กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 17/2544
วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2544
เรื่อง ศาลจังหวัดแพร่ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้านที่ 15 นายวรยศ โตดิลกเวชช์ ให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และ มาตรา 58 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 285


ศาลจังหวัดแพร่ส่งคำโต้แย้งของผู้คัดค้าน (นายวรยศ โตดิลกเวชช์) ในคดีปกครอง หมายเลขดำที่ 4/2543 ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่า พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และ มาตรา 58 ขัดกับพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 16 และ มาตรา 19 และขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 285 หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องสรุปได้ว่า กระทรวงมหาดไทยโดยผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่ กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพร่ ในวันที่ 25 ธันวาคม 2542 เพื่อปฏิบัติ หน้าที่และบริหารงานเทศบาลตามกฎหมาย แทนสมาชิกสภาเทศบาลเดิมที่ครบวาระ ต่อมานายโชคชัย พนมขวัญ กับพวกรวมสิบแปดคน ซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพร่ โดยสมัครรับเลือกตั้งเป็นกลุ่มเดียวกัน ใช้ชื่อว่า "กลุ่มแพร่ก้าวหน้า" ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดแพร่เป็นคดีปกครองหมายเลขดำที่ 4/2543 ว่า นายวรยศ โตดิลกเวชช์ กับผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งใช้ชื่อว่า "กลุ่มเมืองแพร่" ร่วมกันกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 64 (1) ขอให้ศาลจังหวัดแพร่มีคำสั่งว่า นายวรยศ โตดิลกเวชช์ ฯลฯ เป็น ผู้ได้รับการเลือกตั้งโดยมิชอบ ตามพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และมีคำสั่งให้เทศบาลเมืองแพร่จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่
นายบุญจวน ชัยมงคล กับพวก รวมหนึ่งร้อยแปดสิบหกคน ยื่นคำร้องคัดค้านคำร้อง ของนายโชคชัย พนมขวัญ กับพวก ที่ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองแพร่ ในวันที่ 25 ธันวาคม 2542 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ พร้อมกันนั้น นายวรยศ โตดิลกเวชช์ ผู้ร้องคัดค้านที่ 15 ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแพร่ ยื่นคำร้องคัดค้าน ตอนหนึ่งอ้างว่า พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และ มาตรา 58 ที่อาศัยเป็นบทอ้างอิงในการยื่นคำร้อง ขัดต่อพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 19 ซึ่งออกมาบังคับใช้ภายหลัง และขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 285 ทั้งนี้ เนื่องจากบทบัญญัติที่นายโชคชัย พนมขวัญ กับพวก อาศัยอ้างอิงนั้น เป็นบทบัญญัติที่มีผล ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลสิ้นสุดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 19 และทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลสิ้นสุดลงก่อนครบวาระสี่ปี ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 285 กรณีจึงต้องด้วยพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 3 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และ มาตรา 58 ซึ่งอาศัยอ้างอิงในการยื่นคำร้อง จึงใช้บังคับมิได้ ผู้ร้องคัดค้านจึงขอให้ศาลจังหวัดแพร่อาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของผู้คัดค้านตามทางการไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
นายโชคชัย พนมขวัญ กับพวกรวมสิบแปดคน ยื่นคำร้องคัดค้านคำร้องของนายวรยศ โตดิลกเวชช์ ผู้คัดค้านที่ 15 สรุปได้ว่า
ประเด็นแรก พระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 16 ที่บัญญัติให้สมาชิกสภาเทศบาลให้อยู่ในตำแหน่งได้คราวละสี่ปี และ มาตรา 19 ที่บัญญัติถึงเงื่อนไขการพ้นจากตำแหน่งและสมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลไว้ทั้งแปดอนุมาตรา เป็นกรณีที่สมาชิกสภาเทศบาลนั้นได้รับ การเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย คือได้รับสมาชิกภาพจากการเลือกตั้งที่สุจริตบริสุทธิ์ยุติธรรมเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิดำรงสมาชิกภาพตามบทบัญญัติดังกล่าวได้จนครบสี่ปี หรือหากจะพ้นจากตำแหน่งในกรณี อื่นตาม มาตรา 19 ตั้งแต่อนุ มาตรา 2 ถึงอนุ มาตรา 8 ได้ ส่วนพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และ มาตรา 58 นั้น เป็นขั้นตอนเลือกสรรสมาชิกก่อนที่จะได้สมาชิกภาพเป็นสมาชิกสภาเทศบาลโดยสมบูรณ์ เป็นกรณีที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น คือ การได้มา ซึ่งตำแหน่งหรือสมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลนั้น ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีการทุจริตกัน ขึ้น บทบัญญัติทั้งสองมาตรานี้ตัดตอนการที่สมาชิกสภาเทศบาลบางคนที่ได้รับการเลือกตั้งโดยมิชอบ เข้ามานั้นไม่ให้เข้ามามีตำแหน่งหน้าที่ หรือเข้ามากระทำความเสียหายต่อเทศบาลที่ตนได้รับเลือกตั้ง เข้ามา ฉะนั้น การที่ผู้ได้รับเลือกตั้งโดยมิชอบมาแต่ต้นจึงไม่มีสิทธิใด ๆ ที่จะกล่าวอ้างว่า จะต้องได้ สมาชิกภาพเป็นสมาชิกสภาเทศบาลจนครบสี่ปี ตามพระราชบัญญัติ เทศบาล พ.ศ. 2496 มาตรา 16 และ มาตรา 19 ดังนั้น พระราชบัญญัติทั้งสองดังกล่าวข้างต้น จึงไม่ขัดหรือแย้งกันโดยประการ ทั้งปวง แต่กลับสอดคล้องต้องกัน ในอันจะอำนวยการปกครองท้องถิ่นในวิถีทางของระบอบ ประชาธิปไตยอย่างดียิ่ง ให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม
ส่วนประเด็นที่ 2 เห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 285 วรรคห้า ที่บัญญัติว่า "สมาชิก สภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี" นั้น รัฐธรรมนูญรับรองสมาชิกภาพของสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นที่มีที่มาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ไม่ได้รับรองสมาชิกภาพของสมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งโดยมิชอบ ให้อยู่ในตำแหน่ง ได้ถึงคราวละสี่ปี เพราะหากรัฐธรรมนูญรับรองสิทธิหรือสมาชิกภาพที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมายแล้ว การปกครองท้องถิ่นและประเทศชาติโดยรวมจะได้รับความเสียหาย เพราะฉะนั้นการที่ผู้คัดค้าน ที่ 15 กล่าวอ้างว่า ได้รับเลือกตั้งมาแล้ว จะต้องอยู่ในตำแหน่งจนครบสี่ปีนั้น จึงไม่น่าจะต้องด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยประการทั้งปวง ซึ่งในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญ มาตรา 285 วรรคเจ็ด บัญญัติว่า "คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่น คณะผู้บริหารท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" จากบท บัญญัติในวรรคดังกล่าว กลับเข้ารองรับและเป็นหลักประกันให้พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และ มาตรา 58 ไว้เพื่อตัดตอนการเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง สมาชิกภาพโดยมิชอบให้หยุดตั้งแต่ต้น ไม่ให้ผู้ที่ได้สมาชิกภาพโดยมิชอบทำลายระบอบการปกครอง ทำลายประโยชน์แห่งท้องถิ่นต่อไป และให้อำนาจศาลสั่งให้เด็ดขาดไปแต่ต้น ดังนั้น พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล พุทธศักราช 2482 มาตรา 57 และ มาตรา 58 จึงไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 285
ศาลจังหวัดแพร่ได้พิเคราะห์คำร้องของผู้คัดค้านที่ 15 และคำร้องคัดค้านแล้ว เห็นว่า เป็นกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 15 โต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินี้ จึงมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้อง คำร้องคัดค้านทั้งหมด คำร้องของนายวรยศ โตดิลกเวชช์ ผู้คัดค้านที่ 15 และคำร้อง คัดค้านของนายโชคชัย พนมขวัญ กับพวก ไปยังกระทรวงยุติธรรมเพื่อดำเนินการส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตาม มาตรา 264 ต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นกรณีที่ศาลจังหวัดแพร่ส่งเรื่องมายังศาล รัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไปตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ นายโชคชัย พนมขวัญ (ผู้ร้องในคดีปกครองของศาลจังหวัดแพร่ หมายเลขดำ ที่ 4/2543) มีหนังสือมายังศาลรัฐธรรมนูญแจ้งว่า นายวรยศ โตดิลกเวชช์ ซึ่งเป็นผู้ร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญถึงแก่ความตายแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงขอให้ศาลจังหวัดแพร่ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังกล่าว ต่อมาศาลจังหวัดแพร่มีหนังสือลงวันที่ 24 เมษายน 2544 แจ้งว่า ศาลจังหวัดแพร่ ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายวรยศ โตดิลกเวชช์ แล้ว ได้ความว่า นายวรยศ โตดิลกเวชช์ ถึงแก่ความตายจริง โดยแนบสำเนาใบมรณบัตร และสำเนาทะเบียนบ้าน เสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า คำร้องนี้ นายวรยศ โตดิลกเวชช์ เป็นผู้ร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และเมื่อผู้ร้องถึงแก่ความตายแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาวินิจฉัยคำร้องนี้ ต่อไป
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก 11 ต่อ 1 เสียง ให้จำหน่ายคำร้อง


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update