กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 6/2544
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2544
เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้สั่งยุบพรรคประชารัฐ


นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้อง ลงวันที่ 6 ธันวาคม 2543 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชารัฐ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ว่า เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับหนังสือร้องเรียนจาก นายสมพงศ์ รัตนะวราหะ ประธานสาขาพรรคลำดับที่ 2 ว่า นายวิลาศ รัฐแสง หัวหน้าพรรคประชารัฐ ร่วมกับนายธีรพงศ์ โสภณวรคาม เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 6 สำนักงานปลัดกระทรวง มหาดไทย ซึ่งเคยช่วยปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง รับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง และนายธนภัทร กังสวัสดิ์ ผู้อำนวยการ พรรคประชารัฐ นำเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ประจำปี 2542 จำนวน 1,317,600 บาท ไปแบ่งกันใช้เป็นการส่วนตัว สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสรุป ได้ว่า การดำเนินการตามแผนงาน/โครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน ฯ ไม่ตรงกับแผนงาน/โครงการที่ได้รับอนุมัติ และรายงานการดำเนินกิจการ ของพรรคในรอบปีปฏิทิน พ.ศ. 2542 ขัดแย้งกับ ข้อเท็จจริง และอาจเป็นเหตุให้ยุบพรรค ตาม พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) จึงเสนอให้ระงับการเบิกจ่ายเงิน จากกองทุน ฯ ไว้เป็นการชั่วคราว และเห็นควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยใช้เหตุ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 ประธานกรรมการการเลือกตั้งในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการดำเนิน กิจการของพรรคประชารัฐ
นายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับรายงานจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่า พรรคประชารัฐซึ่งได้รับจดแจ้งการจัดตั้ง เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2541 มีการจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทิน พ.ศ. 2542 และรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนจาก กองทุน ฯ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 และ มาตรา 62 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง รวมทั้งมีการปลอม ลายมือชื่อนายวิลาศ รัฐแสง หัวหน้าพรรค ประชารัฐ ในรายงานดังกล่าวโดยที่หัวหน้าพรรคมีส่วน รู้เห็น แต่มิได้ดำเนินการใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุยุบพรรค ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรค หนึ่ง (5) นายทะเบียนพรรคการเมือง จึงยื่น คำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคประชารัฐ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้ดำเนินการ และส่งสำเนาคำร้องดังกล่าวให้พรรคประชารัฐทราบเพื่อยื่นคำชี้แจงตามข้อ กำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 หัวหน้าพรรคประชารัฐมีหนังสือลงวันที่ 29 ธันวาคม 2543 วันที่ 16 และ 23 มกราคม 2544 ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญสรุป ได้ว่า นายธีรพงศ์ โสภณวรคาม เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน 6 สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเคยปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ระหว่างเดือน พฤศจิกายน 2540 ถึง พฤศจิกายน 2542 และมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง เป็นตัวการสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินการที่ ไม่ถูกต้องของพรรคประชารัฐ เริ่มตั้งแต่ แนะนำให้แต่งตั้งนายธนภัทร กังสวัสดิ์ เข้ามาเป็น ผู้อำนวยการพรรคประชารัฐ ตนในฐานะหัวหน้าพรรคได้หลงเชื่อนายธีรพงศ์ ฯ เพราะเห็นว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบกับการดำเนินการต่าง ๆ เกี่ยวกับพรรคการเมืองเป็นเรื่องใหม่ด้วย ภายหลังจึงทราบว่า นายธีรพงศ์ ฯ มีเจตนาไม่ดีต่อพรรค และเมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็โยนความผิดให้ แก่หัวหน้าพรรค สำหรับประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกล่าวหาว่า การดำเนินการของพรรคประชารัฐไม่ตรงกับแผนงาน/โครงการที่พรรคได้รับการ สนับสนุนจากกองทุน ฯ นั้น ในฐานะหัวหน้าพรรคตนได้พยายามชี้แจงให้สาขาพรรคเข้าใจถึงแผนงาน/โครงการ แต่มีบางสาขาไม่พยายามเข้าใจ เพราะต้องการเงิน เพียงอย่างเดียว เมื่อพรรคไม่มีเงินให้ก็พยายามจับผิด และร้องเรียน จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะทำตามแผนงาน/โครงการ ตามที่กำหนดไว้ได้ ส่วนกรณีที่กล่าวหาว่า พรรคจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุน จากกองทุน ฯ ไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงนั้น ยอมรับว่า เป็นผู้มีอำนาจเบิกเงินร่วมกับนายธนภัทร ฯ แต่เมื่อเบิกเงินมาแล้ว ได้นำเงินส่งให้ กับนายธีรพงศ์ ฯ โดยที่การใช้จ่ายเงินรวมทั้งการจัด ซื้อ และจัดจ้าง นั้น นายธีรพงศ์ ฯ กับ นายธนภัทร ฯ ร่วมกันดำเนินการ เพราะตนไม่สันทัด จึงไม่ทราบว่า การจัดซื้อ และจัดจ้าง ทุกอย่างมีราคาจริงเท่าไร เพียงแต่ตรวจรับของและใบเสร็จรับเงินเป็นบางส่วน เท่านั้น โดย นายธีรพงศ์ ฯ จะเป็นคนจ่ายเงินเพราะตนได้มอบเงินให้ไปทั้งหมด ส่วนกรณีที่ว่า มีการปลอม ลายมือชื่อหัวหน้าพรรค โดยที่ตนมีส่วนรู้เห็น แต่มิได้ ดำเนินการนั้น ตนไม่ทราบเรื่องการปลอมลายมือชื่อมาก่อน จนกระทั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งให้ทราบ และสาเหตุที่ทำงานมาเกือบสองปีโดยไม่ทราบเรื่องเอกสารปลอม เพราะเชื่อใจกัน และวันใดที่เข้าสำนักงาน จะโทรศัพท์ไปแจ้งให้ทราบล่วงหน้าก่อน เมื่อไปถึง กลับไม่พบเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ยังเห็นว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งมีภารกิจเกี่ยวกับการเลือกตั้งมาก และไม่ได้ดูแลพรรค การเมืองเท่าที่ควร เป็นผลให้พรรคการเมืองที่จัดตั้งใหม่ รวมทั้งพรรคประชารัฐเกิดปัญหามาก
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง เอกสารประกอบคำร้อง และหนังสือชี้แจงของพรรคประชารัฐแล้ว เห็นว่า มีประเด็นที่ต้อง พิจารณาวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งยุบพรรคประชารัฐ ตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมืองหรือไม่
พิจารณาแล้ว เห็นว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งยุบพรรคประชารัฐ เนื่องจากพรรคประชารัฐไม่ดำเนินการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนดและแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปีเพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ เว้นแต่พรรคการ เมืองที่จัดตั้งขึ้นยังไม่ถึงเก้าสิบวันนับจนถึง วันสิ้นปีปฏิทิน" และ มาตรา 62 ซึ่งบัญญัติว่า "พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุนให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ และจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และยื่นต่อคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป" นั้น หัวหน้าพรรคประชารัฐได้มีหนังสือชี้แจงยอมรับว่า เป็น ผู้เบิกเงินกองทุน ฯ แล้วส่งมอบให้ผู้อื่นไปดำเนินการแทนเพราะเชื่อใจกัน ทำให้ ไม่ทราบเรื่อง การจัดซื้อและจัดจ้างต่าง ๆ ของพรรค โดยที่ตนเป็นผู้ตรวจรับของและใบเสร็จรับเงินบางส่วนด้วย จึงเป็นกรณีที่หัวหน้าพรรคประชารัฐ ซึ่งมีหน้าที่จัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงตามวิธีการที่นายทะเบียนพรรคการเมือง กำหนด ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 โดยยินยอมให้ผู้อื่นดำเนิน กิจการของพรรคประชารัฐ และทำรายงานการดำเนินกิจการในรอบปี ปฏิทิน พ.ศ. 2542 จนกระทั่งเกิดความผิดพลาดขึ้น รวมทั้งพรรคประชารัฐได้จัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุน จากกองทุน ฯ ประจำปี 2542 ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นการไม่ดำเนินการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 ดังนั้น จึงเห็นว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งยุบพรรคประชารัฐได้ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรค หนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วย เหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ … (5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62" และ มาตรา 65 วรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามที่ระบุไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (5) ให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียนให้ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้ ยุบพรรคการเมืองนั้น"
โดยเหตุผลดังได้วินิจฉัยข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงอาศัยอำนาจ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง สั่งให้ยุบพรรคประชารัฐ


(นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์ ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update