กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 37-39/2544
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2544
เรื่อง พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 ขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 หรือไม่


ศาลล้มละลายกลางส่งคำโต้แย้งของเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) รวม 3 คำร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
คำร้องที่หนึ่ง เป็นคำร้องในคดีของศาลล้มละลายกลาง คดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) หมายเลขแดงที่ 658/2543 ระหว่างบริษัท บิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ผู้ร้องขอ บริษัท บิ๊ก ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ลูกหนี้ เนื่องจากลูกหนี้ซึ่งประกอบธุรกิจประเภทกิจการค้าและพัฒนาอสังหา ริมทรัพย์ประสบปัญหาด้านการเงิน และมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพราะมีสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สิน โดยมี หนี้สินเป็นจำนวนแน่นอนไม่ต่ำกว่า 2,362,931,201.03 บาท ลูกหนี้จึงยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท บิ๊ก ดีวอลลอปเม้นท์ ต่อศาลล้มละลายกลางเพื่อที่จะดำเนินกิจการต่อไป และชำระหนี้ ให้แก่เจ้าหนี้ได้ตามระยะเวลาที่แผนกำหนด ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวันที่ 4 กันยายน 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยตั้งบริษัทบิ๊ก ดีวอลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด เป็นผู้ทำแผน
ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผน ผู้ร้อง คือ นางเพ็ญพร งามไพโรจน์พิบูลย์ เจ้าหนี้รายที่ 286 โดยนายวีระชัย แท่นจิรวัฒนา ผู้รับมอบอำนาจ ได้ยื่นคำร้องคัดค้านแผนและโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 สรุปได้ว่า
พระราชบัญญัติ ล้มละลาย ในส่วนของการฟื้นฟูกิจการมีการตราขึ้นบังคับใช้ ภายหลังรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันบังคับใช้แล้ว และมีบางส่วนที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ตาม มาตรา 90/46 หากเจ้าหนี้รายใดหรือกลุ่มใดมีมูลหนี้จำนวนมากพอ มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอำนาจต่อรองก็สามารถลงมติยอมรับแผนหรือไม่ก็ได้ ขณะเดียวกันเจ้าหนี้ที่เป็นกลุ่มซื้อบ้านถึงแม้จะมีจำนวนหลายร้อยคนก็ตาม แต่มีจำนวนมูลหนี้ไม่มากและมีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้อยกว่า ไม่สามารถคัดค้านหรือแก้ไขแผนให้เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมและ ไม่เสมอภาคกันในการลงมติ และเปิดช่องว่างของกฎหมายให้เลือกปฏิบัติได้ ขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนั้น มาตรา 90/58 เป็นการจำกัดอำนาจของศาลให้ต้องพิจารณา รับแผน หากแผนเข้าเงื่อนไขตามที่พระราชบัญญัติ ล้มละลายกำหนด อันเป็นการจำกัดดุลพินิจของศาลที่ไม่อาจจะพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ส่วนใหญ่ แต่มีมูลหนี้น้อยกว่าและไม่มีอำนาจทางเศรษฐกิจที่จะต่อรองกับผู้ทำแผนได้ น่าจะถือว่าเป็นกฎหมายที่ขัดต่อความสงบสุขของประชาชน ทั้งที่ศาลเห็นแล้วว่าไม่เป็นธรรมต่อเจ้าหนี้บางกลุ่ม แต่ต้องเห็นชอบด้วยแผนเพราะได้ผ่านการลงมติจากเจ้าหนี้ที่มีมูลหนี้มากกว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เกี่ยวกับการประชุมเจ้าหนี้เพื่อพิจารณาแผนโดยเฉพาะการลงมติรับแผนและ การพิจารณาแผนของศาล จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ บริษัท บิ๊ก ดีวอลลอปเม้นท์ แพลนเนอร์ จำกัด ผู้ทำแผน คัดค้านว่าคำโต้แย้ง ดังกล่าวของผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในคดีของศาลล้มละลายกลาง เป็นคำโต้แย้งที่ไม่เป็นสาระอันควร ได้รับการวินิจฉัย พระราชบัญญัติ ล้มละลายไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ สรุปได้ว่า
 
    การพิจารณาให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้มีการจัดระบบความสัมพันธ์ ในลักษณะของการจัดลำดับชั้นและกลุ่มของเจ้าหนี้ตามประเภทของหนี้และจำนวนหนี้ เพื่อกระจาย สัดส่วนการได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้อย่างเป็นธรรม ซึ่งหลักการพื้นฐานในการ จัดประเภทของเจ้าหนี้และลำดับการได้รับชำระหนี้ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยกำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ทรงบุริมสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนหลังเรียงตามลำดับกันไป การจัดลำดับบุริมสิทธิไว้ในลักษณะเช่นนี้เป็นการจัดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน จึงมิได้มีลักษณะเป็นการที่รัฐเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันเป็นการขัดต่อหลักความเสมอภาคตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 สำหรับกรณีที่กล่าวอ้างว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 90/58 ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นบทบัญญัติ ที่จำกัดดุลพินิจของศาลนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่ปราศจากเหตุผลที่รับฟังได้ เนื่องจากการกำหนดให้ศาล สามารถใช้อำนาจดุลพินิจพิจารณาได้ เป็นไปตามหลักเหตุและผลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่กรณี และกำหนดขอบการใช้อำนาจไว้ในลักษณะของอำนาจผูกพันที่มิอาจใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่นได้ หากกรณีต้องตามที่กฎหมายกำหนด การที่ มาตรา 90/58 ได้กำหนดเงื่อนไขการใช้อำนาจของศาล ไว้จึงเป็นกรณีที่ทำได้ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย และหากพิจารณาบทบัญญัติใน มาตรา 90/58 ก็จะเห็นได้ว่า ได้ให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจในระดับหนึ่ง ที่จะพิจารณาได้ว่าเมื่อการ ดำเนินการตามแผนสำเร็จจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้ ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ ซึ่งศาลสามารถใช้ดุลพินิจที่มีอยู่เพื่อคุ้มครองและให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ ทุก ๆ กลุ่มได้อยู่แล้ว
คำร้องที่สอง เป็นคำร้องในคดีของศาลล้มละลายกลาง คดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) หมายเลขแดงที่ ฟ. 27/2543 ระหว่าง บริษัท ไทยบาวเออร์ จำกัด ผู้ร้องขอ บริษัท ไทยบาวเออร์ จำกัด ลูกหนี้ เนื่องจากลูกหนี้ซึ่งประกอบธุรกิจประเภทรับเหมาก่อสร้างงานเจาะเสาเข็ม เกิดสภาวะขาดสภาพคล่องทางการเงินและมีภาระหนี้สินเงินกู้เป็นจำนวนมาก จนกระทั่งมีหนี้สิน ล้นพ้นตัว เพราะมีสินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สิน โดยมีหนี้สินเป็นจำนวนแน่นอนไม่ต่ำกว่า 3,545,839,730.12 บาท ลูกหนี้จึงยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท ไทยบาวเออร์ จำกัด ต่อศาลล้มละลายกลาง เพื่อที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปและคาดว่าจะมีรายได้นำกลับมาชำระหนี้ให้แก่ เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวันที่ 16 พฤษภาคม 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยตั้งนายไมเคิล ไบรอัน ซิงค์คินสัน เป็นผู้ทำแผน
ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผน ผู้ร้องกับพวกรวม 4 ราย คือ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 38 บริษัท ทีพีไอ คอนกรีต จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 39 บริษัท แองโกลเอเซียโปรเจคส์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 47 และบริษัท ซู๊ด เคมี (ไทย) จำกัด เจ้าหนี้รายที่ 75 ซึ่งได้รับการจัดให้อยู่ในประเภทของเจ้าหนี้ การค้า ได้ยื่นคำร้องคัดค้านแผนและโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 สรุปได้ว่า แผนฟื้นฟูกิจการมีการกำหนดหลักเกณฑ์การชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ทั้งปวงแตกต่างกัน เช่น เจ้าหนี้ทางการเงินผู้ไม่มีหลักประกันมีความได้เปรียบในการได้รับชำระหนี้มากกว่าเจ้าหนี้ทางการค้า โดยจะได้รับชำระหนี้ในส่วนของเงินต้นเต็มจำนวน แม้จะเป็นการผ่อนชำระโดยขยายเวลาออกไป ก็ยังมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินต้นนั้น ขณะที่เจ้าหนี้ทางการค้าได้รับชำระหนี้เพียงร้อยละ 10 ของจำนวนเงินที่ขอชำระ อันเป็นข้อปฏิบัติที่ผู้ทำแผนเลือกใช้กับเจ้าหนี้ทางการค้าประเภทเดียว แต่ไม่มีข้อกำหนดเช่นนี้กับเจ้าหนี้กลุ่มอื่น พระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 90/46 ก่อให้เกิด การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมของผู้ทำแผน ในลักษณะให้สิทธิประโยชน์แก่เจ้าหนี้กลุ่มอื่นมากกว่า เจ้าหนี้ในกลุ่มการค้า และทำให้เจ้าหนี้ทั้งหลายมีสิทธิไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือ เจ้าหนี้ที่มีจำนวนหนี้มากแม้จะมีเพียง 1 หรือ 2 ราย ก็สามารถมีมติพิเศษได้ ขณะที่เจ้าหนี้ที่มีหนี้จำนวนน้อยกลับถูก จำกัดสิทธิโดยปริยาย นอกจากนั้น การที่ มาตรา 90/58 บัญญัติให้ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า แผนมีรายการครบถ้วน และข้อเสนอในแผนนั้นปฏิบัติต่อเจ้าหนี้กลุ่มเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน เป็นการจำกัดอำนาจในการพิจารณาและใช้ดุลพินิจของศาล คือศาลต้องมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนถ้าแผนมีรายการครบถ้วน โดยไม่เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจหรือสอบสวนข้อเท็จจริง จากผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ทำให้ศาลไม่อาจพิจารณาให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าหนี้ที่มีจำนวนมากรายกว่าแต่มีมูลหนี้น้อยกว่า ทั้งการที่ มาตรา 90/42ทวิ กำหนดให้มีการแบ่งเจ้าหนี้เป็นกลุ่มยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ทำแผนเลือกปฏิบัติที่จะชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้แต่ละกลุ่มไม่เท่าเทียมกัน การจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้รายย่อยในการที่จะได้รับชำระหนี้ ก่อให้เกิดการจำกัดสิทธิของบุคคลและมีการเลือกปฏิบัติกับบุคคลต่างกัน พระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 บริษัทไทย บาวเออร์ จำกัด ลูกหนี้ ผู้ขอฟื้นฟูกิจการ คัดค้านคำโต้แย้งของผู้ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ในคดีของศาลล้มละลายกลาง สรุปได้ว่า กฎหมายล้มละลายในส่วนของการฟื้นฟูกิจการ กำหนดให้แผนฟื้นฟูกิจการสามารถ จัดกลุ่มเจ้าหนี้ไม่มีประกันได้หลายกลุ่ม โดยให้เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องหรือผลประโยชน์ที่มีสาระสำคัญเหมือนกันอยู่ในกลุ่มเดียวกันและต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนั้น การฟื้นฟูกิจการจะต้องสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว โดยการลดขั้นตอนและกระบวนการในทางปฏิบัติของศาลและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เพื่อประโยชน์โดยรวมแก่เศรษฐกิจของชาติและประชาชน โดยเจ้าหนี้ส่วนใหญ่ร้อยละ 89.84 เห็นชอบด้วยกับแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้แล้ว
คำร้องที่สาม เป็นคำร้องในคดีของศาลล้มละลายกลาง คดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) หมายเลขแดงที่ 912/2543 ระหว่างบริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ร้องขอ บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ เนื่องจากลูกหนี้ซึ่งประกอบธุรกิจประเภทผลิตและ จัดรายการโทรทัศน์และสื่อทุกประเภท ประสบปัญหาด้านการเงิน และมีหนี้สินล้นพ้นตัวเพราะมี สินทรัพย์ไม่พอกับหนี้สิน โดยมีหนี้สินเป็นจำนวนแน่นอนที่ค้างชำระแก่เจ้าหนี้ทั้งหมดจำนวนเงิน 844,160,936 บาท ลูกหนี้เห็นว่ามีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการได้ จึงยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) ต่อศาลล้มละลายกลาง ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ ทั้งปวง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งวันที่ 1 ธันวาคม 2543 ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ โดยตั้งบริษัทมีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทำแผน
ก่อนที่ศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบด้วยแผน ผู้ร้อง คือกองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล ฯ เจ้าหนี้รายที่ 142 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านแผน และโต้แย้งว่าพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 สรุปได้ว่า
การทำแผนของบริษัทลูกหนี้ดังกล่าว ผู้ทำแผนได้จัดให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 12 โดยแยกออกจากเจ้าหนี้กลุ่มสถาบันการเงิน และจัดสรรให้รับชำระหนี้โดยไม่เป็นธรรมด้วยการตั้ง สมมติฐานเองว่า ลูกหนี้มีภาระต้องรับผิดต่อผู้ร้องเพียงร้อยละ 31.3 ของเงินต้น อีกทั้งยังปรับ โครงสร้างหนี้ภายหลังจากตั้งสมมติฐาน โดยปลดหนี้อีกร้อยละ 25 จะทำให้เจ้าหนี้ (ผู้ร้อง) มีสิทธิ ได้รับชำระหนี้คืนประมาณ 6 ล้านบาทเศษ จึงเป็นการจงใจทำแผนเพื่อเอาเปรียบผู้ร้อง ซึ่งได้รับโอนสินทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจ จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ พารา จำกัด (มหาชน) บริษัทเงินทุน หลักทรัพย์ธนนคร จำกัด และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนไทย จำกัด เจ้าหนี้ของบริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) เมื่อผู้ร้องได้รับโอนทั้งสิทธิ หน้าที่ ของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ทั้ง 3 แห่งแล้ว จึงเป็นเจ้าหนี้กลุ่มสถาบันการเงิน สมควรจัดอยู่ในกลุ่มเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 (กลุ่มเจ้าหนี้สถาบันการเงินที่ไม่หลักประกัน) ควรได้รับการชำระหนี้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 8 คือได้รับชำระหนี้ภายหลังปรับโครงสร้างหนี้ร้อยละ 75 การจัดให้ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 12 ทำให้ต้องเสียเปรียบ ไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นการเลือกปฏิบัติต่อเจ้าหนี้โดยไม่เป็นธรรม และไม่สุจริตใจต่อเจ้าหนี้ เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 วรรคหนึ่ง อีกทั้งมติของเจ้าหนี้ในที่ประชุมฟื้นฟู กิจการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแผนไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่ที่ประชุมเห็นชอบกับแผนนั้น เป็นไปโดยอาศัยจำนวนหนี้จำนวนมากของเจ้าหนี้รายใหญ่บางส่วนเข้าบังคับ และเอาเปรียบเจ้าหนี้ที่เป็นรายย่อยอื่น แต่ไม่สามารถแก้ไขแผนได้เนื่องจากขาดคะแนนเสียงสนับสนุน ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 ทำให้แผนฟื้นฟูกิจการผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้รายใหญ่เพียงไม่กี่ราย พระราชบัญญัติ ล้มละลาย มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 จึงขัด ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเปิดโอกาสให้มี การจำกัดสิทธิของบุคคล และมีการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลต่างกัน โดยไม่ได้คุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิ ของบุคคล
บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ จำกัด (มหาชน) ลูกหนี้ผู้ขอฟื้นฟูกิจการ คัดค้าน คำโต้แย้งของผู้ร้อง สรุปได้ว่า มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 เป็นบทบัญญัติที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมโดย มาตรา 14 และ มาตรา 21 ของพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ซึ่ง มาตรา 90/46 เป็นการแก้ไขหลักเกณฑ์ในเรื่องมติพิเศษตามกฎหมายล้มละลายเดิม มีผลทำให้โอกาสในการที่แผนจะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมเจ้าหนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก อาจเกิดประเด็นปัญหาที่เจ้าหนี้ รายใหญ่บางราย หรือเจ้าหนี้รายใหญ่เพียง 2 - 3 ราย ซึ่งรวมตัวกัน และมีจำนวนหนี้ถึงร้อยละ 25 ของจำนวนหนี้ทั้งหมด หรือแม้แต่เจ้าหนี้รายย่อยที่มีจำนวนคนมาก รวมกันคัดค้านไม่ให้แผนฟื้นฟูกิจการผ่าน อันจะมีผลทำให้ลูกหนี้ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลาย ทั้ง ๆ ที่กิจการของลูกหนี้อยู่ในสภาพที่จะฟื้นฟูได้ เหตุดังกล่าวจึงก่อให้เกิดการแก้ไขหลักการของกฎหมาย ในเรื่องมติยอมรับแผนของที่ประชุมเจ้าหนี้เสียใหม่ โดยในหลักการนี้บังคับให้แผนต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากเจ้าหนี้ ทั้งในส่วนของจำนวนหนี้และจำนวนคนของเจ้าหนี้ในกลุ่ม ทำให้เกิดกระบวนการที่จะคุ้มครอง เจ้าหนี้รายย่อยอยู่บ้าง ส่วน มาตรา 90/58 เป็นมาตรการที่สร้างขึ้นเพื่อให้ศาลเข้ามามีบทบาท ในการตรวจสอบการเห็นชอบแผนโดยที่ประชุมเจ้าหนี้อีกชั้นหนึ่ง โดยยึดหลักการ 3 ประการ คือ (1) หลักการไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งวางหลักเกณฑ์ให้แผนฟื้นฟูกิจการต้องกำหนดให้สิทธิแก่เจ้าหนี้กลุ่มเดียวกัน ได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน (2) หลักการชำระหนี้ที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ตั้งอยู่ บนพื้นฐานของการประมาณการ และประเมินสินทรัพย์ของกิจการ โดยวางหลักว่า หากมีการ ดำเนินการตามแผนสำเร็จผลจะทำให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ไม่น้อยกว่ากรณีที่ศาลมีคำพิพากษา ให้ลูกหนี้ล้มละลาย (3) หลักการไม่ทำให้เจ้าหนี้บุริมสิทธิเสียเปรียบ หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นกระบวนการที่สร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าหนี้ทุกรายจำต้องเข้าร่วมในการฟื้นฟูกิจการ และมีผลทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการมีลักษณะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของทุกคนในคราวเดียวกัน มิใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ก็เพื่อเอื้ออำนวยต่อการแก้ไขปัญหาการดำเนินธุรกิจของลูกหนี้ และเป็นการสร้างหลักการของกฎหมายล้มละลายให้สอดคล้อง กับกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย รวมทั้งเพิ่มบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรอง ไว้ด้วย ซึ่งเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดไว้ในหมายเหตุของ พระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ด้วยเช่นกัน ศาลล้มละลายกลางเห็นว่า กรณีตามคำร้องทั้งสามเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 จึงให้รอฟังคำสั่งพิจารณาแผนไว้ชั่วคราว และส่งคำร้องของผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า ประเด็นที่เจ้าหนี้ (ผู้ร้อง) ในคดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน จึงให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วย บทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาล รัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับ เรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้" รวมทั้ง มาตรา 6 บัญญัติว่า "รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติ นั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้"
พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีตามคำร้องทั้งสาม เจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) หมายเลขแดงที่ 658/2543 ที่ ฟ. 27/2543 และที่ 912/2543 ของศาลล้มละลายกลาง โต้แย้งว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ล้มละลาย (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2542 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เมื่อศาลล้มละลายกลางส่งคำโต้แย้งดังกล่าวมาเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่าคำโต้แย้งดังกล่าวของคู่ความในคดีล้มละลาย (ฟื้นฟูกิจการ) เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ได้
พิจารณาคำร้อง คำคัดค้านของลูกหนี้และผู้ทำแผน ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า ในประเด็นดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 35-36/2544 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2544 แล้วว่า พระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 เป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 เพราะเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินที่อยู่ในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ และไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิ เจ้าหนี้ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต่างได้รับการปฏิบัติโดยทัดเทียมกัน และไม่เป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่ เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 พระราชบัญญัติ ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/46 และ มาตรา 90/58 จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 มาตรา 30 และ มาตรา 48 ศาลรัฐธรรมนูญไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องทั้งสามซ้ำอีก
โดยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยคะแนนเสียงข้างมาก 10 ต่อ 1 เสียง (นายอมร รักษาสัตย์) จึงวินิจฉัยให้ยกคำร้อง


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update