กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 3/2544
วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2544
เรื่อง ศาลจังหวัดชลบุรีส่งคำร้องของจำเลย (นายฮายาชิ หรือโยชิมิ คาสิโนริ หรือคะสิโนริ หรือ ทะนะกะ) ในคดีอาญา ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย


ศาลจังหวัดชลบุรีส่งคำร้องของจำเลยที่ 3 (นายฮายาชิ หรือโยชิมิ คาสิโนริ หรือคะสิโนริ หรือทะนะกะ) ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 663/2539 ที่ 1105/2539 และ ที่ 1227/2539 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 30 และ มาตรา 33 และต้องด้วย มาตรา 6
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า นายฮายาชิ หรือโยชิมิ คาสิโนริ หรือคะสิโนริ หรือทะนะกะ จำเลยที่ 3 ได้ถูกพนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี ฟ้องคดีอาญาเป็นจำเลยที่ 3 ต่อศาลจังหวัดชลบุรี ฐานร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรต่างประเทศปลอม อันตนได้มาโดย รู้ว่า เป็นของปลอม และร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่น รวมสามคดี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 663/2539 ที่ 1105/2539 และ ที่ 1227/2539 ขณะคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดชลบุรี จำเลยที่ 3 ได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 มีนาคม 2542 ต่อศาลจังหวัดชลบุรี ความว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางชลบุรี ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม โดยถูกตีโซ่ตรวนที่ข้อเท้าตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เป็นเวลาประมาณสองปีสี่เดือนมาแล้ว การปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมดังกล่าว ขัด ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 ที่บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง มาตรา 30 ที่บัญญัติว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา ฯลฯ จะกระทำมิได้ และ มาตรา 33 ที่บัญญัติว่า ในคดีอาญาต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้น เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ ดังนั้น เมื่อคดีของจำเลยที่ 3 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล จะปฏิบัติต่อจำเลยที่ 3 เสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ จำเลยที่ 3 ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง จึงขอความเป็นธรรม ต่อศาลตามรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งยกเลิกการตีโซ่ตรวนจำเลยที่ 3
ศาลจังหวัดชลบุรีเรียกผู้บัญชาการเรือนจำกลางชลบุรีเข้าไต่สวน และจำเลยที่ 3 ได้อ้างตนเองเข้าเบิกความผ่านล่าม จากการไต่สวน ข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่า มีการตีตรวนจำเลยที่ 3 ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงจริง ศาลจังหวัดชลบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นเรื่องร้องว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ และข้อบังคับของกรมราชทัณฑ์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย แต่ไม่ใช่เป็นกรณีบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันจะใช้บังคับแก่คดีที่จำเลยที่ 3 ต้องหา ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลจึงไม่จำเป็นต้องรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว แต่คำร้องของจำเลยที่ 3 สมควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ จึงให้ส่งคำร้องและเอกสารมายังศาลรัฐธรรมนูญ และจ่าศาลจังหวัดชลบุรีมีหนังสือ ลงวันที่ 30 มีนาคม 2542 ส่งเรื่องพร้อมเอกสารมายังศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เป็นกรณีที่ศาลจังหวัดชลบุรีส่งเรื่องมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องดังกล่าวไว้ดำเนินการต่อไปตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 และเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้รักษาการ และอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ในฐานะผู้ปฏิบัติการ ตามพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 และจำเลยที่ 3 ได้แสดงความเห็นก่อนการวินิจฉัย ตลอดจนให้ศาลจังหวัดชลบุรีแจ้งความคืบหน้าของคดีและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา
ศาลจังหวัดชลบุรีส่งสำเนาคำพิพากษา ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2542 พิพากษา ยกฟ้องจำเลยที่ 3 แต่ให้ขังไว้ในระหว่างอุทธรณ์ สำเนาหมายขังระหว่างพิจารณา และสำเนาหมายขังระหว่างอุทธรณ์มายังศาลรัฐธรรมนูญ
กรมราชทัณฑ์มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย สรุปได้ว่า เหตุที่เรือนจำ กลางชลบุรีใช้เครื่องพันธนาการจำเลยที่ 3 เพราะสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยามีหนังสือขอความ ร่วมมือในการป้องกันการหลบหนีของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร้ายสำคัญของประเทศญี่ปุ่น ต่อมาสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองชลบุรีมีหนังสือแจ้งอายัดตัวจำเลยที่ 3 ด้วย ทั้งนี้ การใช้เครื่องพันธนาการของเรือนจำ ฯ เป็นการดำเนินการโดยอาศัยอำนาจ ตามพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 14 (3) และกระทำด้วยความเชื่อโดยสุจริตเพื่อป้องกันมิให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่ต่างประเทศต้องการตัว หลบหนีการควบคุมของเรือนจำ ฯ หากหลบหนีไปได้ เรือนจำ ฯ จะต้องถูกตำหนิว่า ไร้ประสิทธิภาพในการควบคุม สังคมไม่ได้รับความปลอดภัย ต่างประเทศอาจเห็นว่า ระบบงานราชทัณฑ์ไร้ประสิทธิภาพและขาดความเชื่อถือ อันอาจกระทบต่อความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ทั้งนี้ เรือนจำ ฯ ได้ถือปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างเดียวกัน
กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือแสดงความเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 เรือนจำกลางชลบุรีมีอำนาจใช้เครื่องพันธนาการได้ หากเห็นว่า จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ต้องขัง เป็นบุคคลที่น่าจะพยายามหลบหนีการควบคุม อย่างไรก็ตาม กรมราชทัณฑ์ ได้สั่งย้ายจำเลยที่ 3 มาควบคุมที่เรือนจำกลางคลองเปรม และมิได้ใช้เครื่องพันธนาการแก่จำเลยที่ 3 แล้ว
จำเลยที่ 3 มีหนังสือแสดงความเห็นว่า ได้ถูกย้ายมาควบคุมที่เรือนจำกลางคลองเปรม และถอดโซ่ตรวนแล้ว แต่กลับถูกควบคุมให้อยู่แต่ในห้องขัง ไม่ได้ออกนอกห้องขังเลย นอกจาก เวลารับประทานอาหาร เวลามีผู้มาเยี่ยมและพบทนายความเท่านั้น ทำให้สุขภาพร่างกายและจิตใจทรุดโทรม ซึ่งจำเลยที่ 3 เป็นมนุษย์มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการปฏิบัติจากองค์กรรัฐเยี่ยงมนุษย์ นอกจากนี้ เมื่อศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้กระทำผิดตาม รัฐธรรมนูญต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำผิด กรณีพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 14 ใช้ถ้อยคำว่า "ผู้ต้องขัง" ซึ่งมีความหมายตามพระราชบัญญัติ ดังกล่าว มาตรา 4 (2) หมายความรวมถึง "นักโทษเด็ดขาด คนต้องขัง และคนฝาก" เป็นเหตุให้บุคคลที่ได้รับการสันนิษฐานว่าไม่ได้กระทำความผิดถูกปฏิบัติเยี่ยงผู้กระทำความผิด เช่นนักโทษเด็ดขาด จึงเห็นว่า พระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 4 (2) มาตรา 14 (1) ถึง (5) และกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความในพระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 ข้อ 25 ถึง ข้อ 28 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ระหว่างพิจารณาคำร้องนี้ กรมราชทัณฑ์มีหนังสือพร้อมเอกสารประกอบมายังศาลรัฐธรรมนูญ สรุปได้ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติญี่ปุ่นมีคำร้องขอให้ส่งตัวจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปประเทศญี่ปุ่น ในข้อหาความผิดเกี่ยวกับการจี้เครื่องบินของสายการบินญี่ปุ่น การก่อการจลาจล และการโจมตีสถานีตำรวจที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นความผิดที่ยังไม่หมดอายุความตามกฎหมายของประเทศญี่ปุ่น และศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ผ. 4/2543 ให้ขังจำเลยที่ 3 ไว้ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อส่งตัวข้ามแดน และปัจจุบันจำเลยที่ 3 ได้ถูกส่งตัวไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 มิถุนายน 2543
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อกรมราชทัณฑ์แจ้งว่า จำเลยที่ 3 ไม่ได้ อยู่ในประเทศไทย เนื่องจากถูกส่งตัวกลับไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว การพิจารณาคำร้องจึงไม่เป็น ประโยชน์ต่อจำเลยที่ 3 ประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" การที่จำเลยที่ 3 อ้างว่า พระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 4 (2) และ มาตรา 14 (1) ถึง (5) ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 30 และ มาตรา 33 นั้น จำเลยที่ 3 ได้ถูกฟ้องในข้อหาร่วมกันมีไว้เพื่อนำออกใช้ซึ่งธนบัตรต่างประเทศปลอม อันตนได้มาโดยรู้ว่า เป็นของปลอมและร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ของผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น เมื่อศาลยุติธรรมมิได้ใช้พระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 บังคับแก่คดีตามคำร้องนี้แล้ว พระราชบัญญัติ ราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 มาตรา 4 (2) และ มาตรา 14 (1) ถึง (5) จึงมิใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีตามคำร้องนี้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง
โดยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยให้จำหน่ายคำร้อง


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update