กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 18/2544
วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2544
เรื่อง องค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ


ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภา / ผู้ร้อง เสนอเรื่องพร้อมความเห็นเพื่อให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.)
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า นายอมร อมรรัตนานนท์ มีหนังสือร้องเรียนต่อ ประธานวุฒิสภาว่า กรรมการ ป.ป.ช. สามคน คือ นายเกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม พลโท สวัสดิ์ ออรุ่งโรจน์และคุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา มีชื่อเป็น ผู้ดำรงตำแหน่งใน ห้างหุ้นส่วน บริษัท เป็นการกระทำอันฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง และ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง
ผู้ร้อง จึงส่งเรื่องให้คณะกรรมาธิการการบริหารและการยุติธรรม วุฒิสภา ศึกษา ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ปรากฏข้อเท็จจริงว่า
ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 17 (สมัยสามัญทั่วไป) วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม 2542 ที่ประชุมลงมติเลือกนายเกริกเกียรติ ฯ พลโท สวัสดิ์ ฯ และคุณหญิงปรียา ฯ บุคคลทั้งสามตามหนังสือร้องเรียน ให้ดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการ ป.ป.ช.
กรณีนายเกริกเกียรติ ฯ ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร กรมทะเบียน การค้า กระทรวงพาณิชย์ ว่า นายเกริกเกียรติ ฯ มีชื่อเป็นหุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัด พิษณุการโยธา ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการ กรณีไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3)
กรณีพลโท สวัสดิ์ ฯ ผู้ถูกร้องที่ 1 ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ เจเนอรัล คอมมูนิเคชั่น จำกัด ในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการบริหาร และการยุติธรรมวุฒิสภา ผู้ถูกร้องที่ 1 แสดงสำเนาหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 และวันที่ 4 มกราคม 2544 ว่า มีการดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงการออกจากการเป็นกรรมการบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา
กรณีคุณหญิงปรียา ฯ ผู้ถูกร้องที่ 2 ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงาน ทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่า มีชื่อเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร จำกัด ในการชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการบริหารและการยุติธรรม วุฒิสภา ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ มีแต่หนังสือของคุณหญิงวนิดา พูนศิริวงศ์ น้องสาว ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวคนหนึ่ง รับรองว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว ต่อมา เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2544 มีการดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง การออกจากการเป็นกรรมการบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งเกินสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา
 
    ผู้ร้องเห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว กรณีของนายเกริกเกียรติ ฯ ไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) คงมีปัญหา ที่ขอให้พิจารณาวินิจฉัย ดังนี้
1. กรณีผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนการลาออกจากการเป็นกรรมการ บริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา จะถือว่า เป็นการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคสอง หรือไม่
2. หากฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง จะถือว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. มาก่อน หรือไม่
3. กรณีผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการลาออกจากการเป็น กรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา และไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ภายในกำหนดเวลาข้างต้น จะถือว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้รับเลือกให้เป็น กรรมการ ป.ป.ช. มาก่อน หรือไม่
4. หากฟังได้ว่า กรรมการ ป.ป.ช. ทั้งสองคน คือ พลโท สวัสดิ์ ฯ และคุณหญิง ปรียา ฯ หรือคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง มาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว องค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีความถูกต้องสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 6 หรือไม่ และหากฟังได้ว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ถูกต้องสมบูรณ์ตั้งแต่ต้น การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่ เพียงใด
ผู้ร้องพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงอาศัยอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 เสนอเรื่องพร้อมความเห็นเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็น บรรทัดฐานต่อไป
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 หรือไม่
พิจารณาแล้ว ผู้ร้องขอให้พิจารณาวินิจฉัยการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในกรณีที่กรรมการ ป.ป.ช. บางคนกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และ วรรคสอง และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และ วรรคสอง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า จะถูกต้องสมบูรณ์มาตั้งแต่ต้นหรือไม่ หากไม่ถูกต้อง การปฏิบัติ หน้าที่ ของกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีความถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายหรือไม่ ถือได้ว่า เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และประธานรัฐสภาเป็นผู้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติ ด้วยคะแนน เสียงข้างมาก 9 ต่อ 5 เสียง ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ให้แจ้งประธานรัฐสภาทราบ และส่งสำเนาคำร้องให้ผู้ถูกร้องที่ 1 และ ผู้ถูกร้องที่ 2 เพื่อให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541
ผู้ถูกร้องที่ 1 ยื่นคำชี้แจงลงวันที่ 7 มีนาคม 2544 แก้ข้อกล่าวหา สรุปได้ว่า ได้แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการ บริษัทเดอะ เบสท์ ฯ เป็นหนังสือ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 ยื่นต่อพลเอก เอื้อมศักดิ์ จุละจาริตต์ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 และพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ รับทราบการแสดงเจตนาลาออกของ ผู้ถูกร้องที่ 1 ในวันนั้นเอง ด้วยการเขียนข้อความ "ทราบ" และลงลายมือชื่อพร้อมตำแหน่งประธานกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 ไว้ท้ายหนังสือลาออก ซึ่งเป็น หลักฐาน ที่แสดงว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการและมิได้เป็นกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 ส่วนการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการบริษัท ฯ นั้น เมื่อ ผู้ถูกร้องที่ 1 ลาออกจากการเป็นกรรมการ บริษัทเดอะ เบสท์ ฯ แล้ว ก็ไม่มีสิทธิหรืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนได้ คงเป็นอำนาจหน้าที่ของพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ฯ เท่านั้น ที่จะดำเนินการได้ ต่อมา เมื่อปรากฏเป็น ข่าวทางสื่อมวลชน ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้ตรวจสอบเอกสาร ทางทะเบียน พบว่า บริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ฯ ตามหนังสือลาออก จึงติดต่อสอบถามพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ ได้รับแจ้งว่า เนื่องจากบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ไม่เคยประกอบกิจการใด ๆ ตลอดมา ตั้งแต่จดทะเบียนตั้งบริษัท ฯ จนถึงทุกวันนี้ และไม่มีการจ้างพนักงานประจำ จึงทำให้หลงลืมที่จะต้องไปถอนชื่อผู้ถูกร้องที่ 1 ออกจากทะเบียน และพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัท ฯ ให้ตรงตามความเป็นจริง ปรากฏ รายละเอียดในสำเนาหนังสือรับรองของนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 4 มกราคม 2544 ซึ่งไม่ปรากฏชื่อผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ แล้ว
การมีหนังสือแสดงเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ซึ่ง กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัท ฯ รับทราบ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 โดยยังมิได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร นั้น ผู้ถูกร้องที่ 1 เห็นว่า มีผลเป็นการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ฯ โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แล้ว ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2544 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ถูกร้องที่ 1 มิได้กระทำ การฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และ วรรคสอง และ มาตรา 297 วรรคสาม ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง การได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ของผู้ถูกร้อง จึงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องที่ 1 ยื่นคำให้การเป็นหนังสือลงวันที่ 7 มีนาคม 2544 ของพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ พยาน ประกอบ คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา สรุปได้ว่า เมื่อพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ ได้รับใบลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ฯ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 ของผู้ถูกร้องที่ 1 แล้ว เนื่องจากบริษัทมิได้มีการดำเนินกิจการ ไม่มีพนักงานบริษัทประจำ พยานจึงมิได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการ บริษัทในทันที เวลาได้ล่วงเลยมานานจนลืม ต่อมา เมื่อได้รับการ สอบถามจากผู้ถูกร้องที่ 1 พยาน จึงรีบดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขโดยถอนชื่อผู้ถูกร้องที่ 1 ออกจากรายชื่อ กรรมการบริษัท ฯ เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544
ผู้ถูกร้องที่ 2 ยื่นคำชี้แจงลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 แก้ข้อกล่าวหา สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2542 วุฒิสภามีมติ เลือกให้ผู้ถูกร้องที่ 2 ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทอมรเกษม จำกัด บริษัทเกษมวนารมย์ จำกัด และบริษัทวงศ์อมร จำกัด และเขียนบันทึกลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัททั้งสามในวันเดียวกัน โดยนายทะเบียน หุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียน ถอนชื่อผู้ถูกร้อง ที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทอมรเกษม ฯ และบริษัทเกษมวนารมย์ ฯ และออกหนังสือ รับรองให้เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2542 ซึ่งอยู่ในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจาก วุฒิสภา การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ทำบัญชีในแบบนำส่งงบดุล และบัญชีกำไร ขาดทุน และในฐานะกรรมการบริษัทในงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นของบริษัท เกษมวนารมย์ ฯ ในปี 2542 นั้น มิได้ทำในฐานะเป็นลูกจ้างบริษัท เนื่องจากสำเร็จ การศึกษา ด้านเภสัชศาสตร์ ไม่มีความรู้ทางบัญชี ไม่เคยทำบัญชี การที่ลงลายมือชื่อไปนั้น เป็นการรับรอง งบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนในรอบปีตามแบบและเป็นช่วงคาบเกี่ยวกันเพราะเป็นกรรมการบริษัท ระหว่างเดือนมกราคม 2542 ถึงเดือนเมษายน 2542 อยู่ในงบดุลปี 2542 การลง ลายมือชื่อดังกล่าวมิได้ทำให้กลับมาเป็นกรรมการบริษัทเกษมวนารมย์ ฯ เพราะมีการจดทะเบียน ถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเกษมวนารมย์ ฯ แล้ว
กรณีบริษัทวงศ์อมร ฯ นั้น ผู้ถูกร้องที่ 2 ยื่นหนังสือพร้อมแจ้งด้วยวาจาต่อ คุณหญิงวนิดา พูนศิริวงศ์ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทว่า ขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท แต่ด้วยเหตุที่กิจการของบริษัทวงศ์อมร ฯ เกี่ยวกับทรัพย์สินของคุณหญิงวนิดา ฯ แต่เพียง ผู้เดียว ผู้ถูกร้องที่ 2 จึงไม่ได้ติดตามว่า คุณหญิงวนิดา ฯ ดำเนินการทางทะเบียนถอนชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้วหรือไม่ จนปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2543 ว่า ยังมีชื่อ ผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ อยู่ จึงสอบถาม จากคุณหญิงวนิดา ฯ ซึ่งได้รับการยืนยันว่า หลังจากได้รับแจ้งการลาออกเป็นหนังสือและด้วยวาจาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2542 ให้คนไปถอนชื่อ แต่ไม่ได้ ติดตามเรื่อง และรับว่า จะไปติดตามเรื่องให้ ผู้ถูกร้องที่ 2 เห็นว่า ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบ มาตรา 826 มาตรา 827 และ มาตรา 386 นั้น การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ สามารถกระทำได้ โดยแสดงเจตนาเป็นหนังสือหรือด้วยวาจา ต่อผู้มีอำนาจของบริษัท ฯ และกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ผู้ประสงค์ จะลาออก ต้องนำความไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพื่อถอนชื่อตัวเองออกจากทะเบียน ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 บอกเลิกการเป็น กรรมการบริษัท ด้วยการแสดงเจตนาลาออกเป็นหนังสือและด้วยวาจาต่อคุณหญิงวนิดา ฯ กรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ฯ ย่อมมีผลทำให้การเป็นกรรมการบริษัทของผู้ถูกร้องที่ 2 สิ้นไปทันที โดยผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่จำเป็นต้องไปดำเนินการให้มีการเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนที่กรมทะเบียน การค้า กระทรวงพาณิชย์ ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2544 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544
ผู้ถูกร้องที่ 2 ยื่นคำให้การเป็นหนังสือ ลงวันที่ 15 มีนาคม 2544 ของคุณหญิงวนิดา ฯ พยาน ประกอบคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา สรุปได้ว่า เมื่อประมาณวันที่ 1 - 3 เมษายน 2542 พยานในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทวงศ์อมร ฯ ได้รับ แจ้งจาก คุณหญิงปรียา ฯ เป็น หนังสือและด้วยวาจาว่า ขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ เนื่องจากได้รับเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แต่พยานจำไม่ได้ว่า ให้ผู้ใดไปดำเนินการถอนชื่อ และไม่ได้ติดตามเรื่อง เพราะผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่เคยทำกิจกรรมใด ๆ ร่วมกับบริษัท ฯ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัท ฯ ด้วย ต่อมา เมื่อมีข่าวทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับผู้ถูกร้องที่ 2 ประมาณเดือนธันวาคม 2543 ผู้ถูกร้องที่ 2 จึงสอบถามพยาน พยานตรวจสอบ และพบว่า ยังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขทางทะเบียน รวมทั้ง ได้ค้นหาบันทึกการขอลาออกจากการเป็นกรรมการของผู้ถูกร้องที่ 2 แต่ไม่พบ อย่างไรก็ตาม ขอรับรองว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ แล้วตั้งแต่เมื่อประมาณ วันที่ 1 - 3 เมษายน 2542 เหตุที่พยานไม่ได้จดทะเบียนแก้ไขทางทะเบียนในเวลานั้น เนื่องจากพยานลืม และปัจจุบันดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขแล้ว ปรากฏรายละเอียดตามสำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งออก ให้ ณ วันที่ 30 มกราคม 2544
นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องที่ 2 มีความเห็นเกี่ยวกับการสรรหาและการเลือกกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคสาม ให้นำรัฐธรรมนูญ มาตรา 257 และ มาตรา 258 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ว่า เป็นขั้นตอนก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่ง เมื่อบุคคลใดได้รับเลือกจากที่ประชุมวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว "ผู้ที่ได้รับเลือก" ต้องลาออก จากการเป็นบุคคล ตาม มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (1) (2) หรือ (3) หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่า ตนได้เลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้อง ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือก หากไม่ดำเนินการ ถือว่า ผู้ได้รับเลือกไม่เคยได้รับเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งวุฒิสภาต้องเริ่มกระบวนการสรรหาและเลือกใหม่ตาม มาตรา 257 สำหรับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดนี้ ผ่านกระบวนการสรรหาและเลือกมาแล้ว และพระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งประธานกรรมการคนหนึ่ง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีกแปดคน ซึ่งประธานวุฒิสภา ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งเรียบร้อยแล้ว บุคคลทั้งเก้าคนจึงเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครบองค์ประกอบตาม มาตรา 297 วรรคหนึ่ง โดยสมบูรณ์ และชอบด้วยกฎหมาย หากต่อมา ปรากฏว่า กรรมการ ป.ป.ช. คนหนึ่งคนใดต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคสาม เพราะกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 258 มาตรา 260 วรรคสอง ก็บัญญัติให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ตราบใดที่ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาด ยังไม่ได้วินิจฉัยว่า กรรมการ ป.ป.ช. ผู้นั้นกระทำการฝ่าฝืน มาตรา 258 ผู้นั้นก็ยังคงเป็นกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งโดยผลของกฎหมายเนื่องจากเหตุอื่น
สำหรับการพ้นจากตำแหน่งเพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า กระทำการฝ่าฝืน มาตรา 258 จะมีผลเมื่อใดนั้น หลักของกฎหมายมหาชนยืนยันโดยชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ได้ผ่านกระบวนการแต่งตั้งโดยชอบ และดำรงตำแหน่งที่ต้องปฏิบัติภารกิจอย่างใดย่อมมีอำนาจ หน้าที่ดำเนินการตามภารกิจที่กฎหมายกำหนดสำหรับตำแหน่งดังกล่าวอยู่โดยสมบูรณ์ แม้จะมี การโต้แย้งจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่า คุณสมบัติไม่ครบถ้วนหรือมีลักษณะต้องห้ามก็ตาม จนกว่าจะมีการ วินิจฉัยชี้ขาดถึงที่สุดขององค์กรที่กฎหมายกำหนด ให้เป็น ผู้วินิจฉัยชี้ขาด เพื่อให้บริการสาธารณะ สามารถดำเนินการต่อไปได้ และประโยชน์สาธารณะได้รับความคุ้มครอง หากปรากฏ ในภายหลังว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจริงดังที่มีคำคัดค้าน รัฐซึ่งเป็นผู้มอบหมาย ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่เพื่อสาธารณะก็ชอบที่จะต้องคุ้มครองประโยชน์ของปัจเจกชน แต่ละคนและประโยชน์สาธารณะที่อาจได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนที่จะมีการวินิจฉัย ชี้ขาดในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้น ซึ่งพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 19 บัญญัติรับรองหลักการนี้ว่า "ถ้าปรากฏภายหลังว่า เจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม หรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่" และรัฐธรรมนูญ มาตรา 97 นำหลักการดังกล่าวมาใช้กับการพ้นจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาด้วย โดยบัญญัติว่า "การออกจากตำแหน่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิก วุฒิสภาภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง หรือวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ย่อมไม่กระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผู้นั้นได้กระทำไปในหน้าที่สมาชิก รวมทั้งการได้รับเงินประจำตำแหน่งหรือประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นก่อนที่สมาชิกผู้นั้น ออกจากตำแหน่ง หรือก่อนที่ประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้รับแจ้งคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี เว้นแต่ในกรณีที่ออกจากตำแหน่งเพราะเหตุที่ผู้นั้นได้รับเลือกตั้งโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิก วุฒิสภา ให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ผู้นั้นได้รับมา เนื่องจากการ ดำรงตำแหน่งดังกล่าว" นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญได้ขยายหลักการในเรื่องการไม่มีผลย้อนหลัง ในการพ้นจากตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐนี้ไปถึงองค์กรตรวจสอบที่ กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยบัญญัติไว้ใน มาตรา 142 ให้นำ มาตรา 97 มาใช้กับการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการอันต้องห้ามของคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วย
จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า หลักในเรื่องการไม่มีผลย้อนหลังในการพ้นจาก ตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ของรัฐนี้ไม่เพียงแต่เป็นหลักการที่ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทาง ปกครองเท่านั้น รัฐธรรมนูญได้รับรองหลักการนี้เป็นการทั่วไป โดยกำหนดให้ใช้กับสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา และองค์กรควบคุมตรวจสอบอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญด้วย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรควบคุมตรวจสอบในภาคมหาชน ต้องอยู่ภายใต้ หลักการไม่มีส่วนได้เสียของเจ้าหน้าที่ และหลักความต่อเนื่องสม่ำเสมอของบริการสาธารณะ อันเป็นหลักการพื้นฐานทางกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และขององค์กรที่ปฏิบัติหน้าที่ในภาคมหาชนทุก องค์กร การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองหลักการนี้ไว้สำหรับการพ้นจากตำแหน่งของสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ใน มาตรา 97 และบัญญัติรับรองหลักการนี้ไว้สำหรับกรรมการในคณะกรรมการการเลือกตั้งอันเป็นองค์กรตรวจสอบตามรัฐธรรมนูญที่มีฐานะ เช่นเดียวกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ใน มาตรา 142 ก็ยิ่งเป็นการรับรองหลักการดังกล่าวว่า เป็นหลักการที่จะต้องใช้กับ องค์กรอิสระที่ใช้อำนาจตรวจสอบควบคุมการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญขององค์กรอื่น ๆ ในฐานะ บทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งด้วยนั่นเอง ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า กรรมการ ป.ป.ช. คนใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมจะไม่มีผลกระทบกระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นมาแล้ว ก่อนหน้าการวินิจฉัยดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาเพื่อฟังคำแถลงของคู่กรณีและสืบพยานในวันที่ 22 มีนาคม 2544 โดยอนุญาตให้มีการแถลงและสืบพยานได้เฉพาะประเด็นในคำร้อง ซึ่งใน ส่วนของผู้ถูกร้องที่ 2 จะมีกรณีเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ เพียงบริษัทเดียว เท่านั้น
ประธานรัฐสภา / ผู้ร้อง โดยนายคำนวณ ชโลปถัมภ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้รับมอบอำนาจ แถลงศาล สรุปข้อเท็จจริง ตามคำร้อง และแถลงเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 ลาออกจาก การเป็นกรรมการบริษัทเกินสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผลให้ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน หรือมีลักษณะต้องห้าม ทำให้องค์ประกอบ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่เริ่มแรก ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 6 ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่า การกระทำอย่างไรที่จะถือว่า เป็นการลาออกโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 วรรค หนึ่ง (3) และวรรคสอง
ผู้ร้องตอบการซักค้านของผู้ถูกร้องที่ 2 โดยนายกล้านรงค์ จันทิก เลขาธิการ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับมอบอำนาจ ว่า ผู้ร้อง มีความเห็นว่า การลาออกตามความหมายของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ต้องเป็นกรณีที่มีหลักฐานชัดเจน การลาออกด้วยวาจาไม่น่ารับฟังได้ จึงเชื่อถือหลักฐานที่เป็นหนังสือ ลาออกของ ผู้ถูกร้องที่ 1 แม้ว่า จะยังไม่ได้จดทะเบียนทันทีหลังจากยื่นหนังสือลาออก ส่วนผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีหลักฐานที่เป็นหนังสือลาออก มีแต่พยานบุคคล คือ คุณหญิงวนิดา ฯ ให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมาธิการการบริหารและการยุติธรรมว่า "เรื่องนี้ดิฉันได้รับหนังสือจากคุณหญิงปรียา ฯ และเวลานี้ยังไม่พบว่า อยู่ที่ใด จะทำขึ้นใหม่ก็ ไม่ทราบว่าจะทำทำไม..." จึงรับฟังไม่ได้ว่า มีการลาออกแล้ว
ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ติดใจซักค้าน และนำพยานบุคคล คือ พลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ เบิกความยืนยันคำให้การเป็นหนังสือของพยานที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ยื่นศาลไว้แล้ว
ศาลให้ผู้ร้องซักถามผู้แทนกรมทะเบียนการค้า ซึ่งเป็นพยานที่ศาลมีหนังสือเรียกมา คือ นางสาวสุภาภรณ์ ใจอ่อนน้อม และให้ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 ซักค้าน สรุปคำเบิกความของพยานได้ว่า ผลของการลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท ระหว่างบริษัทกับกรรมการจะใช้ความผูกพันกันระหว่างการเป็นตัวการกับตัวแทน เมื่อตัวแทนแจ้งความประสงค์ไม่ว่า ด้วยวาจาหรือ ลายลักษณ์อักษรว่า ขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทต่อตัวการ คือ กรรมการ ผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ก็ถือว่า มีผลเป็นการลาออกจากบริษัทระหว่างกรรมการผู้นั้น กับบริษัท แต่จะมีผลผูกพันบุคคลภายนอกต่อเมื่อกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ได้นำความนั้น ไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ การดำเนินการจดทะเบียนกรณีกรรมการบริษัทลาออก เป็นหน้าที่ของบริษัท ไม่ใช่เป็นหน้าที่ของผู้ที่ลาออก จากการเป็นกรรมการบริษัท ปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องพิจารณา วินิจฉัยมี 3 ประเด็น ดังนี้
ประเด็นที่ 1 การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภาเป็นการกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง หรือไม่
ประเด็นที่ 2 การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา และไม่ได้จดทะเบียน การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ภายในกำหนดเวลาข้างต้นเป็นการกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสองหรือไม่
ประเด็นที่ 3 หากฟังได้ว่า กรรมการ ป.ป.ช. ทั้งสองคน คือ ผู้ถูกร้องที่ 1 และ ผู้ถูกร้องที่ 2 หรือคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง มาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว องค์ประกอบของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีความถูกต้อง สมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และหากฟังได้ว่า องค์ประกอบของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะถูกต้องหรือไม่ เพียงใด รัฐธรรมนูญ มาตรา 297 บัญญัติว่า "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประกอบด้วยประธาน กรรมการคนหนึ่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ตาม คำแนะนำของวุฒิสภา
กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องเป็นผู้ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 256
การสรรหาและการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติให้นำบทบัญญัติ มาตรา 257 และ มาตรา 258 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้ โดยให้คณะกรรมการสรรหา กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจำนวนสิบห้าคน ประกอบด้วย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่เป็น นิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือเจ็ดคน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิก เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือห้าคน เป็นกรรมการ
ให้ประธานวุฒิสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานกรรมการและ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ"
มาตรา 258 บัญญัติว่า "ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้อง
(1) ไม่เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
(2) ไม่เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่น หรือไม่เป็นกรรมการหรือ ที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจ หรือของหน่วยงานของรัฐ
(3) ไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหา ผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด
(4) ไม่ประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด
ในกรณีที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุด หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณีเลือกบุคคลตาม (1) (2) (3) หรือ (4) โดยได้รับความยินยอมของบุคคลนั้น ผู้ได้รับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อตนได้ลาออกจากการเป็นบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3) หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกล่าวแล้ว ซึ่งต้องกระทำภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับเลือก แต่ถ้าผู้นั้นมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กำหนด ให้ถือว่า ผู้นั้นมิได้เคยรับเลือกให้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และให้นำบทบัญญัติ มาตรา 261 มาใช้บังคับ"
มาตรา 297 วรรคสาม บัญญัติว่า "การสรรหาและการเลือกกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ให้นำบท บัญญัติ มาตรา 257 และ มาตรา 258 มาใช้บังคับโดยอนุโลม...."
ดังนั้น กรรมการ ป.ป.ช. จึงต้องไม่เป็น หรือดำรงตำแหน่ง หรือประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด ตามที่ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) บัญญัติไว้ หากผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เป็นบุคคลตาม มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (1) ถึง (4) บุคคลนั้นจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเมื่อได้ลาออกจากการเป็นบุคคลตาม (1) (2) หรือ (3) หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่ เชื่อได้ว่า ได้เลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกล่าวแล้ว โดยต้องกระทำภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ได้รับเลือก หากไม่ดำเนินการ ให้ถือว่า บุคคลนั้นมิได้เคยรับเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช.
ประเด็นที่ 1 การที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ได้รับเลือกจากวุฒิสภา เป็นการกระทำการฝ่าฝืน มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง หรือไม่
ผู้ร้องอ้างพยานเอกสาร คือ หนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ออกให้ ณ วันที่ 3 มกราคม 2544 ว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 ยังคงมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ เพราะมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ คือ ผู้ถูกร้องที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544 ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงาน ทะเบียนหุ้นส่วน บริษัทกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการดำเนินการจดทะเบียนในภายหลังและเกิน สิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา
ผู้ถูกร้องที่ 1 อ้างพยานเอกสารในชั้นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและชั้นสืบพยาน คือ สำเนาหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการ บริษัทเดอะ เบสท์ ฯ ลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 โดยมีพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ ประธานกรรมการและกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ฯ ลงลายมือชื่อ รับทราบ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 และอ้างพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ เป็นพยานบุคคลยืนยัน คำให้การเป็นหนังสือที่ยื่นต่อศาลว่า ตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้ง บริษัทนี้เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2539 จนถึงปัจจุบัน บริษัทยังไม่ได้ดำเนินพาณิชย์กิจแต่อย่างใด ไม่เคยมีทั้งรายได้หรือรายจ่าย และไม่เคย จ้างพนักงาน ดังนั้น เมื่อได้รับหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทจากผู้ถูกร้องที่ 1 แล้ว พยานจึงมิได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อ กรรมการบริษัททันที จนกระทั่งลืม ต่อมา เมื่อ ได้รับการสอบถามจากผู้ถูกร้องที่ 1 พยานจึงรีบดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขโดยถอนชื่อผู้ถูกร้องที่ 1 ออกจากรายชื่อกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 4/2544 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 กำหนด หลักเกณฑ์ทั่วไป ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งในบริษัทไว้ 4 ประการ สรุปได้ว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1167 ประกอบ มาตรา 826 วรรคหนึ่ง มาตรา 827 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 386 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง การลาออกจากตำแหน่งในบริษัทสามารถ กระทำได้ตลอดเวลา โดยผู้ประสงค์จะลาออกต้องแสดงเจตนา ต่อผู้มีอำนาจของบริษัท โดยอาจทำเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ เพราะกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้ผู้ประสงค์จะลาออกต้องนำความไปจดทะเบียนต่อนายทะเบียนหุ้นส่วน บริษัทเพื่อถอนชื่อตัวเองออกจากทะเบียน เป็นหน้าที่ของกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทดำเนินการ จดแจ้งต่อนายทะเบียน
พิจารณาแล้ว ผู้ถูกร้องที่ 1 แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท เดอะ เบสท์ ฯ เป็นหนังสือลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2540 ยื่นต่อพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ กรรมการ ผู้มีอำนาจของบริษัทซึ่งลงลายมือชื่อรับทราบเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 โดยพลเอก เอื้อมศักดิ์ ฯ เบิกความยืนยันต่อศาลว่า ได้รับทราบการลาออกจริง การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทของ ผู้ถูกร้องที่ 1 จึงมีผลตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2540 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่ผู้ถูกร้องที่ 1 ได้รับ เลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช. การจดทะเบียนการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทของผู้ถูกร้องที่ 1 ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2544 จึงเป็นการรับรอง การลาออกจากกรรมการบริษัท ซึ่งมี ผลตั้งแต่วันที่ 27 กุม ภาพันธ์ 2540 ดังนั้น ณ วันที่ 26 มีนาคม 2542 ที่วุฒิสภามีมติเลือกผู้ถูกร้องที่ 1 เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ถูกร้องที่ 1 มิได้ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทเดอะ เบสท์ ฯ อันเป็นข้อห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) จึงมิได้กระทำการฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง ทั้งนี้ ตามนัยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 4/2544 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ถูกร้องที่ 1 จึงได้รับเลือกเป็น กรรมการ ป.ป.ช. โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ 2 การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการลาออกจาก การเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา และไม่ได้ จดทะเบียนการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าวต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ภายในกำหนดเวลาข้างต้น เป็นการกระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง หรือไม่
ผู้ร้องอ้างพยานเอกสาร คือ หนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ออกให้ ณ วันที่ 3 มกราคม 2544 ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ยังคงมีชื่อเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ ต่อมา มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 เป็น กรรมการบริษัท ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 30 มกราคม 2544 ซึ่งเป็นการดำเนินการเกิน สิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ได้รับเลือกจากวุฒิสภา ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือแสดงการลาออกจากการเป็น กรรมการบริษัทภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภา ซึ่งผู้ร้องเห็นว่า การลาออกตามความหมายของรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง ต้องเป็นกรณี ที่มีหลักฐานชัดเจน การลาออกด้วย วาจาไม่น่ารับ ฟังได้ ผู้ถูกร้องที่ 2 มีเพียงพยานบุคคล คือ คุณหญิงวนิดา ฯ รับรองว่า ได้รับหนังสือลาออกจากผู้ถูกร้องที่ 2 แต่ไม่สามารถนำหลักฐาน คือ หนังสือลาออกมาแสดงได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ลาออกจากกรรมการบริษัทภายในกำหนดเวลา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง
ผู้ถูกร้องที่ 2 อ้างพยานเอกสารในชั้นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและชั้นสืบพยาน คือ หนังสือของคุณหญิงวนิดา ฯ ลงวันที่ 28 ธัน วาคม 2543 รับรองในฐานะผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัทวงศ์อมร ฯ ว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้น ของบริษัทวงศ์อมร ฯ ตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2542 เมื่อทราบว่า วุฒิสภามีมติเลือกผู้ถูกร้องที่ 2 เป็นกรรมการ ป.ป.ช. และยื่นคำให้การเป็นหนังสือขอ งคุณหญิงวนิดา ฯ เป็นพยานต่อศาลด้วย สรุปได้ว่า ระหว่างวันที่ 1 ถึง 3 เมษายน 2542 พยานได้รับแจ้งการลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ จาก ผู้ถูกร้องที่ 2 ทั้งเป็นบันทึกและด้วยวาจา แต่จำไม่ได้ว่า ให้ผู้ใดไปดำเนินการถอนชื่อทางทะเบียน ต่อมา เมื่อปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อปลายเดือนธันวาคม 2543 ผู้ถูกร้องที่ 2 สอบถามเรื่องนี้ พยานตรวจสอบพบว่า ยังไม่ได้ดำเนินการ แก้ไขทางทะเบียน และค้นหาบันทึกการลาออกของผู้ถูกร้องที่ 2 แต่ไม่พบ และรับรองว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เมื่อประมาณวันที่ 1 ถึง 3 เมษายน 2542 เหตุที่พยานไม่ได้ติดตามเรื่องการจดทะเบียนแก้ไขในเวลานั้น เนื่องจากเห็นว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่มีส่วนเป็นเจ้าของบริษัทที่แท้จริง และไม่เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อ ผูกพันบริษัท ทั้งนี้ พยานได้ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขถอน ชื่อผู้ถูกร้องที่ 2 ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ แล้ว ปรากฏตามหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ลงวันที่ 30 มกราคม 2544
พิจารณาแล้ว ผู้ถูกร้องที่ 2 แสดงเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท วงศ์อมร ฯ ต่อคุณหญิงวนิดา ฯ กรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อผูกพันบริษัท โดยคุณหญิงวนิดา ฯ มีหนังสือรับรอง และผู้ถูกร้องที่ 2 ยื่นคำให้การเป็นหนังสือของคุณหญิงวนิดา ฯ ซึ่งให้การรับรองว่า รับทราบการแสดงเจตนาลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ทั้งด้วยหนังสือและวาจาตั้งแต่ประมาณวันที่ 1 ถึง 3 เมษายน 2542 แล้ว การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทสามารถกระทำได้โดยแสดงเจตนาต่อผู้มีอำนาจของบริษัทโดยอาจทำเป็น หนังสือหรือด้วยวาจาก็ได้ และหน้าที่ในการจดทะเบียนถอนชื่อออกจากการเป็นกรรมการบริษัทต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท เป็นหน้าที่ของ กรรมการ ผู้มีอำนาจ ทั้งนี้ เป็นหลักทั่วไปที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วางไว้ตามคำวินิจฉัยที่ 4/2544 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ดังนั้น การลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทวงศ์อมร ฯ ของผู้ถูกร้องที่ 2 จึงมีผลตั้งแต่วันที่ 1 หรืออย่างช้าตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2542 ซึ่งอยู่ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 26 มี นาคม 2542 ผู้ถูกร้องที่ 2 มิได้กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง ผู้ถูกร้องที่ 2 จึงได้รับเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ 3 ตามคำร้องที่ขอให้วินิจฉัยว่า หากฟังได้ว่า กรรมการ ป.ป.ช. ทั้งสองคน คือ ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 หรือคนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ กระทำการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง มาตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว องค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะมีความถูกต้องสมบูรณ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 297 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และหากฟังได้ว่า องค์ประกอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ถูกต้องมาตั้งแต่ต้น การปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะถูกต้องหรือไม่ เพียงใด นั้น
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 มิได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ บริษัทเดอะ เบสท์ ฯ อันเป็นข้อห้าม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) จึงมิได้กระทำการฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง และผู้ถูกร้องที่ 2 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท วงศ์อมร ฯ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเลือกให้เป็นกรรมการ ป.ป.ช. จึงมิได้กระทำการฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคสอง ผู้ถูกร้องทั้งสองคน ได้รับเลือกเป็นกรรมการ ป.ป.ช. โดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ กรณีตามประเด็นที่ 3 จึงไม่ต้องวินิจฉัย
โดยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนเสียง 11 เสียง (โดยอีก 3 เสียง คือ นายจุมพล ณ สงขลา นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ไม่รับคำร้อง ไว้พิจารณาวินิจฉัยมาตั้งแต่ต้น) จึงวินิจฉัยว่า ผู้ถูกร้องที่ 1 และผู้ถูกร้องที่ 2 มิได้กระทำการฝ่าฝืน รัฐธรรมนูญ มาตรา 258 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสอง จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับองค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update