กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 16/2544
วันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2544
เรื่อง พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี และ มาตรา 38สัตต ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง หรือไม่


ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำโต้แย้งของจำเลย (นายธนิต ธนทิตย์ กับพวก) ซึ่งเป็นผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและรัฐธรรมนูญ หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องได้ความว่า
1. ผู้ร้องเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 22354/2538 ที่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ กรุงไทยธนกิจ จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ในข้อหาผิดสัญญาค้ำประกัน บังคับจำนอง โดยขอให้ศาลบังคับผู้ร้องกับพวก ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ จำนวน 246,916,328.63 บาท ให้แก่โจทก์ ในฐานะที่เป็นผู้จำนองและผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน และการขายลดตั๋วเงินให้กับบริษัท เงินทุนพานิช จำกัด ที่ได้กู้ยืมเงินและขายลดตั๋วเงินกับโจทก์ ขณะนี้คดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้
2. ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 ขอให้ส่งปัญหาข้อกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด สรุปได้ว่า ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ขอสวมสิทธิเป็น คู่ความแทนโจทก์ โดยอ้างว่า เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2541 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังโดยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย อาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67จัตวา และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38จัตวา พิจารณาให้ความเห็นชอบแก่โครงการรวมกิจการระหว่างธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ และบริษัทเงินทุนอีก สิบสองบริษัท โดยธนาคารไทยธนาคาร ฯ รับโอนกิจการจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 ธนาคารไทยธนาคาร ฯ จึงอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38สัตต และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ ในฐานะผู้รับโอนกิจการ เข้าสวมสิทธิในการดำเนินคดีดังกล่าวในฐานะโจทก์แทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ การที่ธนาคารไทยธนาคาร ฯ ขอเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ โดยอาศัยหนังสือสัญญาโอนสินทรัพย์และหนี้สิน เพื่ออนุวัติการให้เป็นไปตามโครงการรวมกิจการตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า พระราชกำหนดดังกล่าวมีบทบัญญัติที่ตัดรอนสิทธิของบุคคลทั่วไป และขัดหรือแย้งกับกฎหมาย ที่มีผลบังคับใช้อยู่ กล่าวคือ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี ต่างบัญญัติว่า "การโอนสิทธิเรียกร้องในการโอนกิจการนี้ ไม่ต้องบอกกล่าว การโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ทั้ง ๆ ที่การโอนหนี้ของผู้ร้องเป็นการโอนหนี้ อันจะต้องพึงชำระแก่เจ้าหนี้โดยเฉพาะเจาะจง ถ้าไม่ทำเป็นหนังสือ ย่อมไม่สมบูรณ์ และการโอนหนี้ดังกล่าวจะยกขึ้นมาต่อสู้ลูกหนี้ หรือบุคคลภายนอกได้ ต่อเมื่อบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้ยินยอม ซึ่งมีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 แล้ว ฉะนั้น บทบัญญัติดังกล่าวในพระราชกำหนดทั้งสองฉบับ จึงต้องด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา 6
 
    อนึ่ง แม้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 3ทวิ จะบัญญัติว่า พระราชบัญญัตินี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดเสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในทรัพย์สินของบุคคล และเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ ซึ่ง ตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง ผู้ร้องเห็นว่า แท้จริงแล้วบทบัญญัติดังกล่าว คุ้มครองเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มิใช่ให้รัฐออกกฎหมายตัดรอนสิทธิอันพึงมีพึงได้ของประชาชนทั่วไป นอกจากนั้น ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 วรรคสอง ยังบัญญัติย้ำว่า การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะ เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความมั่นคงของรัฐ และเศรษฐกิจของประเทศ ฯลฯ ไม่มีข้อความใดกล่าวถึงหนี้ระหว่างบุคคลต่อบุคคล และหรือ ดำเนินกิจการค้าระหว่างบุคคลต่อบุคคล รวมตลอดถึงการโอนหนี้ หรือเปลี่ยนตัวเจ้าหนี้ ฉะนั้น พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี จึงไม่อาจบัญญัติข้อความเพื่อตัดรอนสิทธิของผู้ร้อง
ผู้ร้องยังเห็นอีกว่า การที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ บัญญัติว่า "ในการควบกิจการของบริษัท หรือโอนกิจการของบริษัทให้แก่สถาบันการเงิน ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการ เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ …" บทบัญญัติเช่นนี้ ย่อมถือเสมือนหนึ่งว่า ให้ผู้ที่สวมสิทธิเข้าเป็นโจทก์มีสิทธิรื้อฟื้นพิจารณาคดีใหม่ได้ นอกจากนั้น ยังทำให้ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความเสียเปรียบในการต่อสู้คดี เพราะถูกจำกัดสิทธิมิให้มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ในคดีเดิม ถือได้ว่า เป็นการแทรกแซง และหรือตัดรอนอำนาจของศาลที่จะดำเนินกระบวนพิจารณา อันขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฉะนั้น จึงเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6
วันที่ 30 กรกฎาคม 2542 ผู้ร้องยื่นคำร้องเพิ่มเติมจากที่ยื่นไว้เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2542 ต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้ส่งปัญหาข้อกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด สรุปความได้ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง มิได้ให้อำนาจแก่รัฐ ในการตราพระราชกำหนดใด ๆ เพื่อตัดรอนสิทธิและเสรีภาพของประชาชนหรือบุคคลทั่วไป ยิ่งกว่านั้น หากพิเคราะห์ถึงเหตุผลและคำปรารภของพระราชกำหนดทั้งสามฉบับ ที่กล่าวมาแล้ว ก็เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน การที่บทบัญญัติของพระราชกำหนดดังกล่าวก้าวล่วงไปถึงการยกเว้นการ บอกกล่าวการโอนหนี้ให้แก่ลูกหนี้ และกำหนดให้ผู้รับโอนกิจการนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ จึง หาใช่เป็นการตรากฎหมายเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของรัฐ และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของ ประชาชนไม่ แท้จริงแล้วบทบัญญัติดังกล่าวกลับเป็นผลร้ายแก่ประชาชนและบุคคลทั่วไป แต่เป็นประโยชน์แก่สถาบันการเงินเพียงไม่กี่แห่ง ฉะนั้น การตราพระราชกำหนดดังกล่าว ซึ่งขัดต่อ รัฐธรรมนูญ หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย จึงต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 6
3. ธนาคารไทยธนาคาร ฯ ซึ่งสวมสิทธิแทนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์กรุงไทยธนกิจ ฯ โจทก์เดิม ยื่นคำแถลงคัดค้านคำร้องของผู้ร้องที่ขอให้ส่งข้อกฎหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2542 สรุปได้ว่า
การที่ผู้ร้องอ้างว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67 ตรี และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี ที่บัญญัติว่า "การโอนสิทธิเรียกร้องในการโอนกิจการนี้ ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เป็นบทบัญญัติที่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 นั้น ธนาคารไทยธนาคาร ฯ เห็นว่า การโอนสิทธิเรียกร้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ถ้าไม่ได้บอกกล่าวการโอน ไปยังลูกหนี้หรือบุคคลภายนอก จะยกขึ้นมาต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกไม่ได้นั้น มีความหมายเพียงว่า หากลูกหนี้ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้รายเดิม เพราะไม่ทราบว่า หนี้รายนี้ได้โอนไปยังเจ้าหนี้ รายใหม่แล้ว ถือว่าหนี้ระงับไปเท่าที่ลูกหนี้ได้ชำระให้ไป เจ้าหนี้รายใหม่ (ผู้รับโอน) จะเรียกให้ ลูกหนี้คนนั้นชำระหนี้ซ้ำอีก โดยอ้างว่า หนี้รายนี้รับโอนมาแล้ว ไม่ได้เท่านั้น ฉะนั้น การที่เจ้าหนี้ ไม่แจ้ง หรือบอกกล่าวลูกหนี้ก่อน จึงไม่ทำให้การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้โอน (เจ้าหนี้รายเดิม) กับผู้รับโอน (เจ้าหนี้รายใหม่) ที่ทำเป็นหนังสือแล้ว เสื่อมเสียไป นอกจากนี้ พระราชกำหนดแก้ไข เพิ่มเติม ฯ มาตรา 38ตรี วรรคสอง และ มาตรา 67ตรี วรรคสอง ยังบัญญัติว่า "...การโอนสิทธิ เรียกร้องในการโอนกิจการนี้ ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" อันแสดงให้เห็นว่า ลูกหนี้มีข้อต่อสู้เจ้าหนี้ผู้โอนอย่างไร ย่อมยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ผู้รับโอนได้
การที่ผู้ร้องอ้างว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 35 มาตรา 48 และ มาตรา 50 เป็นบทบัญญัติที่ให้เสรีภาพแก่ประชาชนนั้น ธนาคารไทยธนาคาร ฯ เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งสามมาตรานี้ มิใช่บทบัญญัติเด็ดขาด ดังจะเห็นได้จากในวรรคสองของแต่ละ มาตรา มีบทบัญญัติยกเว้นไว้ให้จำกัด เสรีภาพดังกล่าวได้ตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ
การที่ผู้ร้องอ้างว่า การโอนกิจการไม่เป็นการโอนหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 นั้น ธนาคารไทยธนาคาร ฯ เห็นว่า เป็นความเข้าใจไม่ถูกต้องของผู้ร้อง เนื่องจากการโอนกิจการตามพระราชกำหนดทั้งสามฉบับ เป็นคำที่หมายความรวมถึงทรัพย์สินและ หนี้สินของบริษัทด้วย
การที่ผู้ร้องอ้างว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ เรื่อง การนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านเอกสารที่ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และเป็นการแทรกแซงหรือตัดรอนอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ธนาคารไทยธนาคาร ฯ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เช่น มาตรา 88 มาตรา 89 มาตรา 117 และ มาตรา 119 มิใช่บทบัญญัติเด็ดขาดว่า เมื่อสืบพยานหลักฐานใด ๆ แล้ว หรือพ้นเวลาสืบพยานหลักฐานแล้ว จะนำพยานหลักฐานใด ๆ มาสืบอีกไม่ได้ กล่าวคือ ศาลอาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้นำพยานมาสืบ หรือรับฟังพยานได้ ฉะนั้น พระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติม ฯ มาตรา 38จัตวา และ มาตรา 67ฉ ที่ให้ผู้สวมสิทธินำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง คัดค้านพยานเอกสารที่ยื่นไว้ ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว หรือคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ จึงมิใช่เป็นบทบัญญัติที่แทรกแซงหรือตัดรอนอำนาจศาลตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง และไม่ขัดหรือแย้งต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิเคราะห์แล้วเห็นว่า กรณีนี้คู่ความโต้แย้งว่า พระราชกำหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และเมื่อยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัติดังกล่าว จึงมีหนังสือที่ ยธ 0241/43821 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2542 ส่งเรื่องดังกล่าวมาเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว มีประเด็นตามคำร้อง ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ 1 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 หรือไม่
ประเด็นที่ 2 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือไม่
ประเด็นที่ 3 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง หรือไม่
ประเด็นที่ 4 พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี และ มาตรา 38สัตต ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นที่ 1 และประเด็นที่ 2 แล้ว เห็นว่า แม้คำร้องของ ผู้ร้องจะมีประเด็นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี กับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง นั้น ศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับไว้พิจารณาวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้ เพราะผู้ร้อง หรือคู่ความมิได้โต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงมิใช่กรณีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นที่ 3 แล้วเห็นว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การโอนกิจการของบริษัททั้งหมด หรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่สถาบันการเงินอื่น ต้อง ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี" วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อได้รับความเห็นชอบการโอนกิจการจากรัฐมนตรีแล้ว ให้ดำเนินการโอนกิจการได้โดยการโอนสิทธิเรียกร้อง ในการโอนกิจการนี้ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ส่วนพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ บัญญัติว่า "ในการควบกิจการของบริษัทหรือโอนกิจการของบริษัท ให้แก่สถาบันการเงิน ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้สถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่ มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้ สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า เป็นการตรากฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน โดยปราศจากอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามหลักกฎหมายของการโอนสิทธิ เรียกร้องนั้น กระทำได้สองวิธี คือ โอนสิทธิเรียกร้องโดยข้อตกลงหรือสัญญา ซึ่งเป็นผลของ นิติกรรม และการโอนสิทธิเรียกร้องโดยผลของกฎหมาย เมื่อพิจารณาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี การโอน กิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่สถาบันการเงินอื่นนั้น ไม่กระทบกระเทือน สิทธิของลูกหนี้ที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 308 วรรคสอง ลูกหนี้มิได้เสื่อมสิทธิใด ๆ หรือเกิดความเสียหายจากการโอนสิทธิเรียกร้องตามผลของบทบัญญัติ แห่งกฎหมายนี้ นอกจากนั้น ในการตราพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 ได้ระบุถึงเหตุผลในการตราว่า พระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ พ.ศ. 2522 ยังขาดมาตรการส่งเสริมสนับสนุนให้สถาบันการเงิน ดำเนินการควบกิจการหรือโอนกิจการ ประกอบกับการควบกิจการหรือการโอนกิจการบางกรณี จำเป็นต้องกระทำโดยการเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูฐานะและสร้างความมั่นคงแก่ระบบสถาบันการเงิน และคุ้มครองประโยชน์ของประชาชน สมควรกำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อสนองความจำเป็น ดังกล่าว และโดยที่ธุรกิจการเงินในปัจจุบันอยู่ในภาวะซบเซาจำต้องแก้ไขโดยเร็ว จึงเป็นกรณี ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ความใน มาตรา 67ตรี จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
เมื่อพิจารณาพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ ซึ่งเป็นการให้สถาบันการเงินที่ควบหรือรับโอนกิจการเข้า สวมสิทธิของบริษัทเดิม รวมทั้งอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง และเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ จึงเห็นได้ว่า ลูกหนี้ไม่เสียสิทธิในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้น ผู้ร้องในฐานะลูกหนี้ชอบที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ เมื่อหนี้นั้นได้โอนไปโดยผลของกฎหมาย ลูกหนี้ก็จะต้องไปชำระหนี้ ดังกล่าวแก่เจ้าหนี้ผู้ได้รับโอนนั้นด้วย ลูกหนี้จึงไม่มีสิทธิใด ๆ ต่อเจ้าหนี้ มีแต่หน้าที่ที่ต้อง ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้นั้น และในการตราพระราชกำหนดดังกล่าว มีเหตุผลในการตรา เช่นเดียวกันกับพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 สาระของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 เป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่อาจกระทำได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาประเด็นที่ 4 แล้วเห็นว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ ฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ทั้งหมด หรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่น หรือ สถาบันการเงินต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อได้รับความ เห็นชอบการโอนกิจการจากรัฐมนตรีแล้ว ให้ดำเนินการโอนกิจการได้ ทั้งนี้ การโอนสิทธิเรียกร้อง ในการโอนกิจการนี้ ไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ส่วน มาตรา 38สัตต บัญญัติว่า "ในการควบกิจการของ ธนาคารพาณิชย์เข้าด้วยกัน หรือควบกิจการเข้ากับสถาบันการเงิน หรือโอนกิจการของธนาคารพาณิชย์ ให้แก่ธนาคารพาณิชย์อื่นหรือสถาบันการเงิน ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ ในศาล ให้ธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินที่ควบกันหรือที่รับโอนกิจการแล้วแต่กรณีเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่น ไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" การที่ผู้ร้องเห็นว่า สองมาตรานี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า มาตรา 67ตรี การโอนกิจการของบริษัททั้งหมดหรือบางส่วนที่สำคัญให้แก่สถาบันการเงินอื่นนี้ ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 308 วรรคสอง นั้น ลูกหนี้ไม่เสียสิทธิในการต่อสู้คดีแต่อย่างใด และ มาตรา 67ฉ เป็นการให้สถาบันการเงินที่ควบหรือรับโอนกิจการเข้าสวมสิทธิของสถาบันการเงินเดิม รวมทั้งอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดง และเป็นเจ้าหนี้ตาม คำพิพากษานั้นได้ ลูกหนี้ก็มิได้เสียสิทธิใด ๆ หรือเกิดความเสียหายจากการโอนสิทธิเรียกร้องตาม ผลของบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้ โดยมีนัยเช่นเดียวกันกับประเด็นที่ 3 ดังกล่าวข้างต้น
โดยที่พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายเฉพาะ ซึ่งมีเหตุผลในการตราว่า การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับฐานะหรือการดำเนินงานของ ธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้เกิดความมั่นคงและเข้มแข็ง จำเป็นต้องให้ธนาคารพาณิชย์สามารถควบ กิจการเข้าด้วยกัน หรือควบกิจการเข้ากับสถาบันการเงินอื่น หรือโอนกิจการระหว่างกัน หรือกับ สถาบันการเงินอื่นได้ จำเป็นต้องมีกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉิน ที่มีความจำเป็นรีบด่วน อันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพที่อาจกระทำได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2540 มาตรา 67ตรี และ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2541 มาตรา 67ฉ และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 มาตรา 38ตรี และ มาตรา 38สัตต ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 วรรคสอง มาตรา 48 และ มาตรา 50 วรรคสอง


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update