กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
หน้าที่ 1 2 3 4 5
คำวินิจฉัยที่ 19/2544
วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2544
เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีนายประยุทธ มหากิจศิริ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ


คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอคำร้อง ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ว่า
1. นายประยุทธ มหากิจศิริ ผู้ถูกร้อง ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ตามประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ร้อง กรณีเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โดยแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบด้วย
1.1 ทรัพย์สินของผู้ถูกร้อง ประกอบด้วย เงินฝาก 1 บัญชี จำนวนเงิน 69,514,355.71 บาท เงินลงทุน เป็นหุ้นใน บริษัทต่าง ๆ รวมมูลค่า 4,509,835,710 บาท และยานพาหนะรวม 3 คัน
1.2 ทรัพย์สินของคู่สมรส ประกอบด้วย เงินฝาก 2 บัญชี จำนวนเงิน 45,000,000 บาท เงินลงทุน เป็นหุ้นในบริษัทต่าง ๆ รวมมูลค่า 1,850,039,087.50 บาท และที่ดิน 14 แปลง รวมเนื้อที่ 60 ไร่ 1 งาน 7 6/10 ตารางวา
1.3 ทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ประกอบด้วย เงินลงทุน เป็นหุ้นใน บริษัทต่าง ๆ รวมมูลค่า 223,750,105 บาท
1.4 หนี้สินของผู้ถูกร้อง เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 เป็นหนี้กู้ยืมเงิน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 40,000,000 ดอลล่าร์สหรัฐอเมริกา
2. ผู้ร้องดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน ดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 แล้ว พบว่า มีรายการทรัพย์สินที่ผู้ถูกร้องไม่ได้แสดงไว้ในบัญชี ฯ คือ
2.1 ทรัพย์สินของผู้ถูกร้อง ประกอบด้วย เงินฝาก 9 บัญชี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 1 ฉบับ รวมเป็นเงิน 26,885,240.99 บาท ที่ดิน 9 แปลง รวมเนื้อที่ 71 ไร่ 10 4/10 ตารางวา และรถยนต์ 3 คัน
2.2 ทรัพย์สินของคู่สมรส ประกอบด้วย เงินฝาก 23 บัญชี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ รวมเป็นเงิน 390,358,575.98 บาท ที่ดิน 21 แปลง รวมเนื้อที่ 172 ไร่ 1 งาน 85 ตารางวา และบ้านพักอาศัย 1 หลัง
2.3 ทรัพย์สินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ประกอบด้วย เงินฝาก 1 บัญชี จำนวนเงิน 200,584.84 บาท และที่ดิน 2 แปลง รวมเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 56 ตารางวา
 
    3. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) มีหนังสือที่ ปช. 0007/106 ลง วันที่ 20 มิถุนายน 2543 ถึงผู้ถูกร้องเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริง เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้ถูกร้อง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่ไม่ได้แสดงไว้ในบัญชี ฯ ซึ่ง ผู้ถูกร้องมีหนังสือลงวันที่ 15 สิงหาคม 2543 ชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. สรุปได้ว่า
3.1 บัญชีเงินฝากของผู้ถูกร้องทั้ง 10 รายการ ผู้ถูกร้องมีไว้เพื่อใช้หมุนเวียนในธุรกิจ และไม่ได้เก็บบัญชีไว้ที่ตน บัญชีดังกล่าวไม่มีการเคลื่อนไหว ทำให้ไม่ทราบว่า มียอดเงินคงเหลือในบัญชี ดังนั้น ขณะกรอกบัญชี ฯ ผู้ถูกร้องจึงแสดงแต่ยอดในบัญชีเงินฝากเท่าที่จำได้จริง และเป็นบัญชีที่ผู้ถูกร้องใช้หมุนเวียนในธุรกิจตามปกติของผู้ถูกร้องเท่านั้น
3.2 บัญชีเงินฝากของคู่สมรส คู่สมรสผู้ถูกร้องไม่ได้แจ้งให้ผู้ถูกร้องทราบบัญชี เงินฝากดังกล่าว เพราะคู่สมรสมีธุรกิจเป็นของตน มีบัญชีเงินฝากไว้เพื่อใช้ในธุรกิจตามปกติ และ เก็บเงินบางส่วนเป็นส่วนตัว
3.3 บัญชีเงินฝากของบุตร คู่สมรสผู้ถูกร้องเปิดบัญชีให้ และไม่แจ้งให้ผู้ถูกร้องทราบ
3.4 กรณีที่ดิน 9 แปลง เป็นที่ดินที่ได้มาก่อนที่ผู้ถูกร้องจะเข้าดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และคู่สมรสผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำเนินการ และเก็บเอกสารสิทธิไว้หลายแห่ง จำไม่ได้ว่า มีที่ดินดังกล่าว ในขณะที่รวบรวมทรัพย์สินเพื่อแจ้งในบัญชี ฯ ไม่พบเอกสารสิทธิในที่ดินดังกล่าว จึงทำให้ยื่นขาดไป
3.5 กรณีที่ดินของคู่สมรสและบุตร คู่สมรสผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำเนินการ เกี่ยวกับที่ดินเองทั้งสิ้น ทำให้ผู้ถูกร้องไม่ทราบว่า คู่สมรส และบุตรมีที่ดิน และผู้ถูกร้องเห็นว่า ทรัพย์สินของคู่สมรสและบุตรมิได้ได้มาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาของผู้ถูกร้อง จึงไม่ได้แจ้งไว้ในบัญชี ฯ
3.6 กรณีรถยนต์ของผู้ถูกร้อง 3 คัน เป็นรถยนต์เก่าที่ผู้ถูกร้องใช้ตั้งแต่เริ่ม ทำธุรกิจ ปัจจุบันไม่ได้ใช้ แต่เก็บไว้เป็นที่ระลึกเท่านั้น จึงลืมแจ้งไว้ในบัญชี ฯ
3.7 กรณีบ้านพักของคู่สมรส บ้านพักของคู่สมรสในบัญชี ฯ ใช้เป็นที่ตั้งของบริษัทที่ทำงานของคู่สมรส ไม่ใช่บ้านพัก และคู่สมรสผู้ถูกร้องมิได้พักอาศัยอยู่ในบ้านนั้น เป็นการ กรอกรายการผิดพลาด ความจริงคู่สมรสผู้ถูกร้องพักอยู่บ้านเลขที่ 93/58 ถนนบางนา - ตราด กม. 15 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
4. ผู้ร้องพิจารณารายการทรัพย์สินของผู้ถูกร้อง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุ นิติภาวะ ที่ตรวจสอบพบเพิ่มเติม ประกอบคำชี้แจงแสดงเหตุผลของผู้ถูกร้อง เห็นว่า รายการเงินฝากและที่ดินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บ้านพักอาศัย และยานพาหนะของผู้ถูกร้อง เป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าหรือจำนวนไม่มากนัก คำชี้แจงต่าง ๆ มีเหตุผลรับฟังได้ แต่รายการเงินฝาก ของผู้ถูกร้อง 9 บัญชี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 1 ฉบับ เงินฝากของคู่สมรส 23 บัญชี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ ที่ดินของ ผู้ถูกร้อง 9 แปลง และที่ดินของคู่สมรส 21 แปลง ผู้ร้องมีความเห็นดังนี้
4.1 กรณีเงินฝากของผู้ถูกร้องในบัญชีเงินฝาก 9 บัญชี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 1 ฉบับ ผู้ร้องเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินในบัญชีเงินฝากที่แสดงไว้ กับที่ตรวจสอบพบเพิ่มเติม แตกต่างกันเกือบกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินที่แสดงไว้ ทั้งมิใช่เป็นเงินจำนวนเล็กน้อย หากแต่เป็นเงินหลักสิบล้านบาท นอกจากนี้ บัญชีเงินฝากที่ตรวจสอบพบเพิ่มเติม เป็นบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน 4 บัญชี ในการประกอบธุรกิจตามปกติของนักธุรกิจจะต้องสั่งจ่ายเช็คเบิกถอนเงินจากบัญชีกระแสรายวันเหล่านี้อยู่เสมอ ย่อมต้องทราบดีว่า ผู้ถูกร้องมีบัญชีเงินฝากอื่น ๆ นอกเหนือจากที่แสดงรายการไว้ ดังนั้น หากผู้ถูกร้องมีความตั้งใจที่จะแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินโดยถูกต้องตามที่มีอยู่จริงแล้ว คงจะตรวจไม่พบ รายการในบัญชีเงินฝากเพิ่มมากเช่นนี้
4.2 กรณีเงินของคู่สมรสในบัญชีเงินฝาก 23 บัญชี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 2 ฉบับ ผู้ร้องเห็นว่า บัญชีเงินฝากและจำนวนเงินที่ตรวจพบเพิ่มเติมมีจำนวนมากกว่าที่แสดงไว้อย่างเห็นได้ชัด ถึงความแตกต่าง และเป็นเงินหลักร้อยล้านบาท คำชี้แจงของผู้ถูกร้องที่ว่า คู่สมรสมีบัญชีเงินฝากไว้ใช้ในธุรกิจตามปกติ และเก็บเงินเป็นส่วนตัว โดยไม่แจ้งให้ทราบนั้น เป็นการยากที่วิญญูชนโดยทั่วไป จะเชื่อว่า บุคคลผู้เป็นนักธุรกิจเช่นเดียวกับผู้ถูกร้อง ไม่ทราบบัญชีเงินฝากและจำนวนเงินของคู่สมรส ซึ่งมีจำนวนเกือบสี่ร้อยล้านบาท คำชี้แจงของผู้ถูกร้องกรณีนี้จึงรับฟังไม่ได้
4.3 กรณีที่ดินของผู้ถูกร้อง 9 แปลง ผู้ร้องเห็นว่า คำชี้แจงของผู้ถูกร้องชี้ให้ เห็นว่า ผู้ถูกร้องทราบดีว่า ตนมีที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์อีกหลายแปลง หากพยายามที่จะแสดงรายการ ที่ดินเหล่านี้ในการยื่นบัญชี ฯ ก็จะสามารถดำเนินการตรวจสอบและรวบรวมได้โดยไม่ยาก ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องมิได้แสดงรายการที่ดินของตน ทั้ง ๆ ที่ทราบ ถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเป็นการจงใจ ยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
4.4 กรณีที่ดินของคู่สมรส 21 แปลง ผู้ร้องเห็นว่า จำนวนและเนื้อที่ของที่ดินที่ตรวจสอบพบเพิ่มมีมากกว่าที่ผู้ถูกร้องแสดง ไว้เป็นจำนวนมาก ไม่น่าเชื่อว่า ผู้ถูกร้องไม่ทราบว่าคู่สมรส มีที่ดินมากดังที่ตรวจพบเพิ่มเติม คำชี้แจงของผู้ถูกร้อง ที่อ้างว่า คู่สมรสเก็บเอกสารสิทธิที่ดินไว้ จึงจำไม่ได้ว่า คู่สมรสมีที่ดินทั้งสิ้นเท่าใดนั้น รับฟังไม่ได้ เพราะผู้ถูกร้องสามารถตรวจสอบเอกสาร เพื่อนำมาแสดงรายการที่ดินให้ถูกต้องตามที่มีอยู่จริงได้ แต่ไม่ดำเนินการ
5. ดังนั้น ในการประชุมของผู้ร้อง ครั้งที่ 90/2543 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 8 เสียง (นายประสิทธิ์ ดำรงชัย กรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้เข้าร่วมประชุม) ว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ถูกร้องส่งสำเนาเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมประกอบการยื่นบัญชี ฯ ในภายหลัง ไม่เป็นผลลบล้างการจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ที่ได้กระทำมาแล้วได้ และมีมติให้เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ดังนี้
5.1 ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
5.2 ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ตรวจพบว่า มีการกระทำดังกล่าว และห้ามมิให้ดำรง ตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
6. ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 จึง รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และส่งสำเนาคำร้องและเอกสารประกอบให้ผู้ถูกร้องเพื่อยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาลงวันที่ 5 มีนาคม 2544 และคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติม คำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ลงวันที่ 26 มีนาคม 2544 พร้อมเอกสารประกอบ 57 รายการ สรุปได้ว่า
6.1 คำร้องที่ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 นั้น ไม่สามารถนำมาใช้กับกรณีผู้ถูกร้องได้ เพราะผู้ถูกร้องไม่มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 เนื่องจากผู้ถูกร้องยื่นบัญชีฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 โดยยื่นต่อเลขาธิการวุฒิสภา ตามพระราชบัญญัติ การแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกวุฒิสภาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2539 ต่อมา กฎหมายฉบับนี้ถูกยกเลิกไป วันที่ 18 พฤศจิกายน 2542 ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 3 ประกอบกับไม่มีบทบัญญัติให้โอนหน้าที่การรับแจ้งหรือการยื่นบัญชีทรัพย์สินของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2534 จากประธานวุฒิสภามาเป็นอำนาจของผู้ร้องแต่อย่างใด จึงถือไม่ได้ว่า เป็นการยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2540 ตามรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2534 แก้ ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2539 ต่อมา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใช้วันที่ 11 ตุลาคม 2540 โดยมี มาตรา 291 ถึง มาตรา 296 บัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมสมาชิกวุฒิสภาต้องยื่นบัญชี ฯ ของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่มิได้กำหนดรายละเอียดในการปฏิบัติไว้ จึงมีการ รับรองไว้ในบทเฉพาะกาล มาตรา 321 วรรคสอง ว่า ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ซึ่งทำหน้าที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนดระเบียบอันจำเป็นแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากศาลรัฐธรรมนูญ ระเบียบดังกล่าวมีผลบังคับใช้วันที่ 10 กรกฎาคม 2541 ถือได้ว่า เป็นวันเริ่มต้นในการปฏิบัติหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และจะใช้บังคับจนกว่าจะมีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ดังนั้น การที่นายกล้านรงค์ จันทิก ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ป. จัดส่งแบบบัญชี ฯ ตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต ฯ ไปให้สมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรอก เพื่อยื่นรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 นั้น ถือได้ว่า การยื่นบัญชี ฯ ของผู้ถูกร้องไม่ใช่เป็นการยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ เพราะยื่นก่อนที่ระเบียบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 321 วรรคสอง จะใช้บังคับ
6.2 ผู้ถูกร้องไม่อยู่ในบทบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 เนื่องจากบทบัญญัตินี้ใช้เป็นบทลงโทษเฉพาะกับ "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ในขณะนั้นเท่านั้น โดยโทษที่กำหนดไว้ คือ การให้พ้นจากตำแหน่ง แม้จะมีบทกำหนดโทษที่ต่อเนื่อง คือ การห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีก็ตาม เป็นบทลงโทษควบคู่กัน มิใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในกรณีของผู้ถูกร้อง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว มิได้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในวันที่ผู้ร้องดำเนินการสอบสวนพิจารณา เมื่อโทษประการแรกไม่เกิดขึ้นโทษต่อเนื่องจึงมีไม่ได้
นอกจากนี้ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 34 ที่บัญญัติว่า "...ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองที่ดำรงอยู่... ฯลฯ..." แสดงว่า เป็นบทลงโทษที่กำหนดไว้ เฉพาะกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่ในขณะนั้นเท่านั้น เมื่อผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมือง ไปแล้ว จึงต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 294 และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 36 กล่าวคือ หากพบว่า ผู้ถูกร้องร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้นผิดปกติ ผู้ร้องต้องส่งเอกสารพร้อมรายงานผลการตรวจสอบให้อัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีต่อไป
6.3 องค์ประกอบของผู้ร้อง ไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 297 กำหนด ทำให้คำร้องลงวันที่ 26 ธันวาคม 2543 ที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องในฐานะคณะกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจาก กรรมการ ป.ป.ช. 2 คน คือ พลโท สวัสดิ์ ออรุ่งโรจน์ และคุณหญิงปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา มีลักษณะต้องห้ามเป็นกรรมการ ป.ป.ช.
คุณหญิงปรียา ฯ ดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทวงศ์อมร จำกัด และบริษัท เกษมวนารมย์ จำกัด และยังเป็นลูกจ้างผู้จัดทำบัญชีของบริษัทเกษมวนารมย์ ฯ ในวันที่ได้รับเลือก และวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการ ป.ป.ช. จนถึงวันที่ลาออกจากกรรมการ ป.ป.ช. โดยลงลายมือชื่อในบัญชี งบดุลเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2542 ในฐานะเป็นกรรมการและผู้จัดทำบัญชีของบริษัทเกษมวนารมย์ ฯ การดำรงตำแหน่งของคุณหญิงปรียา ฯ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น คุณหญิงปรียา ฯ จึงต้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2542 ซึ่งเป็นวันที่ถือว่า คุณหญิงปรียา ฯ ทราบ และมีโอกาสที่จะแจ้งการลาออกจากกรรมการบริษัท แต่มิได้กระทำ
เมื่อคุณหญิงปรียา ฯ พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนหน้าที่จะมีการ พิจารณาวินิจฉัยกรณีของผู้ถูกร้อง จึงมีผลให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ร้องเสียไป มติในการประชุมครั้งที่ 90/2543 ดังกล่าว จึงใช้ไม่ได้ด้วย เท่ากับผู้ร้องไม่เคยมีมติว่า ผู้ถูกร้องมีการกระทำใด ๆ อันแสดงว่า จงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ แม้ว่าพระราชบัญญัติ วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 19 บัญญัติว่า "ถ้าปรากฏภายหลังว่า เจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือ การแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง เช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่" แต่ผู้ร้องเป็นองค์กรที่จัดตั้งและใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายนี้ เพราะ มาตรา 4 (2) มิให้พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับแก่องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ
6.4 การดำเนินการของผู้ร้อง มิได้เป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบ ฯ มีผลให้มติในการประชุมครั้งที่ 90/2543 เป็นไปโดยไม่ชอบ ไม่เที่ยงธรรม และเกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ถูกร้อง เนื่องจากผู้ถูกร้องยื่นบัญชี ฯ ตามแบบที่ผู้ร้องส่งให้โดยเข้าใจว่า การยื่นบัญชี ฯ นี้เป็นการ ป้องกันมิให้บุคคลใดใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ หรือปกปิดทรัพย์สินที่ได้มาโดย ไม่ชอบ หากมีการขาดตกบกพร่องอย่างไรคงจะได้รับคำแนะนำหรือทักท้วงจากผู้ร้อง แต่ปรากฏว่า ไม่ได้รับการทักท้วง ดังนั้น ในกรณีที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่ง วันที่ 23 มีนาคม 2543 จึงยื่น บัญชี ฯ เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 โดยถือเอาการยื่นบัญชี ฯ ครั้งแรก เป็นต้นแบบ
ต่อมาวันที่ 20 มิถุนายน 2543 (ระยะเวลาห่างจากการยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง เป็นเวลา 2 ปี 7 เดือนเศษ) ผู้ถูกร้องได้รับแจ้งจากผู้ร้องให้ไปชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ ทรัพย์สินที่ไม่ได้แสดงไว้ในบัญชี ฯ ผู้ถูกร้องจึงไปพบ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อเจ้าหน้าที่ของผู้ร้อง และได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ จึงยื่นหนังสือขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ไม่ได้แสดง ไว้ในบัญชี ฯ ต่อมาผู้ร้องมีมติ เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วย ข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง
ผู้ถูกร้องเห็นว่า ผู้ร้องมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในระเบียบ ฯ ข้อ 20 และ ข้อ 21 ที่ว่า ก่อนที่ผู้ร้องจะมีมติดังกล่าว ต้องให้โอกาสผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ถูกกล่าวหา ชี้แจงต่อผู้ร้องด้วย ประกอบกับกรณีของผู้ถูกร้องได้ดำเนินการ แก้ไขข้อผิดพลาดให้ถูกต้อง และเจ้าหน้าที่ มีความเห็นให้รวมเรื่องไว้ ไม่ควรวินิจฉัยทันที ตาม ข้อ 20 ต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวก่อน และก่อนที่ผู้ร้องจะมีมติ ต้องให้โอกาสผู้ถูกร้องชี้แจงต่อผู้ร้อง
นอกจากนี้ การที่ผู้ร้องเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดนั้น มิได้เป็นไป ตามระเบียบ ฯ ข้อ 22 ที่ให้กระทำภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ผู้ร้องมีมติเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด กล่าวคือ ผู้ร้องมีมติวันที่ 23 พฤศจิกายน 2543 แต่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 26 ธันวาคม 2543 เกินกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจเสนอคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้
6.5 ปัญหาของ คำว่า "จงใจ" หรือ "ปกปิด" ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 34 ว่า อย่างไรเป็นการจงใจ และอย่างไรเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบนั้น ผู้ถูกร้อง เห็นว่า การจงใจในทางทฤษฎีการกระทำที่เป็นความผิด เป็นผลร้ายต่อผู้กระทำโดยจงใจตามหลักการกระทำที่เป็นโทษทางอาญา หรือตามกฎหมายอื่นทางปกครอง การจงใจ คือ การกระทำโดยเจตนา เป็นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า "กระทำโดยเจตนา ได้แก่ การกระทำโดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น" เมื่อเทียบกับคำว่า "จงใจ" ตามกฎหมายลักษณะละเมิด ซึ่งให้ความหมายว่า หมายถึง การกระทำที่ประสงค์ต่อผลเท่านั้น ส่วนผลตามเจตนาจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนั้น ๆ ดังนั้น การจงใจจึงมิใช่เพียงการกระทำ โดยรู้สำนึกหรือจิตใจบังคับอิริยาบถเท่านั้น แต่จะต้องประกอบด้วยความมุ่งหมายต่อผลตามความหมาย ดังกล่าวนั้นอีกด้วย
รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ มาตรา 34 ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชี...." จึงมีความหมายเพียงแค่เจตนาไม่ยื่นบัญชี ฯ ก็ไม่อาจบังคับตาม กฎหมายทั้งสองฉบับได้ จะต้องเป็นเรื่องเหนือเจตนา ขึ้นไป คือ ต้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ นอกจากจะมี เจตนาธรรมดาโดยรู้สึกสำนึกและจงใจในการกระทำแล้ว การจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ จะต้องเป็นกรณีที่มี ความมุ่งหมายตามกฎหมายฉบับนั้นด้วย ซึ่งหมายถึง ผลนั่นเอง กล่าวคือ การจงใจปกปิดรายการ ทรัพย์สินนั้นต้องเป็นเรื่องให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน และประโยชน์จากทรัพย์สิน ที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ โดยทุจริต หรือมีทรัพย์สินร่ำรวยผิดปกติ เพราะใช้อำนาจหน้าที่นั้นแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง หรือผู้อื่นเท่านั้น
กรณีผู้ถูกร้องมีทรัพย์สินและทรัพย์สินที่คู่สมรสครอบครองอยู่ ตามรายการที่ ผู้ร้องตรวจพบนั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจโดยปกติทั้งสิ้น มิได้เป็นการได้มาจาก การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์
การปกปิดข้อเท็จจริง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ ต้องเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ทรัพย์สินและประโยชน์จากทรัพย์สิน โดยอาศัย การปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เท่านั้น หากเป็นเหตุอื่น แล้ว ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบของบทบัญญัติดังกล่าว ทั้งนี้ พิจารณาจากหลักการและเหตุผลใน การประกาศใช้พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ พ.ศ. 2518 ประกอบกับ มาตรา 20 ซึ่งเป็นพื้นฐานที่มาของการแก้ไขเป็นพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยของผู้ร้องไม่ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องมี หรือใช้อำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ที่ได้มาในขณะดำรงตำแหน่ง จึงไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
6.6 กฎหมายบัญญัติให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแสดงทรัพย์สินที่มีอยู่ใน ความครอบครองของคู่สมรส หรือบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แม้คู่สมรสจะมีเจตนาปกปิดทรัพย์สิน ก็ไม่อาจนำเอาเจตนาของคู่สมรสมาใช้กับหลักจงใจของผู้ถูกร้องได้ เนื่องจากผู้ถูกร้องไม่อาจที่จะ ล่วงรู้ได้ เพราะเป็นเรื่องในใจเฉพาะบุคคลจะนำมาบังคับว่า ผู้ถูกร้องจงใจปกปิดไม่แสดงรายการไม่ได้
6.7 ผู้ร้องมิได้ใช้บรรทัดฐานในการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายอย่างเดียวกันกับกรณีของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงมหาดไทย (ตำแหน่งขณะนั้น) ตามหลักความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ ในกรณีข้างต้นผู้ร้องวินิจฉัยว่า การจงใจปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฯ นั้น หมายถึง ต้องเป็นการจงใจปกปิด เพื่อให้ได้ซึ่งประโยชน์หรือเสียประโยชน์ หากไม่ต้องด้วยกรณีดังกล่าว ไม่ถือว่า จงใจปกปิดตามกฎหมาย เมื่อเทียบเคียงกรณีข้อเท็จจริงของผู้ถูกร้องซึ่งมีลักษณะแห่งคดีอย่างเดียวกัน จะต้องวินิจฉัยอย่างเดียวกัน เพราะการบกพร่องในการแสดงรายการ มิได้ทำให้ผู้ถูกร้องหรือบุคคลใดได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างใด เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยสุจริต จากการประกอบธุรกิจตามปกติ ก่อนที่ ผู้ถูกร้องเข้ามาดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา
6.8 ผู้ถูกร้องไม่เห็นด้วยในประเด็นปัญหาข้อเท็จจริง ที่ผู้ร้องวินิจฉัยในประเด็นกรณีเงินฝากและที่ดินของผู้ถูกร้องและคู่สมรส กล่าวคือ


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update