กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 12/2544
วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2544
เรื่อง พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 96 ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ หรือไม่


ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอคำร้อง ลงวันที่ 19 มีนาคม 2544 ขอให้ศาล รัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 ว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 96 มีปัญหา เกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า
1. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ได้รับหนังสือร้องเรียนของนายสนิท วรปัญญา และคณะ รวมสิบคน ว่า คำสั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 เรื่อง คำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ กรณีการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งจังหวัดระนอง เขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้ง จังหวัดศรีสะเกษ และเขตเลือกตั้ง จังหวัดอุบลราชธานี มีผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกคัดค้านทุกคนตามคำสั่งนี้สิ้นสุดลง นับแต่วันที่มีคำสั่ง นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงเสนอคำร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อ ผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภา ให้ใช้อำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังต่อไปนี้
1.1 คณะกรรมการการเลือกตั้งอาศัยอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 (7) และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 95 (1) มีคำสั่งที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 มีผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกคัดค้าน ทุกคนตามคำสั่งนี้สิ้นสุดลงนับแต่วันที่มีคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 นั้น เป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และกระทบสิทธิและเสรีภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ถูกคัดค้าน เพราะเป็นการทำให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง ก่อนครบวาระ เป็นการเพิ่มเติมลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเป็น การเพิ่มเติม เหตุที่ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ หากจะให้อำนาจองค์กรใดมีอำนาจให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง จะต้องเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ซึ่งบัญญัติ กรณีต่าง ๆ ที่ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ที่บัญญัติเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพเพิ่มขึ้นอีก จึงเป็นบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจไว้ เป็นการไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับ มิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6
1.2 การทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงก่อนครบวาระ เป็นการจำกัด สิทธิและเสรีภาพของบุคคล เพราะสิทธิใน การดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง ตามประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้งที่รับรองผลการเลือกตั้ง ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่ จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้ เมื่อการสิ้นสุด สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 การที่คณะกรรมการการ เลือกตั้งมีคำสั่ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ และ ให้มีผลตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 จึงเป็นการ จำกัดสิทธิบุคคลเกินที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 บัญญัติ
 
    1.3 การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งอ้างว่า คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 มีผล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 ด้วยนั้น เป็นเพียง ผลจากการที่สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 อันจะมีผลต่อ กิจการที่สมาชิกวุฒิสภาได้กระทำไปในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยู่ โดยมีผลต่อเงินเดือนและค่าตอบแทน ที่ได้รับไปแล้วเท่านั้น มิได้มีผล ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้สมาชิกภาพของสมาชิก วุฒิสภาสิ้นสุดลง เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมการเลือกตั้ง โดย สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือนับคะแนนใหม่ เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริตและเที่ยงธรรม แต่การสิ้นสุดสมาชิกภาพ ของสมาชิกวุฒิสภาต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ หากจะให้ องค์กรใดมีอำนาจสั่งให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง จะต้องมีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 มิได้บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้เลือกตั้งใหม่แล้วให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง อำนาจในการวินิจฉัยว่า สมาชิก ภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดสิ้นสุดลงหรือไม่ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (8) ส่วนอำนาจในการวินิจฉัยให้เลือกตั้งใหม่ และทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มิได้มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 หรือใน มาตรา ดังนั้น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 10 (7) และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 95 (1) อันมีผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา สิ้นสุดลง จึงเป็นการใช้อำนาจแทนศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้ใดสิ้นสุดลง และเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
2. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 ดังนี้
2.1 เมื่อรัฐธรรมนูญได้บัญญัติการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ไว้เป็นการเฉพาะและชัดเจนตาม มาตรา 133 โดยให้ วุฒิสภามีอำนาจถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตำแหน่ง หรือศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากสมาชิกภาพตาม มาตรา 133 (8) แต่ไม่มีบทบัญญัติ มาตรา ของรัฐธรรมนูญที่บัญญัติให้ตรากฎหมายอื่นเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา หรือ ให้องค์กรอื่นนอกจากวุฒิสภาและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาหรือวินิจฉัยให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากสมาชิกภาพได้ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งถูกคัดค้านสิ้นสุดลงนับแต่ วันที่มีคำสั่ง อันเป็นผลร้ายและกระทบต่อสิทธิหรือสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งรัฐธรรมนูญ ได้รับรองไว้ จึงเป็นบทบัญญัติที่นอกเหนือ แตกต่าง หรือเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 133
2.2 คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 ที่อ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 นั้น มาตรา 97 เป็น บทบัญญัติที่รับรองกิจการที่สมาชิก วุฒิสภาได้กระทำไปในหน้าที่ หรือสิทธิในการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทน อย่างอื่น ก่อนที่จะออกจากตำแหน่งหรือก่อนที่สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงเท่านั้น มิได้เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ของสมาชิกวุฒิสภา แม้จะมีความในตอนท้ายว่า "... เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรง ตำแหน่งดังกล่าว" ก็มิได้หมายความว่า จะสามารถออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ โดยให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาเพิ่มเติม หรือนอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ได้ กรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 น่าจะหมายถึงการออกจากตำแหน่ง เพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับการเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ที่สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ดังเช่นที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 และ มาตรา 90 กล่าวคือ ถ้าปรากฏหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่า ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา ผู้ใดกระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้งหรือได้รับเลือกตั้งมา โดยไม่สุจริต คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง อันจะเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลง ตาม มาตรา 133 (5) ซึ่งสอดคล้องกับการออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ตามที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ มาตรา 97
2.3 แม้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 และ มาตรา 90 จะบัญญัติให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในกรณีที่มีการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ก็ตาม แต่ก็ยังให้ต้องได้รับความเห็นชอบจาก คณะกรรมการตรวจสอบ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการกฤษฎีกาทุกคณะตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา และต้องกระทำ ภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศผล การเลือกตั้ง เพื่อให้การกระทำเป็นไปด้วยความรอบคอบและมีกำหนดเวลาที่แน่นอน เนื่องจากเป็น บทบัญญัติที่ให้อำนาจตัดสิทธิบุคคล จึงต้องเป็นไปโดยจำกัดและเคร่งครัด หากพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ใช้บังคับได้โดยไม่ถือ ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แล้ว จะกลายเป็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจวินิจฉัยให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา สิ้นสุดลงได้อย่างกว้างขวาง โดยไม่จำกัดเวลา และไม่ต้องมีองค์กรใดช่วยกลั่นกรองตรวจสอบ เพื่อความรอบคอบ ดังนั้น การแก้ไขพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ฯ โดยเพิ่ม มาตรา 85/9 ก็จะไม่มีประโยชน์และไม่มีความจำเป็นอย่างใด เพราะคณะกรรมการ การเลือกตั้งใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงได้โดยอิสระและไม่จำกัดเวลาอยู่แล้ว
3. ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญส่งสำเนาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาไปยัง คณะกรรมการการเลือกตั้งในฐานะผู้ถูกร้องเพื่อยื่น คำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจง สรุปได้ว่า
1. คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจหน้าที่เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัด ให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการดังกล่าว ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ฯลฯ โดยรัฐธรรมนูญให้อำนาจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดที่จะดำเนินการเมื่อมีหลักฐาน อันควรเชื่อว่า การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และเกี่ยวกับการประกาศผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรค หนึ่ง (5) หากมีบุคคลใดซึ่งได้รับการประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ต่อมามีผู้คัดค้านการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือปรากฏหลักฐาน อันควรเชื่อในภายหลังต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้งว่า ผู้นั้นหรือผู้ใดได้กระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไป อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการ การเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง และเมื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 (1) และ (2) โดยสั่งให้เลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่ง หรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) บทบัญญัติดังกล่าวมีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 10 (5) และ (8) และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ หมวด 3 การคัดค้านการเลือกตั้ง มาตรา 94 ถึง มาตรา 97 บัญญัติรองรับไว้ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2. การตีความกฎหมาย ต้องตีความตามลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ บทบัญญัติ ต่าง ๆ ของกฎหมายฉบับเดียวกันต้องตี ความให้สอดคล้องกันและมีผลบังคับใช้ได้ทุก มาตรา เพราะ บทบัญญัติของกฎหมายฉบับเดียวกันมีศักดิ์และผลบังคับเสมอกัน เว้นแต่บทบัญญัติที่เป็นข้อยกเว้น ของบททั่วไป รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา) มาตรา 145 และ มาตรา 147 (อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง) นั้น จะต้อง ตีความให้มีผลบังคับ เสมอกัน เพราะ มาตรา 133 ไม่ใช่ข้อยกเว้นของ มาตรา 145 และ มาตรา 147 ดังนั้น การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา จึงอาจเป็นไปตาม มาตรา 133 หรือเป็นผลจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตาม มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 ได้ บัญญัติยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาอาจจะต้องออกจากตำแหน่ง เพราะเหตุ ที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภา นอกจากนี้ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 (บัญญัติสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 97 ) ได้บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภาซึ่งถูกคัดค้าน นั้นสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง
แม้รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง จะให้ศาลยุติธรรม มีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมี การคัดค้านการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ได้บัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกคัดค้านการเลือกตั้งและศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ต้องสิ้นสุดไว้ ในบทบัญญัติว่าด้วยการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งบัญญัติให้อำนาจ ของศาลยุติธรรมดังกล่าวมาเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้น สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาจึงอาจสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 หรือ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 เมื่อพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 อธิบายรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) จึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 133
มีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นว่า การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 198 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อ บังคับ หรือการกระทำใดของบุคคลใดตาม มาตรา 197 (1) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐ ธรรมนูญ หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลปกครอง แล้วแต่กรณี" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แล้วแต่กรณี พิจารณาวินิจฉัยเรื่องที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า"
พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเห็นว่า บทบัญญัติแห่ง กฎหมายใด มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา มีอำนาจเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยได้ เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภาได้รับหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมของนายสนิท วรปัญญา และคณะ รวมสิบคน กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ในเขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งจังหวัดระนอง เขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ และเขตเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจาก มีการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือก ตั้งดังกล่าว รวมสิบคน ซึ่งมีผลทำให้สมาชิกภาพ ของสมาชิกวุฒิสภาผู้ถูกคัดค้านดังกล่าว สิ้นสุดลง และได้พิจารณาจากเหตุผลตามหนังสือร้องเรียนแล้ว มีความเห็นว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 มีปัญหาเกี่ยวกับ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ดังนั้น จึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณา วินิจฉัยได้ ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ 14 เสียง ให้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือก ตั้ง ฯ มาตรา 96 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้สมาชิกภาพของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถูกคัดค้านนั้นสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง แต่ทั้งนี้ย่อม ไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่ก่อนที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาได้รับแจ้งคำสั่ง" และ วรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการนับคะแนนใหม่และเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาซึ่งถูกคัดค้านต้องสิ้นสุดลง ให้มีผลตั้งแต่ วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนนใหม่ แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่ ก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนนใหม่"
รัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้... (4) สั่งให้มีการเลือกตั้ง ใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (5) ประกาศผลการเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ (6) ดำเนินการอื่นตามที่กฎหมาย บัญญัติ" หมายความว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถใช้ดุลพินิจที่จะพิจารณาวินิจฉัยว่า ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งมีการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาแล้วและเชื่อว่า การเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งมิได้เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม รัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ นอกจากนั้น คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการประกาศผลการเลือกตั้ง รวมทั้งการดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ให้อำนาจไว้ด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง โดยพลัน เมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
(1) ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด เขตเลือกตั้งหนึ่งคัดค้านว่า การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
(2) ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก่อนได้รับเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดได้กระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริต เพื่อ ให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไป ทั้งนี้ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อดำเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จ แล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน" หมายความว่า เมื่อมีกรณีตาม มาตรา 147 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) รัฐธรรมนูญบัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลัน และเมื่อดำเนินการเสร็จ แล้ว ต้องพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลันด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 97 บัญญัติว่า "การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาภายหลังวันที่ สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ว่าสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่ง สภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว" หมายความว่า กิจการใด ๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ได้กระทำไปในหน้าที่ รวมทั้งเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ ได้รับไปขณะ อยู่ในตำแหน่ง รัฐธรรมนูญรับรองว่า จะไม่ถูกกระทบกระเทือนด้วยเหตุต้องออกจากตำแหน่งเพราะ สมาชิกภาพสิ้นสุดลง แต่มีข้อยกเว้นว่า กรณีที่ต้องออกจากตำแหน่งเพราะการได้รับเลือกตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ต้องคืนเงิน ประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น
พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 บัญญัติขึ้นเพื่อให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 มาตรา 145 และ มาตรา 147 เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผู้ใด ในเขต เลือกตั้งใดใหม่แล้ว สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นย่อมสิ้นสุดลงไปด้วย เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงได้นอกเหนือจากที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 บัญญัติไว้ และการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็ต้องสืบเนื่องมาจากการดำเนินการสืบสวน สอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 ก่อนแล้ว นอกจากนั้น การที่ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 วรรคสอง บัญญัติเรื่องการนับคะแนนใหม่ อันเป็นเหตุให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้ถูกคัดค้านต้องสิ้นสุดลง โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งประกาศผลการนับคะแนนใหม่นั้น ก็เป็นการบัญญัติโดยอาศัยอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (6) ส่วนที่บัญญัติเรื่องผลกระทบใน มาตรา 96 วรรคสอง ว่า "แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่ก่อนที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการนับ คะแนนใหม่" เป็นการนำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 มาปรับใช้เพื่ออธิบายให้ชัดเจนขึ้น ในทำนองเดียวกันกับการใช้ใน มาตรา 96 วรรคหนึ่ง กรณีสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 12 ต่อ 1 เสียง ว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 96 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update