กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
หน้าที่ 1 2 3 4 5
คำวินิจฉัยที่ 4/2544
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544
เรื่อง ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีสิบคน สิ้นสุดลงเฉพาะตัว กรณีดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วนและบริษัท หรือไม่


ประธานวุฒิสภายื่นคำร้อง ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2543 ส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา (นายวิชิต พูลลาภ กับคณะ รวมสามสิบสองคน ดังปรากฏรายชื่อท้ายคำวินิจฉัยนี้) ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2543 มายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ รัฐมนตรีสิบคน สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 96 และ มาตรา 208 ประกอบ มาตรา 216 วรรคหนึ่ง (6)
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ได้ความว่า นายวิชิต พูลลาภสมาชิกวุฒิสภา และคณะ รวมสามสิบสองคน ซึ่งไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรค สอง เข้าชื่อร้องต่อประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีชุด ปัจจุบัน (นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี) สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคหนึ่ง (6) เพราะได้กระทำการอันต้องห้ามตาม มาตรา 208 โดยได้ "ดำรงตำแหน่ง ในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน" ในขณะที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี คือ
1. นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการบริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด
2. นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการบริษัทบ้าน อาทิตย์ จำกัด บริษัท เอ. โอ. เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด และบริษัทรังสิตน้ำผลไม้ จำกัด
3. นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการบริษัท พี. เอส. ดี. เอ็น. จำกัด และบริษัท เคนซัง คอนสตรัคชั่น จำกัด
4. คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการบริษัทพริสมา อินโฟ จำกัด
5. นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการบริษัทพินัยประสิทธิ จำกัด
6. หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วน จำกัด สวนพะยอม เป็นกรรมการบริษัทงามดูพลี จำกัด และบริษัทพันธุ์ทิพย์ พาร์ค จำกัด
7. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นกรรมการบริษัทอิมโปเล็คซ์ จำกัด และบริษัทโรแยล โฮลดิ้งส์ จำกัด
8. นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นกรรมการบริษัทโมบาย เทล จำกัด และบริษัทสุพีเรีย ออดิโอ จำกัด
9. นายวัฒนา อัศวเหม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด พลังงานไทย
10. นายรักษ์ ตันติสุนทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหุ้นส่วนห้างหุ้นส่วนจำกัด ปืนชำนาญ
 
    ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้สิบสี่ครั้ง ให้โอกาสผู้ร้องและผู้ถูกร้องแถลงหรือชี้แจงก่อนการวินิจฉัย และได้ออก นั่งพิจารณาในวันที่ 25 และ 26 มกราคม 2544เพื่อรับฟังคำแถลงของผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง คำเบิกความของพยาน การซักถามและซักค้านพยาน รวมทั้ง ให้หน่วยราชการ บริษัท และห้างหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงและจัดส่งเอกสารหลักฐาน เพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้
1. กรณีนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ
1.1 นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ผู้ถูกร้อง มีหนังสือลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2543 ชี้แจงว่า
1.1.1 บริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2533 มีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท แบ่ง ออกเป็น 1,000 หุ้น มีกรรมการห้าคน โดยผู้ถูกร้องเป็นกรรมการร่วมด้วยและถือหุ้น 150 หุ้น นับแต่จดทะเบียนจัดตั้งจนถึงปัจจุบัน บริษัทไม่ได้ประกอบกิจการใด ๆ ทั้งไม่เคยขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ไม่ได้จดทะเบียนเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่เคยเรียกประชุมกรรมการ ไม่เคยเรียก ประชุมผู้ถือหุ้น ไม่ได้จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ไม่เคยส่งบัญชีงบดุลต่อกระทรวงพาณิชย์ และไม่เคยติดต่อกับกระทรวงพาณิชย์หรือพาณิชย์ จังหวัดไม่ว่าในเรื่องใด ๆ
1.1.2 ตั้งแต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด บริษัท ไม่เคยติดต่อกับผู้ถูกร้องในฐานะผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ แต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นการบอกกล่าวเกี่ยวกับกิจกรรมของบริษัท การเรียกประชุม การแบ่งเงินปันผล หรือการใด ๆ และไม่เคยขอให้ผู้ถูกร้อง ลงชื่อ เข้าประชุม หรือทำนิติกรรมใด ๆ อีกทั้งไม่มีการเรียกให้ชำระค่าหุ้นหรือออกใบรับรองหุ้นแต่อย่างใดทั้งสิ้น เมื่อประมาณต้นปี 2535 ผู้ถูกร้องเคยพบนายภูเมธ ด่านพัฒนาภูมิ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท ได้แจ้งว่า ไม่มีประโยชน์ที่บริษัทจะดำเนินกิจการต่อไป เพราะผู้ถือหุ้นและกรรมการ แยกย้ายกันไป งานที่คิดว่า จะทำร่วมกัน ก็ไม่มีผู้ใดใส่ใจอีกต่อไป จึงขอให้เลิกบริษัท นายภูเมธ ด่านพัฒนาภูมิ ก็เห็นด้วย และรับปากว่า จะไปดำเนินการดังกล่าว ในเวลาต่อมาเคยมีผู้แจ้งให้ผู้ถูกร้องทราบว่า ได้เลิกบริษัทแล้ว แต่ไม่มีการส่งคืนทรัพย์สินหรือเงินค่าหุ้นใด ๆ เพราะไม่เคยมีการชำระมาก่อน จึงเป็นเหตุให้ผู้ถูกร้องเข้าใจโดยสุจริตว่า บริษัทได้เลิกการประกอบกิจการและการจัดตั้งแล้ว และผู้ถูกร้องก็พ้นจากภาระทั้งปวงที่ เกี่ยวกับบริษัทแล้ว
1.1.3 ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 208 บัญญัติว่า รัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งใดในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันกันมิได้นั้น มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันและปิดกั้นมิให้นักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาศัยอำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์ ในบริษัทเอกชนที่ตนเข้าไปมีส่วนได้เสีย หรือดำรงตำแหน่งในบริษัทดังกล่าว ซึ่งน่าจะเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ มิได้หมายความรวมถึงบริษัทที่มิได้ประกอบธุรกิจ หรือ ไม่มีการดำเนินกิจการใด ๆ ซึ่งถือว่า เป็นบริษัทร้าง รอนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทเพิกถอนตามกฎหมายเท่านั้น ดังกรณีของบริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด ซึ่งรอการเพิกถอนหรือขีดชื่อออกจากทะเบียน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1246
1.2 ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือลงวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ถึงบริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด ให้ชี้แจงและจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการลาออกจากการเป็นกรรมการของผู้ถูกร้องให้จัดส่งรายงานการประชุมกรรมการบริษัท ที่พิจารณาเรื่องการลาออกจากกรรมการของผู้ถูกร้อง และให้จัดส่งรายงานการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นบริษัทปี 2542 ภายใน วันที่ 25 ธันวาคม 2543 โดยส่งถึงบ้านเลขที่ 159/1 ถนนศรีธรรมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช รหัสไปรษณีย์ 80000 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริษัทตามที่ได้จดทะเบียนไว้ปรากฏว่า ที่ทำการไปรษณีย์นครศรีธรรมราชส่งคืนผู้ฝาก โดยแจ้งเหตุขัดข้อง ที่นำจ่ายผู้รับไม่ได้ว่า "ไม่มีผู้รับตามจ่าหน้า"
1.3 กรมสรรพากรมีหนังสือลงวันที่ 10 มกราคม 2544 ถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งผลการตรวจสอบแบบแสดงรายการ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ปี 2540 ถึงปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ว่า ไม่พบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 และภ.ง.ด. 51 ของบริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด ในช่วงเวลาดังกล่าว
1.4 สำนักงานทะเบียนการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราชมีหนังสือลงวันที่ 30มกราคม 2544 ถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งผลการตรวจสอบเกี่ยวกับบริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด ในช่วงเวลาตั้งแต่ผู้ถูกร้องเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจนถึงวันที่ผู้ร้องยื่น คำร้องต่อประธานวุฒิสภา ดังนี้
1.4.1 ในช่วงระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2543 ตามเอกสารทางทะเบียน ปรากฏว่า มีชื่อ ผู้ถูกร้องเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว
1.4.2 ในช่วงระหว่างวันที่ 14 พฤศจิกายน 2540 ถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2543 ไม่มีที่ทำการของบริษัทตั้งอยู่ในอาคาร เลขที่ 159/1 ถนนศรีธรรมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช อันเป็นสถานที่ซึ่งระบุในทะเบียนว่า เป็นที่ตั้งสำนักงานของบริษัท รวมทั้งไม่มีพนักงานปฏิบัติงานประจำ
1.4.3 จากการตรวจสอบเอกสารทางทะเบียน ปรากฏว่า บริษัทไม่เคยส่งงบการเงินประจำต่อสำนักงานทะเบียน ฯ จึงไม่ทราบว่า มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นทุกระยะเวลาสิบสองเดือนตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่
1.4.4 บริษัทศิรินครการท่องเที่ยว จำกัด ยังไม่ได้จดทะเบียนเลิกบริษัท และนายทะเบียนไม่ได้ขีดชื่อออกจากทะเบียนเป็นบริษัทร้าง
2. กรณีนายอาทิตย์ อุไรรัตน์
2.1 นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ผู้ถูกร้อง มีหนังสือลงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2543ชี้แจงว่า
2.1.1 ผู้ถูกร้องเคยดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทต่าง ๆ รวมสิบสามบริษัทต่อมา เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 ทำหนังสือถึง ประธานกรรมการบริษัทต่าง ๆ ทั้งสิบสามบริษัทขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการที่ดำรงอยู่ในแต่ละบริษัท ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2542 ก่อนมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งผู้ถูกร้องเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ต่อมาบริษัทต่าง ๆ ดำเนินการจดแจ้งการลาออก จากการเป็นกรรมการของผู้ถูกร้อง ต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร รวมสิบบริษัท จึงไม่มีชื่อผู้ถูกร้องเป็นกรรมการ บริษัทดังกล่าวอีกต่อไป คงมีเพียงสามบริษัทที่ยังไม่ได้ดำเนินการ คือ (1) บริษัท บ้านอาทิตย์ จำกัด (2) บริษัท เอ. โอ. เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด และ (3) บริษัทรังสิต น้ำผลไม้ จำกัด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการของทั้งสามบริษัท ยังไม่ได้ดำเนินการจดแจ้งการลาออกจากกรรมการของผู้ถูกร้อง ต่อ สำนักงานทะเบียน ฯ ทั้งนี้ ผู้บริหารและพนักงานบริษัทรวมทั้งผู้ถูกร้อง ต่างเข้าใจว่า มีการดำเนินการจดแจ้งการลาออกจากกรรมการของผู้ถูกร้อง ต่อสำนักงาน ทะเบียน ฯ แล้ว
2.1.2 ผู้ถูกร้องเห็นว่า การทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัททั้งสิบสามบริษัท แล้ว ย่อมมีผลตามกฎหมายทันทีเมื่อหนังสือขอลาออกดังกล่าวถึงประธานกรรมการบริษัท ประกอบกับการดำเนินการจดแจ้งการลาออกจากการเป็นกรรมการของผู้ถูกร้องในบริษัทดังกล่าวต่อสำนักงานทะเบียน ฯ นั้น เป็นหน้าที่โดยตรงของบริษัทที่จะต้องไปดำเนินการ เมื่อผู้ถูกร้องทำหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทพร้อมกันใน วันเดียวกัน ย่อมรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งกรรมการบริษัทดังกล่าวแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2542 จึงไม่มีความผิด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 208 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยกข้อกล่าวหาของผู้ร้อง
2.1.3 ในกรณีบริษัท เอ. โอ. เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด มีหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ออกให้ ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2543 ระบุว่า กรรมการบริษัทมีหนึ่งคน คือ นางบุญนำ อุไรรัตน์ และกรณีบริษัท บ้านอาทิตย์ จำกัด มีหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียน ฯ ออกให้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2543 ระบุว่า กรรมการบริษัทมีสองคน คือ นายประสิทธิ์ อุไรรัตน์ และนายอภิวัฒิ อุไรรัตน์ โดยกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัทได้ คือ นายอภิวัฒิ อุไรรัตน์
2.2 นางบุญนำ อุไรรัตน์ ประธานกรรมการบริษัท เอ. โอ. เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัดมีหนังสือลงวันที่ 22 ธันวาคม 2543 ถึงประธาน ศาลรัฐธรรมนูญ ส่งสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องของบริษัท เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รวมสามรายการ คือ (1) หนังสือขอลาออกจาก ตำแหน่งกรรมการบริษัท เอ. โอ. เอ็นเทอร์ไพรส์ จำกัด ของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 (2) รายงานการประชุมกรรมการ ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2542 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบการลาออกจากกรรมการของผู้ถูกร้อง และเห็นชอบการโอนหุ้นของผู้ถูกร้อง จำนวน 19,700 หุ้น ให้แก่บุคคล อื่นทั้งหมด และ (3) รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2542 เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2543 ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ผู้ถูกร้อง ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทตามความประสงค์ รวมทั้งรับทราบการโอนหุ้นของผู้ถูกร้อง จำนวน 19,700 หุ้น
2.3 นายประสิทธิ์ อุไรรัตน์ ประธานกรรมการบริษัทบ้านอาทิตย์ จำกัด มีหนังสือลงวันที่ 22 ธันวาคม 2543 ถึงประธานศาล รัฐธรรมนูญ ส่งสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องของบริษัท เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ รวมสามรายการ คือ (1) หนังสือขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทบ้านอาทิตย์ จำกัด ของผู้ถูกร้อง ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2542 (2) รายงานการประชุม คณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 1/2542 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2542 ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ผู้ถูกร้องลาออกได้ตามประสงค์ กับทั้งมีมติให้โอนหุ้นของผู้ถูกร้องให้แก่ บุคคลอื่น17,500 หุ้น คงเหลือเพียง 2,500 หุ้น และ (3) รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2542เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2543 ซึ่งที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้ผู้ถูกร้องลาออกได้ตามประสงค์ รวมทั้งโอนหุ้น 17,500 หุ้น ให้แก่บุคคลอื่น และคงเหลือ หุ้นไว้เพียง 2,500 หุ้น
2.4 ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือลงวันที่ 15 ธันวาคม 2543 ถึงบริษัท รังสิตน้ำผลไม้ จำกัด ให้จัดส่งเอกสารเกี่ยวกับการลา ออกจากกรรมการของผู้ถูกร้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของศาลภายในวันที่ 25 ธันวาคม 2543 ได้แก่ (1) หนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทของผู้ถูกร้อง (2) รายงานการประชุมกรรมการบริษัท ที่มีการพิจารณาเรื่องของผู้ถูกร้อง และ (3) รายงานการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้นของ บริษัท ปี 2542 โดยส่งถึงบ้านเลขที่ 3/275 หมู่ที่ 1 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตดอนเมือง กรุงเทพ ฯ 10210 ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานบริษัท ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ มีผู้รับหนังสือดังกล่าวเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2543 ปรากฏตามหลักฐานใบตอบรับของไปรษณีย์ที่ส่งคืนศาล แต่ไม่ปรากฏว่า บริษัท ได้จัดส่งเอกสารใด ๆ ให้กับศาลภายในเวลาที่กำหนด
2.5 ผู้ถูกร้อง มีหนังสือลงวันที่ 31 มกราคม 2544 ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีบริษัทรังสิตน้ำผลไม้ จำกัด ว่า
2.5.1 เมื่อประมาณปี 2532 - 2533 ชาวสวนส้มรังสิต ซึ่งเป็นแหล่งปลูกส้มมากที่สุดในประเทศไทย ประสบปัญหาราคาส้มตกต่ำ (ราคาในขณะนั้นกิโลกรัมละ 3 - 5 บาท) ชาวสวนส้มจึงรวมตัวกันเพื่อจะจัดตั้งโรงงานน้ำผลไม้ขึ้น เพื่อการส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศ โดยเชิญผู้ถูกร้องเป็นประธาน ผู้ถูกร้องตอบตกลง และมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท รวมทั้งขอรับการสนับสนุนด้านการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หากได้รับการสนับสนุนก็จะดำเนินการต่อไป โดย เชิญผู้สนใจจากญี่ปุ่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกามาร่วมลงทุน ต่อมา ได้รับแจ้งจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนว่า ไม่สามารถให้การส่งเสริมในพื้นที่จังหวัด ปทุมธานีได้ พื้นที่ที่ใกล้ที่สุดที่จะให้การส่งเสริมได้ คือ จังหวัดสระบุรี แต่ก็ไกลจากแหล่งปลูกส้ม และผิดวัตถุประสงค์ของผู้เริ่มโครงการที่ต้องการสร้าง โรงงานในจังหวัดปทุมธานี
2.5.2 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันนั้นเอง เกิดน้ำท่วมหนักในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี สวนส้มรังสิตได้รับความเสียหายเกือบแสนไร่ ผลผลิตลดลง ราคาส้มจึงสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 15 - 20 บาท ชาวสวนส้มจึงไม่มีความเดือดร้อนในเรื่องราคาอีกต่อไป อีกทั้งมีผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจนเกินจะลงทุนได้ในขณะนั้น ประกอบกับบริษัทไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่จังหวัด ปทุมธานี ผู้เริ่มโครงการเห็นว่า ไม่ควรดำเนินการจัดตั้งโรงงานน้ำผลไม้ต่อไป จึงตกลงเลิกกิจการที่เตรียมไว้ทั้งหมด
2.5.3 ผู้ถูกร้องมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทแล้ว เพิ่งมาทราบในภายหลังว่า ผู้ได้รับมอบหมาย มิได้ดำเนินการให้เป็นที่เรียบร้อย และเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ก็หาไม่พบ แต่ก็ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และมอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องไป ดำเนินการแล้ว
2.6 กรมสรรพากรมีหนังสือลงวันที่ 10 มกราคม 2544 แจ้งผลการตรวจสอบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติ บุคคล ปี 2540 ถึงปี 2542 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่า ไม่พบแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล ภ.ง.ด. 50 และ ภ.ง.ด. 51 ของบริษัท รังสิตน้ำผลไม้ จำกัด ในช่วงเวลาดังกล่าว3. กรณีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ
3.1 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ผู้ถูกร้อง มีหนังสือลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 ชี้แจงว่า
3.1.1 เคยเป็นกรรมการบริษัท พี. เอส. ดี. เอ็น. จำกัด และบริษัท เคนซัง คอนสตรัคชั่น จำกัด ตั้งแต่ ประมาณปี 2530 และ 2533 ตามลำดับ แต่ได้ยื่นหนังสือลงวันที่ 27 สิงหาคม 2533 ถึงคณะกรรมการบริษัทดังกล่าว ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการ บริษัท ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2533 เนื่องจากได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในคณะรัฐมนตรี ที่มีพลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี
3.1.2 หลังจากยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัททั้งสองแล้ว ก็ไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการดำเนิน กิจการบริษัท ไม่เคยเข้าไปบริหารหรือจัดการในกิจการบริษัท ไม่เคยเข้าร่วมประชุม ออกคำสั่ง หรือกระทำการอันเกี่ยวกับการจัดการธุรกิจ ของบริษัททั้งสองในฐานะกรรมการบริษัท การที่ผู้ถูกร้องยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัททั้งสองแล้ว แม้ว่ากรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทจะละเลยมิได้ไปดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อกรรมการบริษัทก็ตาม ผู้ถูกร้องเห็นว่า พ้นสถานภาพจากการเป็นกรรมการบริษัททั้งสองตามกฎหมายแล้ว นับแต่วันที่แสดงเจตนาและยื่นหนังสือขอลาออกเป็นต้นไป
3.1.3 เมื่อปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน ได้ตรวจสอบเอกสารทางทะเบียนที่กระทรวงพาณิชย์ พบว่า บริษัททั้งสองยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ตามหนังสือขอลาออกของผู้ถูกร้อง ผู้ถูกร้องจึงมีหนังสือถึง กรรมการผู้จัดการบริษัททั้งสอง ขอให้ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ปรากฏว่า บริษัท พี. เอส. ดี. เอ็น. จำกัด และบริษัทเคนซัง คอนสตรัค ชั่น จำกัด จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ โดยถอนชื่อผู้ถูกร้องออกจากรายชื่อกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 2 และวันที่ 3 พฤศจิกายน 2543 ตามลำดับ
3.1.4 เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9พฤศจิกายน 2543 มีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะ พ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 215 วรรคหนึ่ง (2) ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องจึงสิ้นสุดลง ด้วยเหตุนี้คำร้องของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องได้สิ้นสุดลงแล้วนั้นจึงไม่มีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญจำต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกต่อไป เพราะความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงแล้ว จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องดังกล่าว


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update