กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 14/2544
วันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2544
เรื่อง พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ในส่วนที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจจัดการ ทรัพย์สินหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง หรือไม่


ศาลจังหวัดนครราชสีมาส่งคำโต้แย้งของบริษัทนครราชสีมาทำไม้ จำกัด จำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลาย หมายเลขแดงที่ ล. 9/2540 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ในส่วนที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับ อำนาจจัดการทรัพย์สินหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า
1. ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2528 เรื่อง ผิดสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและค้ำประกัน ระหว่างธนาคารกรุงเทพ จำกัด โจทก์ กับ บริษัทนครราชสีมาทำไม้ จำกัด จำเลยที่ 1 และนายไพบูลย์ รัตนเศรษฐ์ จำเลยที่ 2 คดีหมายเลขดำที่ 990/2528 คดีหมายเลขแดงที่ 847/2528 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 224,111.29 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2528 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ
2. ต่อมา เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2538 โจทก์ยื่นคำฟ้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ว่า จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษา จึงขอให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลย ทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483
3. ศาลจังหวัดนครราชสีมามีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2540 เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาในคดีแพ่งจนคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 มิได้ ชำระหนี้แก่โจทก์และไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้โจทก์ได้ กรณีจึงต้องด้วย ข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่า เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 8 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาอันถึงที่สุด เป็นเงิน 561,772.77 บาท ตามฟ้อง และหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ซึ่งกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอนและ ถึงกำหนดชำระแล้ว และจำเลยที่ 1 มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ จำเลยที่ 1 เด็ดขาด และยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2540 ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสอง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2541 พิพากษายืน
4. จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 ว่า เนื่องจากบทบัญญัติของพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 อันจะใช้บังคับในคดีนี้ ให้อำนาจ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ก่อนที่ศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ต่อไป แม้ว่าคดียังไม่ถึงที่สุด โดยลูกหนี้ (จำเลย) ได้อุทธรณ์คำสั่งศาลอยู่ แต่ก่อนที่ลูกหนี้จะตกเป็นบุคคลล้มละลาย สถานะของลูกหนี้ก็เหมือนบุคคลทั่วไป น่าจะมีสิทธิจัดการทรัพย์สินของตน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 และ มาตรา 48 ซึ่งบัญญัติคุ้มครองสิทธิของบุคคลในอันที่จะจัดการทรัพย์สินของตนได้อยู่แล้ว การที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 บังคับแก่คดีนี้ อาจเป็นการจำกัดสิทธิของจำเลยในการที่จะจัดการทรัพย์สินของตนได้ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง กรณีต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ซึ่งยังมิได้มีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ดังกล่าว และคดีนี้ศาลยังมิได้มีคำพิพากษา จึงขอให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดี และการพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ (จำเลย) ไว้ชั่วคราว และส่งคำร้องนี้ตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
 
    5. ต่อมา เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2541 จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกา คัดค้านคำพิพากษาของ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 และขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง โดยให้ยกฟ้อง โจทก์ หรือให้ศาลชั้นต้นรับบัญชีพยานเพิ่มเติม ฉบับลงวันที่ 23 ธันวาคม 2539 แล้วพิจารณา พิพากษาตามรูปความต่อไป
6. จำเลยที่ 1 ยื่นคำแถลงต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2542 ว่า คดีนี้จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องไว้ เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2541 โดยเห็นว่า ในระหว่าง ที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาให้ล้มละลาย จำเลยที่ 1 น่าจะมีสิทธิจัดการทรัพย์สินของตนอย่างใด ๆ ก็ได้ แต่การที่จำเลยที่ 1 ถูกตัดสิทธิเช่นนี้ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรอการพิจารณาไว้ แล้วส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 โดยคำร้องดังกล่าว ศาลมีคำสั่งให้สำเนาให้โจทก์แล้ว โจทก์ไม่คัดค้าน จึงขอให้ศาลดำเนินการส่งคำร้องดังกล่าวตาม ทางการให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
7. ศาลจังหวัดนครราชสีมาในวันนัดฟังคำสั่งศาลฎีกา เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2542 เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 โต้แย้งว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจจัดการทรัพย์สินหลังจากศาลมีคำสั่ง พิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดแล้ว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 บัญญัติว่า เมื่อคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตาม ทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย จึงให้งดอ่านคำสั่งศาลฎีกา และส่งคำร้องของจำเลย ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาล รัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ได้หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วย บทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาล รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้ พิจารณาวินิจฉัย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คำโต้แย้งของคู่ความ ตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา ก็ได้" รวมทั้ง มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของ กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้"
พิจารณาแล้วเห็นว่า เรื่องนี้เป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ในคดีล้มละลาย หมายเลขแดง ที่ ล. 9/2540 ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมาขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ในส่วนที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เข้าจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ก่อนที่ศาลจะพิพากษาให้ลูกหนี้ล้มละลาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ถือได้ว่า เป็นกรณีที่ศาลฎีกาจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวบังคับแก่คดี ประกอบกับยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว รวมทั้งข้อโต้แย้งของจำเลยซึ่งเห็นว่า ก่อนที่ลูกหนี้จะตกเป็นบุคคลล้มละลาย น่าจะมีสิทธิจัดการทรัพย์สินของตน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 และ มาตรา 48 เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ดังนั้น เมื่อศาลจังหวัดนครราชสีมาให้งดการอ่านคำสั่งศาลฎีกา และส่งคำโต้แย้งดังกล่าวมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ได้ ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 11 ต่อ 3 เสียง ให้รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป
ประเด็นตามคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ในส่วนที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจจัดการทรัพย์สินหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง หรือไม่ พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 14 บัญญัติว่า "ในการ พิจารณาคดีล้มละลายตามคำฟ้องของเจ้าหนี้นั้น ศาลต้องพิจารณาเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 9 หรือ มาตรา 10 ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริง ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือลูกหนี้นำสืบได้ว่า อาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ ล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง" หมายความว่า การพิจารณาของศาลก่อนจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ เด็ดขาดหรือยกฟ้อง จะต้องพิจารณาตาม มาตรา 9 ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้จะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลาย ได้ก็ต่อเมื่อ (1) ลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัว (2) ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นหนี้เจ้าหนี้ผู้เป็นโจทก์ คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นหนี้เจ้าหนี้ ผู้เป็นโจทก์คนเดียวหรือหลายคนเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท และ (3) หนี้นั้นอาจกำหนด จำนวนได้โดยแน่นอน ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม" และ มาตรา 10 ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใต้บังคับ มาตรา 9 เจ้าหนี้มีประกันจะฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้ก็ต่อเมื่อ (1) มิได้เป็นผู้ต้องห้ามมิให้บังคับการชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้เกินกว่าตัวทรัพย์ที่เป็นหลักประกัน และ (2) กล่าวในฟ้องว่า ถ้าลูกหนี้ล้มละลายแล้ว จะยอมสละหลักประกันเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ทั้งหลาย หรือตีราคาหลักประกันมาในฟ้องซึ่งเมื่อหักกับจำนวนหนี้ของตนแล้ว เงินยังขาดอยู่สำหรับลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท หรือลูกหนี้ซึ่งเป็นนิติบุคคลเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสองล้านบาท" นอกจากนั้น มาตรา 22 บัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดั่งต่อไปนี้ (1) จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป (2) เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่งลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น (3) ประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้"
รัฐธรรมนูญ มาตรา 4 บัญญัติว่า "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และ เสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง" มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจำกัด สิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตาม บทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และ จะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้" และ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครอง ขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ย่อมเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ"
พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ ตราขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การ จัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่บรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย รวมทั้ง ประชาชนทั่วไปซึ่งอาจได้รับความเสียหายจากการกระทำของลูกหนี้ โดยให้อำนาจศาลในการสั่งพิทักษ์ ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด หรือสั่งยกฟ้องได้ตาม มาตรา 14 และให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ดำเนินการต่าง ๆ ได้ตาม มาตรา 22 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว แต่โดยที่รัฐธรรมนูญบัญญัติคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ในหมวด 1 บททั่วไป ตาม มาตรา 4 และหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ตั้งแต่ มาตรา 26 ถึง มาตรา 65 โดยเฉพาะ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ซึ่งห้ามจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ส่วน มาตรา 48 วรรคหนึ่ง เป็นการ บัญญัติคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน โดยขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิให้เป็นไป ตามที่กฎหมายบัญญัติ ดังนั้น การที่พระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ มาตรา 22 บัญญัติให้อำนาจเจ้า พนักงานพิทักษ์ทรัพย์จัดการและจำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือกระทำการที่จำเป็นเพื่อให้กิจการ ของลูกหนี้ที่ค้างอยู่เสร็จสิ้นไป เก็บรวบรวมและรับเงินหรือทรัพย์สินซึ่งจะตกได้แก่ลูกหนี้หรือซึ่ง ลูกหนี้มีสิทธิจะได้รับจากผู้อื่น และประนีประนอมยอมความ หรือฟ้องร้อง หรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับ ทรัพย์สินของลูกหนี้ จึงถือเป็นการจำกัดสิทธิของลูกหนี้ และเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะต้องด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน และต้องด้วย มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะที่จำกัดสิทธิของบุคคลตามหลักการ ทั่วไปที่รัฐธรรมนูญรับรอง แต่ก็เป็นไปตามข้อยกเว้นของ มาตรา ดังกล่าว เพราะการจำกัดสิทธิใน ทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวเป็นความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้และประชาชนทั่วไป เป็นการป้องกันมิให้ผู้ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ไปก่อหนี้ได้อีก ซึ่งก็มิได้กระทบกระเทือน สาระสำคัญแห่งสิทธิดังกล่าวแต่อย่างใด
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงเอกฉันท์ 12 เสียง ว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 ในส่วนที่เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจจัดการทรัพย์สินหลังจากศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update