กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 10/2545
วันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้สั่งยุบพรรคพลังไทย


นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2544 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคพลังไทย ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า นายทะเบียนพรรคการเมือง ได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพลังไทย ไว้ในทะเบียนพรรคการเมือง ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพลังไทย คือ ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 พรรคพลังไทยต้องดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่ ห้าพันคนขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาค และจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนดและมีสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 เมื่อครบ กำหนดเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันดังกล่าวข้างต้นแล้ว ปรากฏว่า พรรคพลังไทยไม่ดำเนินการให้เป็น ไปตาม มาตรา 29 กล่าวคือ ยังไม่มีสมาชิกตั้งแต่ห้าพันคนขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย สมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนด และ มีสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา มีเหตุให้ยุบพรรคการเมืองได้ตาม มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคพลังไทย ตาม มาตรา 65 วรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องไว้ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัย และส่งสำเนา คำร้องให้พรรคพลังไทย เพื่อยื่นคำชี้แจงตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541
หัวหน้าพรรคพลังไทย (นายพิศิษฐ์ แจวจันทึก เลขาธิการพรรค ทำการแทนหัวหน้า พรรค) ยื่นคำชี้แจง ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า พรรคพลังไทยได้รับจดแจ้งการจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 และได้ดำเนินการทางการเมืองตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งสมาชิกห้าพันคนรวมกัน ทั้งสี่ภาคแล้ว โดยนำไปยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 แต่ คณะกรรมการการเลือกตั้งแจ้งว่า เลยกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันตาม มาตรา 29 แล้ว จึงไม่รับ สมาชิกของพรรคพลังไทย พรรคพลังไทยขอโต้แย้งว่า พรรคได้รับจดแจ้งการจัดตั้งเป็นพรรค การเมือง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้แจ้งเป็นหนังสือ ให้ทราบ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 การนับระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงเริ่มนับตั้งแต่ วันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 อันเป็นวันทราบว่านายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้ง เป็นพรรคการเมือง ไม่ใช่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ดังนั้น การที่พรรคนำสมาชิกห้าพันคน และสาขาทั้งสี่ภาคไปยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 จึงไม่เลย เวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันตาม มาตรา 29 ทั้งนี้ พรรคมีสมาชิกครบห้าพันคนและมีสาขาครบสี่ภาค ตาม มาตรา 29 แล้ว ขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งสมาชิกพรรคพลังไทย ห้าพันคนพร้อมทั้งสาขาพรรคทั้งสี่ภาคด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญส่งสำเนาคำชี้แจงของหัวหน้าพรรคพลังไทยให้นายทะเบียนพรรค การเมืองพิจารณา หากประสงค์จะชี้แจงเพิ่มเติม ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2544 ต่อศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมเอกสารประกอบ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า
(1) ได้ตรวจสอบคำขอจัดตั้งพรรคพลังไทยแล้ว เห็นว่า ถูกต้องครบถ้วน จึงรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพลังไทยไว้ในทะเบียนพรรคการเมือง เลขที่ 23/2543 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ตาม มาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 พร้อมทั้งได้มีหนังสือแจ้งให้หัวหน้าพรรคพลังไทย ทราบ เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2543 ต่อมาได้ประกาศราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 117 ตอนพิเศษ 122 ง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2543
(2) ในทางปฏิบัติ เมื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ตั้งแต่วันใด ย่อมมีผลเป็นการก่อตั้งสิทธิและหน้าที่ ของพรรคการเมืองในฐานะนิติบุคคลโดยสภาพในวันนั้น ตาม มาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ทำให้พรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการให้เป็นไปตามนโยบาย ข้อบังคับพรรค และมติที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง ตาม มาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ในฐานะนิติบุคคล พรรคพลังไทยจึงมีสภาพเป็นนิติบุคคลที่สามารถดำเนินกิจการต่าง ๆ ได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ทั้งนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้บัญญัติสนับสนุนไว้ใน มาตรา 67 และ 16 ซึ่งสรุปได้ว่า นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่น เดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะบุคคลธรรมดา เท่านั้น สิทธิและหน้าที่ย่อมกินความรวมถึงการเริ่มต้นนับอายุของบุคคลหรือเริ่มนับเวลาจัดตั้ง นิติบุคคล การนับอายุของบุคคลนั้นให้เริ่มนับแต่วันเกิด การนับเวลาจัดตั้งพรรคการเมืองจึงต้องเป็น ไปตามบทบัญญัติที่กำหนดไว้ในกฎหมายนั่นเอง เพราะมิใช่เป็นการคำนวณระยะเวลาตามบทบัญญัติ ว่าด้วยระยะเวลาในลักษณะ 5 บรรพ 1 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่เป็นกรณีที่ กฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น ดังนั้น เมื่อนับวันจัดตั้งพรรคพลังไทย ตั้งแต่วันที่นายทะเบียนรับ จดแจ้งการจัดตั้ง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 จึงครบ หนึ่งร้อยแปดสิบวัน ตามนัย มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
(3) เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่ได้รับรายงาน จากพรรคพลังไทยว่าได้ดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่ห้าพันคนขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย สมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนดและมี สาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา ตามนัย มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
(4) เมื่อมีการรับหนังสือจากบุคคลภายนอกหรือ จากพรรคการเมืองที่มีถึงนายทะเบียนพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนด ขั้นตอนและวิธีการทางสารบรรณ โดยมอบให้สำนักบริหารกลาง ฝ่ายกิจการทั่วไป รับผิดชอบ ดำเนินการ โดยพนักงานจะประทับตราสำนักงาน ลงลำดับที่รับหนังสือ วันที่และเวลาไว้ในสมุด ทะเบียนคุมการรับหนังสือ พร้อมทั้งออกใบรับให้ผู้นำส่งเก็บไว้เป็นหลักฐาน แล้วพนักงานผู้รับผิดชอบ จะนำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ สมุดทะเบียนคุมการรับหนังสือของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ไม่ปรากฏรายการรับเอกสารของพรรคพลังไทย
(5) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังไม่ได้รับแจ้งจากพรรคพลังไทยว่า ได้ดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่ห้าพันคนขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อย ต้องประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศ กำหนดและมีสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา แต่อย่างใด
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องพร้อมเอกสารประกอบ คำชี้แจงพร้อมเอกสารประกอบ ของหัวหน้าพรรคพลังไทย และคำชี้แจงเพิ่มเติมพร้อมเอกสารประกอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง แล้ว มีประเด็นต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งให้ยุบพรรคพลังไทย ตามคำร้องของ นายทะเบียนพรรคการเมือง หรือไม่
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 บัญญัติว่า "ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่ห้าพันคนขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยสมาชิก ซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนดและมีสาขาพรรค การเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา" มาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือ ยุบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้ ... (5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียน ว่าพรรคการเมืองใดมีเหตุตามที่ระบุไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (5) ให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แล้วเห็นว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียน ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ ยุบพรรคการเมืองนั้น"
พิจารณาแล้ว เห็นว่า พรรคพลังไทยได้รับจดแจ้งการจัดตั้งเป็นพรรคการเมือง เมื่อ วันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 มีหน้าที่ต้องดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่ห้าพันคนขึ้นไปซึ่งอย่างน้อย ต้องประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศ กำหนดและมีสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา ภายในเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพลังไทย ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 การที่ พรรคพลังไทยนำรายชื่อสมาชิกห้าพันคนและสาขาทั้งสี่ภาคไปยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ถือว่า พรรคพลังไทยไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 เพราะเป็นการยื่นเกินเวลาที่ กฎหมายกำหนด กรณีจึงมีเหตุที่จะสั่งยุบพรรคพลังไทยได้ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ดังกล่าว มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) คำชี้แจงของหัวหน้าพรรคพลังไทยที่ว่า นายทะเบียนพรรค การเมืองแจ้งเรื่องรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพลังไทยให้พรรคทราบโดยหนังสือเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 การนับระยะเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน จึงเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 อันเป็นวันที่พรรคทราบว่านายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคพลังไทย เป็นพรรคการเมือง นั้น ไม่อาจรับฟังได้ เพราะพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 บัญญัติเรื่องการนับเวลาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน ให้นับแต่ วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง มิใช่ให้นับแต่วันที่นายทะเบียน พรรคการเมืองแจ้งเป็นหนังสือให้พรรคการเมืองทราบ
โดยเหตุดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 11 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจุมพล ณ สงขลา พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุจินดา ยงสุนทร นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง สั่งให้ยุบ พรรคพลังไทย
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญฝ่ายเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายอมร รักษาสัตย์ และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้ยกคำร้อง


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update