กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 13/2544
วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2544
เรื่อง ประธานรัฐสภาเสนอคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีการสั่งให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาใหม่ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่


ประธานรัฐสภาเสนอคำร้องลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 และคำร้องเพิ่มเติม ลงวันที่ 19 มีนาคม 2544 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ว่า
1) พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 96 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
2) การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 10 (7) พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 95 (1) และ มาตรา 96 และให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิบคนสิ้นสุดลง โดยที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 มิได้กำหนดเหตุสิ้นสุดไว้นั้น ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ หรือไม่ และ
3) การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้ง โดยอ้างว่า มีผู้ร้องคัดค้านการ เลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 มาตรา 94 และอ้างเหตุผลในการมีคำสั่งว่า มีการกระทำอันเป็นการ ฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมิได้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2543 มาตรา 85/9 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องสั่งการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่การประกาศผลการเลือกตั้งนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า
1. คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำร้องคัดค้านตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 94 ว่า การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้ง จังหวัดระนอง เขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ และเขตเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เนื่องจากก่อนได้รับเลือกตั้ง นายกวี สุภธีระ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดขอนแก่น นางพวงเล็ก บุญเชียง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพะเยา นาง สำรวย แขวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายธรรมนูญ มงคล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดระนอง พลเอก ศิรินทร์ ธูปกล่ำ และนายสนิท วรปัญญา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลพบุรี นายชวาล มหาสุวีระชัย และนายชิต เจริญประเสริฐ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ และ นายวีระศักดิ์ จินารัตน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานีได้กระทำการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 44 ประกอบกับ มาตรา 90
2. คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามวิธีพิจารณาการคัดค้านการเลือกตั้ง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยวิธีพิจารณาการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2542 โดยให้โอกาสผู้ถูกร้องคัดค้าน ทุกคนมาให้ถ้อยคำและ แสดงพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 19 แล้ว ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การ เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งจังหวัด พระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งจังหวัดระนอง เขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ และเขตเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมในส่วนที่เกี่ยวกับ นายกวี สุภธีระ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัด ขอนแก่น นางพวงเล็ก บุญเชียง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพะเยา นางสำรวย แขวัฒนะ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายธรรมนูญ มงคล สมาชิก วุฒิสภา จังหวัดระนอง พลเอก ศิรินทร์ ธูปกล่ำ และนายสนิท วรปัญญา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดลพบุรี นายชวาล มหาสุวีระชัย และนายชิต เจริญประเสริฐ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดศรีสะเกษ นายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ และนายวีระศักดิ์ จินารัตน์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดอุบลราชธานี อันเป็นผลมาจากการกระทำที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 44 ประกอบกับ มาตรา 90
3. คณะกรรมการการเลือกตั้งอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 10 (7) พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การเลือกตั้ง ฯ มาตรา 95 (1) มีมติด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ในเขตเลือกตั้งจังหวัดขอนแก่น 1 คน เขตเลือกตั้ง จังหวัดพะเยา 1 คน เขตเลือกตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1 คน เขตเลือกตั้งจังหวัดระนอง 1 คน เขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี 2 คน เขตเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ 2 คน และเขตเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี 2 คน ทั้งนี้ ตามคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 ซึ่งมีผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งถูกคัดค้านตามคำสั่งนี้ สิ้นสุดลง นับแต่วันที่มีคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 และ รัฐธรรมนูญ มาตรา 97
 
    4. ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2544 นายสนิท วรปัญญา พลเอก ศิรินทร์ ธูปกล่ำ นางพวงเล็ก บุญเชียง นายกวี สุภธีระ นาย วีระศักดิ์ จินารัตน์ นางสำรวย แขวัฒนะ นายธรรมนูญ มงคล นายชิต เจริญประเสริฐ นายชวาล มหาสุวีระชัย และนายนิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ได้ยื่นคำร้องต่อ ประธานรัฐสภา ขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 เสนอเรื่องพร้อมความเห็น เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับคำสั่ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 เรื่อง คำสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ฯ โดยให้เหตุผล สรุปได้ว่า คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะได้เพิ่มเติมเหตุที่ทำให้ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง นอกจากที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 133 กล่าวคือ คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากตำแหน่งและสั่งให้มี การเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 และ มาตรา 97 เป็นบทบัญญัติที่ขยายอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเกินที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 จึงมี ปัญหาเกี่ยวกับกรณีกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และการที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มี การเลือกตั้งใหม่นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องมีคำสั่งภายในหนึ่งปี นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 ถ้าหากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งจะใช้อำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 มาตรา 147 มิได้ ประกอบกับคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นพื้นฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยตรง
5. ประธานรัฐสภาเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 และ มาตรา 147 ในฐานะเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการ จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ใหม่ และสั่งให้สมาชิกภาพของผู้ที่ถูกคัดค้านทั้งสิบคน สิ้นสุดลง โดยผู้ที่ถูกคัดค้านดังกล่าว โต้แย้งว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งไม่มีอำนาจ และใช้อำนาจผิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกรณีที่มี ปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น และรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติให้ประธานรัฐสภามีอำนาจเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาและวินิจฉัยได้
ประธานรัฐสภาจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ดังนี้
5.1 การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 10 (7) ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 95 (1) และ มาตรา 96 และให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาทั้งสิบคนสิ้นสุดลง โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 มิได้กำหนดเหตุสิ้นสุด ดังกล่าวไว้นั้น ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ หรือไม่
5.2 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
5.3 การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้ง โดยอ้างว่า มีผู้ร้องคัดค้าน การเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 94 และอ้างเหตุผลในการมีคำสั่งว่า มีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมิได้ดำเนินการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องสั่งการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี นับแต่การประกาศผลการเลือกตั้ง นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญส่งสำเนาคำร้องของประธานรัฐสภาไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะผู้ถูกร้องเพื่อยื่นคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ
คณะกรรมการการเลือกตั้งชี้แจง สรุปได้ว่า
1. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญให้มีอำนาจหน้าที่ เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดำเนินการดังกล่าว ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มีประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ฯลฯ โดยรัฐธรรมนูญให้อำนาจแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาดที่จะดำเนินการในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อว่า การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และเกี่ยวกับการประกาศผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (5) และหากมีบุคคลใดซึ่งได้รับการประกาศรับรองผล การเลือกตั้งจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ต่อมา มีผู้คัดค้าน การเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือปรากฏหลักฐาน อันควรเชื่อในภายหลังต่อ คณะกรรมการเลือกตั้งว่า ผู้นั้นหรือผู้ใดได้กระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริต โดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไป อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหา ข้อเท็จจริง และเมื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องวินิจฉัยสั่งการ โดยพลัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) โดยสั่งให้ เลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่ง หรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควร เชื่อได้ว่า การเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) บทบัญญัติดังกล่าวมีพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 10 (5) และ (8) และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ หมวด 3 การคัดค้านการเลือกตั้ง มาตรา 94 ถึง มาตรา 97 บัญญัติรองรับไว้ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
2. การตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ
การตีความกฎหมายต้องตีความตามลายลักษณ์อักษรและเจตนารมณ์ บทบัญญัติต่าง ๆ ของกฎหมายฉบับเดียวกัน ต้องตีความให้สอดคล้องกัน และมีผลบังคับใช้ได้ทุก มาตรา เพราะบทบัญญัติของกฎหมายฉบับเดียวกันมีศักดิ์และผลบังคับเสมอกัน เว้นแต่บทบัญญัติที่ เป็นข้อยกเว้นของบททั่วไป รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา) มาตรา 145 และ มาตรา 147 (อำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง) นั้น จะต้องตีความให้มีผลบังคับเสมอกัน เพราะ บทบัญญัติ มาตรา 133 ไม่ใช่ข้อยกเว้นของบทบัญญัติ มาตรา 145 และ มาตรา 147 ดังนั้น การสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา จึงอาจเป็นไปตาม มาตรา 133 หรือเป็นผลจากการที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ตาม มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 บัญญัติยืนยันว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา อาจจะต้องออกจากตำแหน่ง เพราะเหตุที่ได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นอกจากนี้ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 (บัญญัติสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 97) ก็ได้บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภาซึ่งถูกคัดค้านนั้น สิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง
แม้รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ และกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง จะให้อำนาจ ศาลยุติธรรมในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ เนื่องจากมีการคัดค้านการเลือกตั้ง ก็ไม่ได้บัญญัติให้ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ถูกคัดค้านการเลือกตั้ง และ ศาลสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ต้องสิ้นสุดลงด้วย ในบทบัญญัติว่าด้วยการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นไป ทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันซึ่งให้อำนาจของศาลยุติธรรมดังกล่าวมาเป็นอำนาจของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ดังนั้น สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาจึงอาจสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 หรือ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ซึ่งเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) จึงไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 133
3. การสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่อันเนื่องมาจากการคัดค้านการเลือกตั้ง
เมื่อได้รับคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 94 คณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องดำเนินการพิจารณาโดยไม่ชักช้าตาม มาตรา 95 โดยกฎหมายมิได้บัญญัติว่า จะต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในระยะเวลาเท่าใด แต่ จะต้องดำเนินการพิจารณาโดยไม่ชักช้าตลอดระยะเวลาที่สมาชิกวุฒิสภาผู้ถูกร้องคัดค้านยังอยู่ในตำแหน่ง ทั้งนี้ เป็นอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 กรณีที่เห็นว่า สมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูกคัดค้านไม่สมควรได้รับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งใหม่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง อาจใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 สั่งให้ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิก ผู้นั้นมีกำหนดหนึ่งปี แต่ต้องสั่งภายในหนึ่งปี นับแต่วันประกาศ ผลการเลือกตั้ง
สำหรับกรณีสมาชิกวุฒิสภาทั้งสิบคน ที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงโดยผลแห่ง กฎหมาย อันเนื่องมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ ตามคำสั่งคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 นั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่า ยังสมควรให้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งใหม่ (เลือกตั้งซ่อม) ได้ จึงไม่ได้ใช้อำนาจ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 ดังกล่าว
4. ความมีผลบังคับของการกระทำของคณะกรรมการการเลือกตั้ง กิจการต่าง ๆ ที่อยู่ในการควบคุมดูแลของคณะกรรมการ การเลือกตั้ง อาจแบ่ง ได้เป็น 3 ประเภท คือ
4.1 การที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งสั่งไม่รับสมัครผู้สมัคร รับเลือกตั้ง คำสั่งดังกล่าวไม่ถึงที่สุด ผู้สมัครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 34 และถึงแม้ว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งประกาศรับสมัครผู้สมัครรับ เลือกตั้งแล้ว ก่อนวันเลือกตั้งถ้าปรากฏหลักฐานว่า ผู้สมัครผู้ใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม มิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาวินิจฉัยให้เพิกถอนการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้น ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 34/1
4.2 การใช้อำนาจของประธานกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียน พรรคการเมือง ในกรณีที่เห็นสมควรให้ยุบพรรคการเมือง รวมพรรคการเมือง หรือในเรื่องการขอ จัดตั้งพรรคการเมือง การสั่งการหรือความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองนั้น ยังไม่มีสภาพบังคับ เสร็จเด็ดขาดหรือถึงที่สุด อำนาจวินิจฉัยที่มีสภาพบังคับถึงที่สุดในเรื่องดังกล่าวเป็นของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 17 มาตรา 67 และ มาตรา 72
4.3 อำนาจในการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตามข้อ 1. นั้น รัฐธรรมนูญได้นำเอาอำนาจของศาลยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ มาเป็น อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่า เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการ เลือกตั้งใหม่แล้ว คำสั่งดังกล่าวย่อมมีสภาพบังคับเสร็จเด็ดขาดหรือถึงที่สุดหรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการใช้อำนาจทางตุลาการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ซึ่งได้รับผลจากคำสั่งดังกล่าวไม่อาจ อุทธรณ์หรือฟ้องร้องต่อองค์กรใดให้พิจารณาทบทวนได้อีก เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 134 ซึ่งกำหนดระยะเวลาในการจัดการเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลง คณะกรรมการการเลือกตั้ง ต้องดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ขึ้นแทนภายในสี่สิบห้าวัน นับแต่วันที่ตำแหน่งนั้นว่างลง แสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้คำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ของคณะกรรมการ การเลือกตั้งมีสภาพบังคับเสร็จเด็ดขาด และเริ่มดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาขึ้นแทนโดยเร็ว
ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้อง) จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณายกคำร้องของผู้ร้อง
มีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นว่า การที่ประธานรัฐสภาเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยเรื่องนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ องค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรนั้นหรือประธานรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาให้เป็นไปโดยสุจริตและ เที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 มีอำนาจหน้าที่สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใดหน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าการเลือกตั้งในหน่วย เลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลัน เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก่อนได้รับการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภาผู้ใดได้กระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับ เลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำ ลงไป อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 วรรคหนึ่ง (2) การที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ กรณีการคัดค้านการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา เขตเลือกตั้ง จังหวัดขอนแก่น เขตเลือกตั้งจังหวัดพะเยา เขตเลือกตั้งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขตเลือกตั้งจังหวัดระนอง เขตเลือกตั้งจังหวัดลพบุรี เขตเลือกตั้งจังหวัดศรีสะเกษ และ เขตเลือกตั้งจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งถูกคัดค้านการเลือกตั้งสิบคน สิ้นสุดลง ตั้งแต่วันที่ มีคำสั่ง และผู้ถูกคัดค้านดังกล่าวโต้แย้งคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า เป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กรณีจึงมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่ง เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแล้ว เมื่อประธานรัฐสภาเสนอเรื่องดังกล่าวพร้อมความเห็นต่อ ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดย เสียงข้างมาก 8 ต่อ 5 เสียง ว่า กรณีตามคำร้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 แล้ว จึงให้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปมีว่า
1. พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ หรือไม่
2. การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ซึ่งเป็นผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภา ผู้ถูกคัดค้านการเลือกตั้งสิ้นสุดลงนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
3. การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ โดยเหตุมีผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 94 เนื่องจากมีการกระทำอันเป็นการ ฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมิได้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ เลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
ประเด็นที่หนึ่ง พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
ประเด็นนี้ เป็นประเด็นเดียวกันกับประเด็นตามคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว ตามคำวินิจฉัยที่ 12/2544 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2544 ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่วินิจฉัยประเด็นนี้อีก เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 บัญญัติให้คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
ประเด็นที่สอง การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ซึ่งเป็นผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิก วุฒิสภาผู้ถูกคัดค้านการเลือกตั้งสิ้นสุดลงนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 บัญญัติว่า "สมาชิกภาพของสมาชิก วุฒิสภาสิ้นสุดลงเมื่อ
(1) ถึงคราวออก ตามอายุของวุฒิสภา
(2) ตาย
(3) ลาออก
(4) ขาดคุณสมบัติตาม มาตรา 125
(5) มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 126
(6) มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 127
(7) กระทำการอันต้องห้ามตาม มาตรา 128
(8) วุฒิสภามีมติตาม มาตรา 307 ให้ถอดถอนออกจากตำแหน่ง หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากสมาชิกภาพตาม มาตรา 96 ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย แล้วแต่กรณี
(9) ขาดประชุมเกินจำนวนหนึ่งในสี่ของจำนวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวัน โดยไม่ได้รับอนุญาต จากประธานวุฒิสภา
(10) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ" หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาอาจสิ้นสุดสมาชิกภาพด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 บัญญัติ รวม 10 กรณี ซึ่งถือได้ว่า เป็นการสิ้นสุดสมาชิกภาพด้วยเหตุส่วนตนโดยเฉพาะ แต่ มิได้หมายความว่า สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาจะสิ้นสุดได้ก็ด้วยเหตุดังกล่าวเท่านั้น ประเด็นที่ว่า จะมีเหตุอื่นใดที่ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงอีกด้วยหรือไม่ นั้น ต้องขึ้นอยู่กับ บทบัญญัติอื่นที่ เกี่ยวข้องของรัฐธรรมนูญ และเมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ว่า "คณะกรรมการการ เลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้....(4) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใด หน่วยเลือกตั้งหนึ่ง หรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งหรือ การออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม" โดย มาตรา 147 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน เพื่อหาข้อเท็จจริงโดยพลัน เมื่อมีกรณีใด กรณีหนึ่ง ดังต่อไปนี้....(2) ปรากฏหลักฐานอันควร เชื่อได้ว่า ก่อนได้รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ใดได้กระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริตเพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง หรือ ได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดได้กระทำลงไป ทั้งนี้ อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น" ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 บัญญัติว่า "การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้นออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าว" ซึ่งหมาย ความว่า รัฐธรรมนูญเองรับรองว่า การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาได้รับเลือกตั้งมาโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ นั้น ก็เป็นเหตุอีกประการหนึ่งที่ ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผู้นั้นสิ้นสุดลงได้เช่นกัน ถึงแม้ เหตุนี้จะไม่ได้บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญ มาตรา 133 ก็ตาม ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งใช้อำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 และ มาตรา 147 สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่เมื่อใด แทนบุคคลใด บุคคลผู้ดำรงตำแหน่งอยู่ย่อมต้องสิ้นสุด สมาชิกภาพไปด้วยโดยปริยาย เพราะเหตุที่กำลังจะมีการเลือกตั้งใหม่ มิเช่นนั้น ก็จะเป็นการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเกินจำนวนที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ใน มาตรา 121 ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 วรรคหนึ่ง จึงได้บัญญัติให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 97 มาตรา 145 และ มาตรา 147 ว่า "เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งถูกคัดค้านนั้นสิ้นสุดลงนับตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง แต่ทั้งนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่ผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่ก่อนที่ประธานสภา ผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภาได้รับแจ้งคำสั่ง" ดังนั้น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ซึ่งเป็นผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้ถูกคัดค้านการเลือกตั้ง สิบคน สิ้นสุดลง จึงอยู่ในอำนาจที่คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอยู่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 96 แล้ว
ประเด็นที่สาม การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ โดยเหตุมีผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 94 เนื่องจากมีการกระทำอัน เป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมิได้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิก วุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่นรวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม" และ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ ....(4) สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือออกเสียงประชามติใหม่ในหน่วยเลือกตั้งใด หน่วยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหน่วยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งหรือการ ออกเสียงประชามติในหน่วยเลือกตั้งนั้น ๆ มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม" ส่วนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏหลักฐาน อันควรเชื่อได้ว่า ก่อนได้รับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้ใดกระทำการใด ๆ โดยไม่สุจริต เพื่อให้ตนเองได้รับเลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้งมาโดยไม่สุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรค การเมืองใดได้กระทำ ทั้งนี้ อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้งจะสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ของสมาชิกผู้นั้น มี กำหนดเวลาหนึ่งปีก็ได้ แต่ต้องสั่งภายในหนึ่งปีนับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง แล้วแจ้งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรี ทราบ" มาตรา 90 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้นำบทบัญญัติใน....ส่วนที่ 10 การดำเนินการกรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ของหมวด 1 การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเฉพาะกรณีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เว้นแต่บทบัญญัติที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองมาใช้บังคับกับการเลือกตั้งสมาชิก วุฒิสภา ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือ ในหมวดนี้" และ มาตรา 95 บัญญัติว่า "เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาโดยไม่ชักช้า และให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีอำนาจ ดังต่อไปนี้ (1) ถ้าเห็นว่า การเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งใดมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม สมควร จะให้มีการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ ให้มีคำสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่ ในหน่วยเลือกตั้งหรือเขตเลือกตั้งนั้น แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจะมีคำสั่งให้มีการนับคะแนนใหม่หรือเลือกตั้งใหม่เฉพาะแต่สมาชิกวุฒิสภาคนใดที่ถูกคัดค้าน ในเขตเลือกตั้งตามคำร้อง คัดค้านนั้นก็ได้" ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในการควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา นั้น รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้อำนาจหน้าที่แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งไว้หลายประการ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งชอบที่ จะใช้อำนาจหน้าที่ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถบรรลุเป้าหมายแห่งความสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ได้ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (4) และ มาตรา 147 ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ทั้งในการสั่งให้มี การเลือกตั้งใหม่ ตาม มาตรา 95 และในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ตาม มาตรา 85/9 และ มาตรา 90 แล้ว ดังนั้น คำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงเอกฉันท์ 10 เสียง ว่า (1) การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีคำสั่งที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 สั่งให้มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ ซึ่งเป็นผลทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผู้ถูกคัดค้าน การเลือกตั้งสิ้นสุดลงนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว และ (2) การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่งที่ 81/2544 ลงวันที่ 13 มีนาคม 2544 สั่งให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาใหม่ โดยเหตุที่มีผู้ร้องคัดค้านการเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 94 เนื่องจากมีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไป โดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยมิได้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ฯ มาตรา 85/9 นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update