กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
หน้าที่ 1 2
คำวินิจฉัยที่ 33/2544
วันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2544
เรื่อง พระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 11 มาตรา 58 วรรคสี่ และ มาตรา 72 วรรคสอง (2) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ


ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภามีหนังสือ ลงวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 กรณีพระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 11 มาตรา 58 วรรคสี่ และ มาตรา 72 (2) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า
1. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับหนังสือร้องเรียนของนายสัก กอแสงเรือง และคณะ รวม 116 คน ว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มีปัญหาเกี่ยวกับ ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ในประเด็นดังนี้
1.1 พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 ประกอบกับ มาตรา 48 มาตรา 50 และ มาตรา 87 บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย แต่ พระราชกำหนดดังกล่าว ให้อำนาจแก่คณะกรรมการ บสท. เด็ดขาด ทำให้สิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน และเสรีภาพของบุคคลไม่ได้รับการคุ้มครองและไม่เป็นการสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรี โดยอาศัยกลไกตลาดกำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม นอกจากนั้น ในหมายเหตุท้ายพระราชกำหนดดังกล่าวก็ระบุเหตุผลการออกพระราชกำหนดไม่เข้าองค์ประกอบของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 48 มาตรา 50 และ มาตรา 87 ทำให้เห็นว่า ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
1.2 พระราชกำหนดดังกล่าว มีบทบัญญัติที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหลาย มาตรา ได้แก่ มาตรา 58 วรรคสี่ ในกรณีที่ให้ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และ มาตรา 72 (2) ในกรณีที่ให้ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันล้มละลาย และ ให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเด็ดขาดทันทีโดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน นั้น เป็นการให้อำนาจแก่ บสท. สามารถพิจารณาวินิจฉัยให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลล้มละลาย โดยกำหนดให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเด็ดขาด และสั่งให้ลูกหนี้และ ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลล้มละลายโดยไม่ต้องไต่สวนตามคำร้องของ บสท. เป็นการให้ บสท. ใช้อำนาจตุลาการแทนศาล มีอำนาจเหนือศาล สามารถวินิจฉัยให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลล้มละลายได้ โดยศาลไม่สามารถใช้อำนาจได้อย่างมีอิสระ ไม่สามารถใช้ดุลพินิจและไม่สามารถ ดำเนินการไต่สวนเพื่อหาความจริงได้
 
    1.3 บทบัญญัติ มาตรา 11 ของพระราชกำหนดดังกล่าว ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 276 เพราะการพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กับเอกชนหรือประชาชน เป็นอำนาจของ ศาลปกครอง แต่ มาตรา 11 กลับห้ามมิให้ฟ้องและดำเนินคดีที่ศาลปกครอง นอกจากนั้น ศาลยุติธรรม ซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายให้เป็นอำนาจ ของศาลอื่น ก็ไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติให้คดีปกครองอยู่ใน อำนาจของศาลปกครองแล้ว จึงเป็นกรณีไม่อาจดำเนินคดีที่ศาลยุติธรรมได้
2. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 ดังนี้
2.1 การที่พระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 58 วรรคสี่ บัญญัติให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ หรือ ผู้ค้ำประกัน แล้วแต่กรณี โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และ มาตรา 72 (2) บัญญัติให้ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันล้มละลาย และให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของ ลูกหนี้และ ผู้ค้ำประกันเด็ดขาดทันที โดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน นั้น เป็นการบัญญัติเปลี่ยนแปลงไม่ให้ศาลต้องพิจารณาเอาความจริง ก่อนที่จะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันเป็นการบัญญัติบังคับให้ศาลต้องสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของลูกหนี้ และผู้ค้ำประกันทันที เมื่อ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาล โดยไม่ต้องไต่สวนคำร้องของ บสท. เท่ากับเป็นการให้ บสท. มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยแทนศาล อันเป็นการบัญญัติเปลี่ยนแปลงวิธีพิจารณาคดีล้มละลายเพื่อใช้แก่คดี บสท. โดยเฉพาะ เพราะศาลไม่สามารถพิจารณาไต่สวนหาความจริง ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 14 ได้ เมื่อบทบัญญัติ มาตรา 58 วรรคสี่ และ มาตรา 72 (2) แห่งพระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย เพื่อใช้แก่คดีที่อยู่ในอำนาจของ บสท. โดยเฉพาะ จึงเป็นการขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
2.2 โดยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 276 บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่เป็นข้อพิพาท ระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือ ราชการส่วนท้องถิ่น หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐบาล กับ เอกชน และ บสท. เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับดูแลของรัฐบาล การที่พระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 11 บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหาร สินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ของ บสท. ตามพระราชกำหนดนี้ และการออกระเบียบหรือข้อบังคับ คำสั่ง คำวินิจฉัย การอนุญาต และการกระทำอื่นใดของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหาร อันเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดนี้ นั้น เป็นการบัญญัติไม่ให้ บสท. อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่าง บสท. กับเอกชน หรือหน่วยงานของรัฐอื่น ทำให้ไม่สามารถฟ้องหรือ ดำเนินคดีกับ บสท. ต่อศาลปกครอง หรือศาลยุติธรรมได้ จึงเป็นกรณีบทบัญญัติ มาตรา 11 แห่งพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 276
3. ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เห็นว่า พระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 11 มาตรา 58 วรรคสี่ และ มาตรา 72 (2) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย
มีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้นว่า การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 198 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภาเห็นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ หรือการกระทำใดของบุคคลใดตาม มาตรา 197 (1) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลปกครอง แล้วแต่กรณี" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง แล้วแต่กรณี พิจารณาวินิจฉัยเรื่อง ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาเสนอตามวรรคหนึ่งโดยไม่ชักช้า"
พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาได้รับหนังสือร้องเรียนของ นายสัก กอแสงเรือง และคณะ รวม 116 คน มี ความเห็นว่า พระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 11 มาตรา 58 วรรคสี่ และ มาตรา 72 (2) มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ และเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย ดังนั้น จึงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 198 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ ทั้งนี้ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 12 เสียง ให้ รับเรื่องนี้ไว้พิจารณา วินิจฉัยต่อไป
ศาลรัฐธรรมนูญส่งสำเนาคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาไปยังนายก รัฐมนตรี รวมทั้งรับฟังคำชี้แจงของนายสัก กอแสงเรือง และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
คณะรัฐมนตรีได้จัดทำบันทึกคำชี้แจงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ สรุปได้ว่า
1. หลักการของพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ สืบเนื่องมาจาก ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่ผ่านมา ส่งผลให้ลูกหนี้ไม่มีความสามารถชำระหนี้ที่มีกับสถาบันการเงินได้ ทำให้สถาบันการเงินประสบปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อฐานะ การดำเนินงานของสถาบันการเงิน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโยบายจัดตั้งหน่วยงานกลางขึ้น เพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ที่มีต่อสถาบันการเงินให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สถาบันการเงินมีความสามารถในการปล่อยสินเชื่อได้มากขึ้น ทำให้ลูกหนี้สามารถปลดภาระหนี้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
2. การตราพระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ กระทำโดยอาศัยอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 218 เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดนี้ คือ เพื่อจัดตั้งบรรษัท บริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) ให้ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบัน การเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปโดยรวดเร็ว บทบัญญัติต่าง ๆ ของพระราชกำหนดนี้ได้ตราขึ้นตามความจำเป็นและความเหมาะสมแต่ละเรื่อง เพื่อให้กฎหมายมีประสิทธิภาพและสำเร็จตาม วัตถุประสงค์
3. หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตาม มาตรา 21 แห่งประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความแพ่ง เกี่ยวกับกระบวน การพิจารณาของศาลมี 2 กรณี คือ ถ้ากฎหมายจะบัญญัติห้าม ศาลทำการไต่สวน ก็จะต้องบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเท่านั้น ส่วนการที่กฎหมายบัญญัติให้ศาลมีคำสั่ง ได้โดยไม่ต้องทำการไต่สวน หมายความว่า ให้อำนาจศาลที่จะพิจารณาโดยไม่ต้องทำการไต่สวนได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 699/2508 ที่ 1144/2518 และที่ 2902/2538) และบทบัญญัติ มาตรา 58 วรรคสี่ ของพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ ได้ตราขึ้น โดยจุดมุ่งหมาย อย่างหลัง การที่ มาตรา 58 วรรคสี่ บัญญัติให้ บสท. ดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งพิทักษ์ทรัพย์ เด็ดขาดของลูกหนี้หรือผู้ค้ำประกันโดยไม่ต้องดำเนินการไต่สวน และให้ศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ ทรัพย์ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลายต่อไปโดยเร็ว นั้น เพราะหนี้สินที่โอนมาเป็นสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพที่ลูกหนี้ไม่ สามารถชำระหนี้ได้แล้ว ส่วนใหญ่เป็นกรณีที่ลูกหนี้มีสินทรัพย์ไม่พอกับ หนี้สิน หรือมีแนวโน้มเป็นบุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวอย่างชัดเจน สินทรัพย์ที่โอนมานั้น บสท. จะพิจารณาสภาพของสินทรัพย์แต่ละรายโดยละเอียด รายใดต้องปรับโครงสร้างหนี้ย่อมแสดง สภาพอยู่ในตัวว่า ถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างหนี้ ก็จะชำระหนี้ไม่ได้และจะล้มละลายในที่สุด โดยจำกัดอำนาจของ บสท. ให้แคบเพียงที่กฎหมายกำหนดเพียง 2 กรณี คือ กรณีไม่ให้ความ ร่วมมือในการปรับโครงสร้างหนี้ และกรณียักย้ายถ่ายเททรัพย์สินเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจ กว้างขวางเป็นการทั่วไป มาตรา 58 วรรคสี่ จึงบัญญัติให้อำนาจศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยไม่ต้องทำการไต่สวนได้ เพื่อปกป้องสินทรัพย์ และป้องกันไม่ให้มี การยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกัน และกรณีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินนี้ ก็เข้าตามข้อสันนิษฐานของ มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ ซึ่งศาลก็สั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดได้อยู่แล้ว นอกจากนั้น ในการพิจารณาหากศาลเห็นว่า ยังได้ความไม่ชัดเจนเพียงพอ ศาลก็มีอำนาจทำการไต่สวนหรือให้ คู่กรณีคัดค้านได้ และจะสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ ก็เป็นไปตามดุลพินิจของศาล ส่วนการ ดำเนินการของศาลต่อไปหลังจากสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว จะเป็นไปตามขั้นตอนปกติของ กฎหมายว่าด้วยล้มละลาย ดังนั้น บท บัญญัติ มาตรา 58 วรรคสี่ จึงมิได้เป็นบทบังคับศาลให้ ต้องสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดยไม่ต้องทำการไต่สวน และ บสท. ก็ไม่ได้ใช้อำนาจแทนศาล แต่เป็น การให้อำนาจ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อพิจารณา แล้วศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเอง ตามที่เห็นว่าถูกต้องสมควร กรณีจึงเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ ของลูกหนี้ทุกรายที่ บสท. รับโอนมาตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มิได้ใช้ กับคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 235
4. เมื่อ บสท. เข้าไปตรวจสอบสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแล้ว ลูกหนี้มีสินทรัพย์ไม่พอ กับหนี้สิน จนไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ กรณีจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างกิจการด้วย มิใช่ปรับโครงสร้างหนี้เพียงอย่างเดียว เพราะถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างกิจการ จะนำไปสู่การ ล้มละลายในที่สุด ดังนั้น มาตรา 72 จึงบัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้เห็นชอบกับการปรับโครงสร้าง กิจการแล้ว บสท. ก็ดำเนินการปรับ โครงสร้างกิจการต่อไป แต่ถ้าลูกหนี้ไม่เห็นชอบด้วยกับการ ปรับโครงสร้างกิจการ ซึ่งจะทำให้กระบวนการยืดเยื้อและไม่เป็นผลดีต่อลูกหนี้ ก็ให้ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายล้มละลายต่อไป การที่ มาตรา 72 (2) กำหนดให้ บสท. ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลสั่งให้ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันล้มละลาย และให้ศาลสั่งพิทักษ์ ทรัพย์ของลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเด็ดขาดทันทีโดยไม่ต้องทำการไต่สวน ก็เพื่อให้มีการดำเนินคดีกับ ลูกหนี้เป็นคดี ล้มละลายต่อไป ประกอบกับกว่าที่ บสท. จะยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสั่งให้ลูกหนี้และ ผู้ค้ำประกันล้มละลายได้ ต้องผ่านขั้นตอนการตรวจสอบ 3 ระดับ คือ ผู้บริหารหรือกำกับดูแลแผน คณะกรรมการบริหาร และคณะกรรมการ บสท. เมื่อจะร้องขอต่อศาลก็ต้องเสนอพยานหลักฐาน และเหตุผลของผู้บริหารทั้ง 3 ระดับ ให้ศาลพิจารณาด้วยอยู่แล้ว การไต่สวนจึงอาจไม่มีความจำเป็น และเมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้และผู้ค้ำประกันเด็ดขาดแล้ว ขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไป ย่อม เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย โดยเริ่มต้นให้ศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โดย ไม่ต้องทำการ ไต่สวนก็ได้ เพื่อรักษาทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้ แต่ศาลก็ยังมีอำนาจทำการไต่สวนได้ถ้าเห็นสมควร ดังเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วในข้อ 3 เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปตามกฎหมาย ว่าด้วยล้มละลาย อาจนำไปสู่การประนอมหนี้ การยกเลิก คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือการสั่ง ให้ลูกหนี้เป็นบุคคลล้มละลายก็ได้ มาตรา 72 (2) จึงมิใช่เป็นบทบังคับศาลให้สั่งลูกหนี้และ ผู้ค้ำประกันล้มละลายทันที แต่เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจดำเนินการต่อไปตามกฎหมาย ว่าด้วยล้มละลาย และเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับกับสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของลูกหนี้ ทุกรายที่ บสท. รับโอนมาตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มิได้ใช้กับคดีใด คดีหนึ่งโดยเฉพาะ มาตรา 72 (2) จึงไม่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 235
5. หลักการของพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ คือ การจัดการ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่เกิดขึ้นใน ระบบสถาบันการเงิน โดย บสท. เป็นผู้รับโอนสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้ เกิดรายได้ของสถาบันการเงินมาดำเนินการแทน บสท. ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้ตามกฎหมายจึงมีสิทธิ ดำเนินการกับลูกหนี้ เพื่อให้ได้รับชำระหนี้ดังเช่นเจ้าหนี้ทั่ว ๆ ไป มิได้เป็นการใช้อำนาจที่มีใน ลักษณะทางปกครอง สาระสำคัญ ในการปฏิบัติหน้าที่ของ บสท. เป็นเรื่องของการดำเนินการติดตาม การชำระหนี้เอาจากลูกหนี้แทนสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นเรื่องของคดีแพ่งและพาณิชย์ที่ศาลยุติธรรม มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินการของ บสท. แม้อาจเป็นข้อพิพาทระหว่าง หน่วยงานของรัฐกับเอกชน แต่ก็ควรที่จะให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้พิจารณา การที่ มาตรา 11 แห่ง พระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ บัญญัติไม่ให้นำกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครองมาใช้บังคับแก่การดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ บสท. ตามพระราชกำหนดนี้ และการออกระเบียบหรือข้อบังคับ คำสั่ง คำวินิจฉัย การอนุญาต และการกระทำอื่นใดของคณะกรรมการและคณะกรรมการบริหารอันเกี่ยวกับการบริหารสินทรัพย์ ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดนี้ แม้จะเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิของบุคคล แต่ก็บัญญัติไว้ แคบมาก โดยห้ามฟ้องศาลปกครองเฉพาะการกระทำที่เกี่ยวกับการบริหารและการออกคำสั่งเกี่ยวกับ สินทรัพย์ด้อยคุณภาพเท่านั้น สินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามกฎหมายนี้ ได้แก่ สินทรัพย์ที่มีลักษณะเป็น สินทรัพย์ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น ไม่กระทบ กระเทือนถึงทรัพย์สินของบุคคลทั่วไป การจำกัดสิทธิดังกล่าวมี ผลเป็นเพียงการจำกัดว่า ศาลปกครอง ไม่มีอำนาจพิจารณาเท่านั้น และเป็นกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ โดยไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพของบุคคลทั่วไป ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 อนุญาตให้ทำได้ ประกอบกับ มาตรา 276 ซึ่งเป็นบทบัญญัติกำหนดเขตอำนาจของศาลปกครอง กำหนดให้คดีที่เป็นข้อพิพาทระหว่างฝ่ายปกครองกับเอกชนที่จะอยู่ใน อำนาจพิจารณาของศาล ปกครอง เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ มาตรา 11 บัญญัติไว้เช่นนั้นแล้ว ข้อพิพาท ในลักษณะดังกล่าว จะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 271 ซึ่งบัญญัติให้ศาลยุติธรรมมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น ดังนั้น มาตรา 11 แห่งพระราชกำหนด บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ฯ จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update