กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
หน้าที่ 1 2
คำวินิจฉัยที่ 35-36/2544
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2544
เรื่อง พระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ที่เพิ่มเติมหมวด 3/1 และพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 48 มาตรา 252 และ มาตรา 335 (1) หรือไม่


ศาลล้มละลายกลางส่งคำโต้แย้งของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) รวม 2 คำร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
คำร้องที่หนึ่ง เป็นคำร้องในคดีของศาลล้มละลายกลาง คดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) หมายเลขแดงที่ 827/2543 ระหว่าง บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องขอ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ เนื่องจากบริษัท ไรมอน แลนด์ ฯ ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน ถูกสถาบันการเงินลดวงเงินสินเชื่อ และมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพราะมีสินทรัพย์ ไม่พอกับหนี้สิน โดยมีหนี้สินเป็นจำนวนแน่นอนไม่ต่ำกว่า 6,805,875,808.52 บาท เป็นเหตุให้ไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ หากถูกพิทักษ์ ทรัพย์เด็ดขาดและล้มละลายจะทำให้เจ้าหนี้ได้ รับชำระหนี้น้อยกว่าที่จะให้ลูกหนี้ได้รับการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้เห็นว่ามีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ จึงยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อขอให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวันที่ 6 พฤศจิกายน 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยตั้งบริษัท ไรมอน แลนด์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน
ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผน นายบุญลอง นรจิตต์ และเจ้าหนี้อื่นรวม 35 ราย ผู้ ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท ไรมอน แลนด์ ฯ ได้ยื่น คำร้องต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อคัดค้านแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธ ศักราช 2483 มาตรา 90/46 (2) และ มาตรา 90/58 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นการเปิดช่องให้ผู้ทำแผนเลือกปฏิบัติต่อเจ้าหนี้ตามอำเภอใจ โดยไม่สุจริต โดยไม่เป็นธรรม หรือโดยดุลพินิจ ที่ไม่ชอบ โดยที่ศาลล้มละลายกลางหรือศาลฎีกาไม่อาจใช้ดุลพินิจที่ เที่ยงธรรมแก้ไขเยียวยาตามความเหมาะสม หรือตามพฤติการณ์แห่งคดี อันเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้ ข้างน้อยที่มีมูลหนี้ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบ แม้จะมีจำนวนเจ้าหนี้มากกว่าก็ตาม โดยเป็นความแตกต่างจากลักษณะของบุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 และเป็นการจำกัดสิทธิ ในทรัพย์สินเกินกว่าที่จำเป็น และกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าหนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 นอก จากนี้ มาตรา 90/46 (2) กำหนดให้เจ้าหนี้เกินกว่าร้อยละห้าสิบของมูลหนี้สามารถเห็นชอบแผนฟื้นฟูกิจการได้ ซึ่งบางคดี เจ้าหนี้รายใหญ่ไม่กี่รายมีมูลหนี้ มากกว่าร้อยละห้าสิบก็จะทำให้แผนผ่านความเห็นชอบของเจ้าหนี้ และแผนที่ศาลเห็นชอบอาจเอื้อประโยชน์ต่อเจ้าหนี้รายใหญ่เพียงไม่กี่รายนั้น แม้เจ้าหนี้รายเล็ก ๆ จะมีจำนวนมากกว่าหลายร้อยราย ก็ตาม ทำให้ต้องยอมรับการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมจากผู้ทำแผน และถือได้ว่าศาลล้มละลายกลางได้เห็นชอบด้วยกับการเลือกปฏิบัตินั้นโดยปริยาย มาตรา 90/46 (2) ควรกำหนดให้เจ้าหนี้เกินกว่า สามในสี่ของมูลหนี้ จึงจะถือว่าเห็นชอบด้วยแผนและ มาตรา 90/58 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 เพราะกำหนดบังคับให้ศาล ต้องเห็นชอบด้วยแผน หากเข้าหลักเกณฑ์ของ มาตรา 90/58 แม้จะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร้องเกินกว่าที่จำเป็น จึงกระทบกระเทือนสาระสำคัญ แห่งสิทธิในทรัพย์สิน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 โดยที่ศาลล้มละลายกลางหรือศาลฎีกาไม่ สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาแก้ไขหรือเยียวยาตามความเหมาะสม หรือตามพฤติการณ์แห่งคดี ด้วยความเป็นธรรมได้
 
    ลูกหนี้ผู้ขอฟื้นฟูกิจการและผู้ทำแผน คัดค้านคำร้องของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในคดีของ ศาลล้มละลายกลาง สรุปได้ว่า
คำร้องที่อ้างว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 90/46 (2) และ มาตรา 90/58 ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 นั้น ไม่เป็นสาระสำคัญอันควรได้รับการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 ได้บัญญัติให้มีข้อยกเว้นให้รัฐมีอำนาจออกกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และสิทธิของบุคคล ในทรัพย์สินได้ พระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 90/46 (2) และ มาตรา 90/58 มีผลใช้บังคับโดยพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 มาตรา 14 และ มาตรา 21 ตามลำดับ ซึ่งพระราชบัญญัติ ดังกล่าวได้ระบุถึงบทบัญญัติ มาตรา 29 และ มาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการออกกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และสิทธิของบุคคลในทรัพย์สิน ไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น บทบัญญัติ มาตรา 90/46 (2) และ มาตรา 90/58 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 และเมื่อพิจารณาจากเหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า เจตนารมณ์ในการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวเพื่อต้องการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ใน ส่วนที่เกี่ยวกับการลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการ การใช้ดุลพินิจของศาลในการเห็นชอบด้วยแผน อำนาจของผู้บริหารแผนเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ ฯลฯ และยังเพิ่มบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ รับรองไว้ด้วย มาตรา 90/46 (2) และ มาตรา 90/58 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลายได้ออกมาตามรัฐธรรมนูญและสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
สำหรับคำร้องของเจ้าหนี้จำนวน 35 ราย ที่อ้างว่า มาตรา 90/46 (2) และ มาตรา 90/58 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เพราะ ศาลล้มละลายกลาง หรือศาลฎีกาไม่อาจใช้ดุลพินิจที่เที่ยงธรรมแก้ไขเยียวยาตามความเหมาะสมหรือตามพฤติการณ์แห่งคดี อันเป็นการทำให้เจ้าหนี้ ข้างน้อย ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่เท่าเทียมกัน นั้น ลูกหนี้และผู้ทำแผนคัดค้านว่า มาตรา 90/58 ให้อำนาจศาลที่จะพิจารณาและมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน และตามวรรคสาม ก็ให้ อำนาจศาล ที่จะไม่เห็นชอบด้วยแผนไว้ด้วย การที่ศาลจะมีคำสั่งเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผน จึงเป็นเรื่องที่ ศาลจะพิจารณาแผนเป็นกรณี ๆ ไป แล้วจึงมีคำสั่งเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบด้วยแผน ดังนั้น มาตรา 90/58 จึงไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ทั้ง มาตรา 90/42ตรี แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ยังบัญญัติไว้ด้วยว่า สิทธิของเจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องได้ รับการปฏิบัติเท่าเทียมกัน เว้นแต่ เจ้าหนี้ผู้ได้รับการปฏิบัติที่เสียเปรียบในกลุ่มนั้นจะให้ความยินยอมเป็นหนังสือ ศาลจึงมีอำนาจโดยสมบูรณ์ที่จะพิจารณาแผนเพื่อ ให้แน่ใจว่า เจ้าหนี้ทั้งหลายต่างก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน หากจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน ข้อกล่าวอ้างว่าศาลปราศจากอำนาจในการใช้ดุลพินิจเพื่อความเป็นธรรม จึงไม่เป็นความจริง
คำร้องที่สอง เป็นคำร้องของนายธนู หมื่นพรมอินทร์ เจ้าหนี้รายที่ 15 ในคดี ล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) หมายแดงที่ 827/2543 ของศาลล้มละลายกลาง โดยมีข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบสรุปได้ว่า นายธนู หมื่นพรมอินทร์ หรือผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้รายที่ 15 ของบริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นลูกหนี้ในคดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) หมายเลขแดงที่ 827/2543 ของศาลล้มละลายกลาง โดยในคดีดังกล่าวลูกหนี้ได้ยื่นคำร้อง ขอฟื้นฟูกิจการต่อ ศาลล้มละลายกลาง และศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และแต่งตั้งผู้ทำแผนแล้ว ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผน ผู้ร้องยื่นคำร้องและคำแถลงการณ์โต้แย้งว่า
1. พระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ที่เพิ่มเติมหมวด 3/1 กระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ไม่ได้ระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตราพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) หรือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ล้มละลายที่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้แต่ประการใด โดยกรณี จะแตกต่างจากกรณีของพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ที่ได้ระบุบทบัญญัติ มาตรา 29 มาตรา 36 และ มาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตราพระราชบัญญัติ ล้มละลาย หรือแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ล้มละลายที่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการเดินทางและเสรีภาพในการเลือกที่อยู่ภายในราชอาณาจักร และสิทธิในทรัพย์สินตาม มาตรา 36 และ มาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญไว้ ในคำปรารภ ส่วนพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 4) ไม่ได้ระบุบทบัญญัติที่เป็นการจำกัดสิทธิ และเสรี ภาพไว้ เท่ากับว่าขณะที่ตราพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) รัฐสภาไม่ได้ตระหนักว่า จะเป็นการลิดรอนและจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ทั้งประชาชนไม่สามารถรับรู้อย่างชัดแจ้ง ถึงที่มาว่า สิทธิและเสรีภาพของตนถูกจำกัดโดย มาตราของรัฐธรรมนูญ และอยู่ในเงื่อนไขที่ รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่เพียงใด เมื่อพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 4) ไม่ได้ระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ที่ให้มีอำนาจในการตรากฎหมายตาม มาตรา 29 วรรคสอง พระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 335 (1) เป็นอันใช้บังคับมิได้ตาม มาตรา 6 และการโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง ไม่ใช่กรณีการโต้แย้งกระบวนการตรากฎหมาย แต่เป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้โดยเทียบเคียงกับคำวินิจฉัยที่ 9-10/2544 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้รับไว้พิจารณาในประเด็นที่คู่ความโต้แย้งว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง เพราะพระราชกำหนดดังกล่าว ไม่ได้ระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตราพระราชกำหนดซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิเสรีภาพ บางประการ ซึ่งเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นการที่คู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีของผู้ร้อง ต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 คำร้องเป็น ไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องได้
2. บทบัญญัติ มาตรา 90/46 และ 90/58 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 เนื่องจาก มาตรา ดังกล่าวได้กำหนดวิธีพิจารณาที่เป็นผลให้เจ้าหนี้ รายเดียวหรือหลายรายที่มีมูลหนี้น้อยกว่าร้อยละห้าสิบที่ไม่ได้ลงมติยอมรับแผนฟื้นฟูกิจการต้อง ยอมรับแผนฟื้นฟูโดยปริยาย ทำให้เจ้าหนี้ ดังกล่าวได้รับการปฏิบัติในฐานะผู้ถูกกระทำหรือเป็นเพียง วัตถุแห่งหนี้ หรือถูกดูแคลนเสมือนสิ่งของ ทั้งเป็นการเปิดช่องให้ผู้ทำแผนเลือกปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดย อำเภอใจ โดยไม่สุจริต โดยไม่ เป็นธรรม หรือโดยใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบ โดยที่ศาลล้มละลายกลางหรือศาลฎีกาไม่สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาแก้ไขหรือเยียวยาได้ตามความเหมาะสม หรือตามพฤติการณ์ แห่งคดีด้วยความเป็นธรรม เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชนและความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร อันเป็นการที่องค์กรของรัฐใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ตาม มาตรา 26 แห่งรัฐธรรมนูญ
3. บทบัญญัติ มาตรา 90/46 และ 90/58 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 ประกอบ กับ มาตรา 48 เนื่องจากเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้ข้างน้อยที่มีมูลหนี้น้อยกว่าร้อยละห้าสิบ เพราะเหตุความแตกต่างในเรื่องสถานะ ของ บุคคลและฐานะทางเศรษฐกิจตาม มาตรา 30 แห่งรัฐธรรมนูญ การที่ มาตรา 90/46 (2) กำหนด ให้เจ้าหนี้ที่มีหนี้เกินร้อยละห้าสิบสามารถลงมติยอมรับแผนได้ ซึ่งบางคดีถ้าเจ้าหนี้รายใหญ่เพียง ไม่กี่รายมีมูลหนี้มากกว่าร้อยละห้าสิบก็จะทำให้แผนได้รับการยอมรับจากเจ้าหนี้ และแผนที่ศาล เห็นชอบด้วยนั้นอาจเอื้อประโยชน์ ต่อเจ้าหนี้รายใหญ่ที่ยอมรับแผนเพียงไม่กี่ราย โดยที่เจ้าหนี้ ข้างน้อยที่มีมูลหนี้ต่ำกว่าร้อยละห้าสิบซึ่งในบางคดีมีอยู่จำนวนหลายร้อยรายอาจได้รับการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมจากผู้ทำแผน และถือได้ว่าศาลล้มละลายกลางได้เห็นชอบกับการเลือกปฏิบัตินั้นด้วย ทำให้เจ้าหนี้นั้นไม่ได้รับความคุ้มครองจากกระบวนพิจารณาของศาลล้มละลายกลางและศาลฎีกา อย่างเป็นธรรม
4. บทบัญญัติ มาตรา 90/46 และ 90/58 แห่งพระราชบัญญัติ ล้มละลาย ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 ประกอบ กับ มาตรา 48 เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินเกินกว่าที่จำเป็นหรือกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิในทรัพย์สินของเจ้าหนี้ ตาม มาตรา 29 ประกอบ มาตรา 48 แห่งรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะเหตุผลของการตราบทบัญญัติเกี่ยวกับการฟื้นฟูกิจการก็เพื่อ ให้ลูกหนี้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการได้ ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหนี้ มีโอกาสรับชำระหนี้อย่างเป็นธรรม แต่ปรากฏว่า มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 เป็นวิธีพิจารณาที่ทำให้เจ้าหนี้ได้รับการปฏิบัติในฐานะ ผู้ถูกกระทำหรือเป็นเพียงวัตถุแห่งหนี้ หรือถูกดูแคลนเสมือนสิ่งของ และไม่ใช่มาตรการที่มีผลกระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้อยที่สุด หรือเบาที่สุดเมื่อเปรียบเทียบชั่งน้ำหนัก กับการให้มีการฟื้นฟูกิจการตามหลักพอสมควรแก่เหตุ หรือหลักความได้สัดส่วน โดยยังมีมาตรการอีกหลาย มาตรการที่ยังปรับใช้ได้โดยไม่เกินกว่าความจำเป็น เช่น สามารถกำหนด มาตรการที่เป็นบทบัญญัติ ทำนองเดียวกันหรือใกล้เคียงกับบทบัญญัติใน มาตรา 90/46 และ 90/58 ของพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2541 ที่ได้ ถูกยกเลิกไปแล้ว


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update