู้ยืมเงินไม่มีสัญญากู้ยืมชัดเจนเพื่อเป็นหลักฐานฟ้องร้อง จึงโอนหนี้ ดังกล่าวให้เป็นของบริษัทเอ เอ เอส ฯ โดยทำเป็นสัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับ การโอนหนี้ ดังกล่าวมีประเด็นว่า บริษัทเอ เอ เอส ฯ จ่ายเงิน 45 ล้านบาท แล้วหรือไม่ นายอนุศักดิ์ ฯ ให้ถ้อยคำขัดกับนายกฤษนันทร์ ฯ ในสาระสำคัญ โดยนายอนุศักดิ์ ฯ ให้ถ้อยคำว่า บริษัทเอ เอ เอส ฯ จ่ายเงิน 45 ล้านบาท คืนให้กรรมการแล้ว แต่นายกฤษนันทร์ ฯ ให้ถ้อยคำว่า บริษัทเอ เอ เอส ฯ ยังไม่ได้จ่ายเงินดังกล่าว จากการตรวจสอบรายการเงินให้กู้ยืมในระบบบัญชีของบริษัทเอ เอ เอส ฯ ซึ่งแสดงในงบดุลของบริษัทเอ เอ เอส ฯ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นปีที่ระบุว่า มีการโอนหนี้ให้ผู้ถูกร้องเป็นผู้กู้ยืมเงินจากบริษัทเอ เอ เอส ฯ ไม่พบรายการเงินให้กู้ยืมดังกล่าว พบแต่รายการเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการและพนักงานเป็นเงิน 120,630 บาท ซึ่งแม้จำนวนเล็กน้อย ยังปรากฏรายการในงบดุล แต่เงิน 45 ล้านบาท ถ้ามีการให้กู้ยืมกันจริง บริษัทเอ เอ เอส ฯ ต้องลงในรายการงบดุลเช่นกัน และจากคำให้การของนายกฤษนันทร์ ฯ และนายอนุศักดิ์ ฯ ที่อ้างว่า ต้องแปลงหนี้ส่วนตัวเป็นของบริษัทเอ เอ เอส ฯ เพราะกังวลใจว่า จะไม่มีหลักฐานฟ้องร้อง ทั้ง ๆ ที่ไว้ใจให้กู้ยืมเงินกันมาแล้ว โดยไม่กลัวว่าจะไม่ชำระหนี้ แต่อ้างภายหลังว่า จะไม่มีหลักฐาน ฟ้องร้อง ต้องโอนหนี้เป็นของบริษัทเอ เอ เอส ฯ และทำสัญญากู้ยืมเงิน 3 ฉบับ จึงฟังไม่ขึ้น นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบบัญชีแยกประเภทของบริษัทเอ เอ เอส ฯ ประเภทเงินยืมกรรมการประกอบกับการให้ถ้อยคำของนางรัชนี พืชพงษ์ ผู้สอบบัญชีของบริษัทเอ เอ เอส ฯ พบว่า ปี 2538 ถึงปี 2542 บริษัทเอ เอ เอส ฯ กู้ยืมเงินกรรมการและจ่ายคืนหลายครั้ง มีหลักฐาน ชัดเจน จึงถือว่า การกู้ยืมเงินกรรมการและการจ่ายคืนเงินดังกล่าว เป็นธุรกรรมปกติของบริษัท เอ เอ เอส ฯ ไม่เกี่ยวกับการโอนหนี้แต่อย่างใด นอกจากนั้น นางรัชนี ฯ ยืนยันว่า หากมีการโอนหนี้ของผู้ถูกร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จะต้องมีการลงบัญชีและปรากฏรายการในงบดุล พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในหมายเหตุประกอบงบการเงินด้วย แต่ไม่ปรากฏรายการหนี้ดังกล่าวในงบดุลของบริษัทเอ เอ เอส ฯ เห็นว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้กู้ยืมเงินจากบริษัทเอ เอ เอส ฯ 45 ล้านบาท ตามที่แสดงในบัญชี ฯ ที่ยื่นต่อผู้ร้อง แต่นำหลักฐานการกู้ยืมเงิน ซึ่งไม่ตรงกับความจริงมาแสดงต่อผู้ร้องทั้ง 3 ครั้ง ผู้ร้องจึงเห็นว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จต่อผู้ร้อง
ส่วนกรณีที่อ้างและแสดงหลักฐานว่า ผู้ถูกร้องกู้ยืมเงินจากนายกฤษนันทร์ ฯ นายกฤษนันทร์ ฯ ไปกู้ยืมเงินนายทรงชัย ฯ มาให้ผู้ถูกร้องกู้ยืมต่อเป็นงวด ๆ อีก รวมทั้งสิ้น 13 งวด เมื่อผู้ถูกร้องได้รับเงินแต่ละงวดแล้ว จะเรียกนายเกรียง วงศ์วีระวัฒน์ กรรมการบริษัทรอยัล ลานนา ฯ มารับเป็นค่าซื้อหุ้นบริษัทรอยัล ลานนา ฯ และการกู้ยืมเงิน 45 ล้านบาท ไม่ปรากฏว่า มีการนำเงินผ่านเข้าบัญชีธนาคาร ไม่น่าเชื่อว่า การกู้ยืมเงินเป็นจำนวนมาก ๆ เช่นนี้จะทำกันเป็นเงินสด แม้กระทั่งการซื้อหุ้นบริษัทรอยัล ลานนา ฯ นายเกรียง ฯ ไม่เคยนำเงินค่าซื้อหุ้นของผู้ถูกร้องเข้าบัญชีของบริษัทรอยัล ลานนา ฯ กลับอ้างว่า นำไปใช้จ่ายหมุนเวียนในภารกิจของตนทั้งหมด ซึ่งฟังไม่ขึ้น เห็นว่า ไม่มีการกู้ยืมเงินกันจริง แต่สร้างหลักฐานขึ้นมา เพราะผู้ถูกร้องเกรงว่า จะถูกตรวจสอบพบว่า มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เมื่อยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ เปรียบเทียบกับที่เคยยื่น ต่อคณะกรรมการ ป.ป.ป. ตามพระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 ซึ่งในครั้งนั้น ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ รวม 3 ครั้ง คือ
ครั้งที่ 1 ยื่นบัญชี ฯ วันที่ 11 สิงหาคม 2529 กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีทรัพย์สิน 11,153,656 บาท มีหนี้สิน 6,324,980.59 บาท ทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 4,828,675.41 บาท


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายชัยอนันต์ สมุทวณิช) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update