กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 11/2545
วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้สั่งยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ


นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง ลงวันที่ 5 เมษายน 2544 และคำร้องเพิ่มเติม ลงวันที่ 4 พฤษภาคม 2544 วันที่ 31 พฤษภาคม 2544 และวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง
ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า
นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคชาวนาพัฒนาประเทศเป็นพรรค การเมืองตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2543 ซึ่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 บัญญัติให้พรรคการเมืองต้องดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่ห้าพันคนขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบ ด้วยสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนดและมี สาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขาภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนพรรค การเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ซึ่งพรรคชาวนาพัฒนาประเทศต้องดำเนินการดังกล่าวภายใน วันที่ 23 มกราคม 2544 แต่ปรากฏว่า ภายหลังที่นายทะเบียน พรรคการเมืองได้จดแจ้งการจัดตั้ง พรรคชาวนาพัฒนาประเทศแล้ว พรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้ดำเนินการ ดังนี้
วันที่ 12 ธันวาคม 2543 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศแจ้งการรับสมาชิกพรรค เพิ่มเติมต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง จำนวน 5,603 คน ทำให้มีสมาชิกพรรคจำนวนทั้งสิ้น 5,622 คน
วันที่ 15 ธันวาคม 2543 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง จำนวน 5 สาขา ได้แก่
สาขาพรรคลำดับที่ 1 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 1 ถนนเลียบวารี แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร
สาขาพรรคลำดับที่ 2 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 55/1 หมู่ที่ 2 ตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
สาขาพรรคลำดับที่ 3 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 293/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
สาขาพรรคลำดับที่ 4 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 145 ซอยถนนเดชอุดม 6 ถนนในเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง นครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
สาขาพรรคลำดับที่ 5 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 169/1 หมู่ที่ 10 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา
 
    วันที่ 3 มกราคม 2544 นายทะเบียนพรรคการเมืองรับรองการจัดตั้งสาขาพรรค ลำดับที่ 3 และที่ 4 ไม่รับรองการจัดตั้ง สาขาพรรคลำดับที่ 5 และให้หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนา ประเทศจัดส่งเอกสารเกี่ยวกับสาขาพรรคลำดับที่ 1 และที่ 2 ไปให้นายทะเบียนพรรคการเมือง เพิ่มเติม เนื่องจากได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 แล้ว ปรากฏว่า ในการแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 1 ไม่ปรากฏหลักฐานสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านของนายพรเทพ เดวี นายกิตติพัชร์ ดีสม นายธวัชชัย อ่วมแย้ม และการแจ้ง การจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 2 ไม่ปรากฏหลักฐานดังกล่าวของนายสมมาตร ฉลองแดน จึงให้หัวหน้า พรรคชาวนาพัฒนาประเทศส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของบุคคลดังกล่าว ซึ่งผู้มีอำนาจลงนามรับรอง ความถูกต้อง ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ สำหรับสาขาพรรค ลำดับที่ 5 นางสาวอัญชลี มีศิลป์ เหรัญญิกสาขาพรรคมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปี จึงขาดคุณสมบัติการเป็น กรรมการสาขาพรรค ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 12 และ มาตรา 31 ประกอบ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4
วันที่ 22 มกราคม 2544 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เพิ่มเติมอีก 1 สาขา คือ สาขาพรรคลำดับที่ 5 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 169/1 หมู่ที่ 10 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่แจ้งไว้ครั้งแรก โดยเปลี่ยนเหรัญญิกสาขาพรรคจากนางสาวอัญชลี มีศิลป์ เป็นนายวรเดช มีศิลป์
วันที่ 23 มกราคม 2544 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเพิ่ม อีก 2 สาขา คือ สาขาพรรคลำดับที่ 6 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านตาด อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี และสาขาพรรคลำดับที่ 7 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบล หนองแวง อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด
วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2544 นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่รับรองการจัดตั้งสาขา พรรคลำดับที่ 6 และที่ 7 เนื่องจากได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการจัดตั้งสาขาพรรคทั้งสองแล้ว ปรากฏว่า คณะผู้ริเริ่มจัดตั้งสาขาพรรคทั้งสองได้จัดประชุมใหญ่สมาชิกพรรคเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการ สาขาพรรคก่อนได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการบริหารพรรค ดังนั้น การเรียกประชุมใหญ่สาขาพรรค ทั้งสองจึงไม่เป็นไปตามข้อบังคับพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2543 ข้อ 39 และได้มีหนังสือ แจ้งให้หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนาประเทศทราบ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ตรวจสอบเอกสารประกอบการจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ประกอบด้วย แบบหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรค (แบบ ท.พ. 2) รายงานการประชุมใหญ่สาขาพรรค บัญชีรายชื่อผู้มาประชุมใหญ่สาขาพรรค และข้อบังคับพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2543 แล้วพบว่า รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมใหญ่สาขาพรรคเพื่อเลือกตั้ง คณะกรรมการสาขาพรรคทั้งสาม มีชื่อและชื่อสกุลต่างกัน แต่ลายมือชื่อไม่แตกต่างกันจำนวนมาก จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำ จังหวัดนครราชสีมา กรุงเทพมหานคร และจังหวัดพัทลุง สอบสวนข้อเท็จจริงว่า ในการจัดตั้งสาขาพรรคมีการประชุมใหญ่สาขาพรรคเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค โดยมีสมาชิกพรรคเข้าประชุม ครบองค์ประชุมตามข้อบังคับพรรคหรือไม่ และบุคคลที่ปรากฏรายชื่อในรายงานการประชุมใหญ่เป็นสมาชิกพรรคชาวนาพัฒนาประเทศและได้เข้าร่วมประชุมโดยลงลายมือชื่อ ในบัญชี รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมด้วยตนเองหรือไม่ พร้อมทั้งแจ้งให้หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนาประเทศชี้แจงและ ยืนยันข้อเท็จจริงดังกล่าวด้วย สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า ในวันที่ 19 มกราคม 2544 ไม่มีการจัดประชุมเกี่ยวกับ การขอจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 5 ที่บ้านเลขที่ 169/1 หมู่ที่ 10 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ไม่มีสมาชิกพรรคตามบัญชีรายชื่อแนบท้าย รายงานการประชุมเข้าประชุมครบองค์ประชุมตามข้อบังคับพรรค และบุคคลที่ปรากฏชื่อในรายงาน การประชุมใหญ่สาขาพรรคส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ รวมทั้งไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ลงลายมือชื่อด้วยตนเองตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายรายงานการ ประชุม โดยนายแฉล้ม อ่อนนอก เจ้าของบ้านซึ่งเป็น สถานที่จัดประชุมและที่ตั้งสาขาพรรค ปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็นผู้จัดประชุม สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพัทลุง รายงานว่า ผู้มีชื่อเป็นกรรมการ สาขาพรรคลำดับที่ 2 จำนวน 5 คน ให้ถ้อยคำว่า ไม่ได้มีการประชุมใหญ่เพื่อจัดตั้งสาขาพรรคหรือเลือกตั้งกรรมการบริหารสาขาพรรคแต่อย่างใด ไม่เคยลงลายมือชื่อ ในบัญชีผู้เข้าร่วมประชุม ไม่มีการจัดทำรายงานการประชุมสาขาพรรค และลายมือชื่อในบัญชีผู้เข้าร่วมประชุมส่วนหนึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร รายงานว่า ประธานสาขาพรรค รองประธานสาขาพรรค และเลขานุการ สาขาพรรคลำดับที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า มีการประชุมเพื่อการเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรค เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543 ณ ที่ทำการพรรค เลขที่ 2910 ซอย 71 ถนน ลาดพร้าว เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่รายงานการประชุมในวันดังกล่าว ระบุว่ามีการประชุม ณ ที่ทำการสาขาพรรค เลขที่ 4/2 หมู่ที่ 1 ถนนเลียบวารี แขวงกระทุ่มราย เขต หนองจอก กรุงเทพมหานคร และผู้เข้าร่วมประชุมลงชื่อแทนกัน โดยมีข้อสังเกตว่า สมาชิกพรรคที่เข้าร่วมประชุมทั้ง 52 คน เป็นผู้ที่ได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกในวันเดียวกัน จึงไม่ปรากฏขั้นตอนที่สมาชิกพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนเข้าชื่อกันร้องขอเพื่อขอให้พรรคจัดตั้งสาขาพรรค และขั้นตอนการอนุมัติ ของคณะกรรมการบริหารพรรค
หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ มีหนังสือชี้แจงต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองว่า การจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 1 และที่ 2 บุคคลที่ปรากฏชื่อในรายงานการประชุมใหญ่สาขาพรรคเพื่อจัดตั้ง สาขาพรรคและเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคได้เข้าร่วมประชุมตามวัน เวลา และสถานที่ตามที่ระบุใน รายงานการประชุม โดยลงลายมือชื่อด้วยตนเองจริง และคณะกรรมการบริหารพรรคได้อนุมัติให้รับบุคคล ที่ปรากฏชื่อในรายงานการประชุมดังกล่าวเข้าเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2543 ตามรายงานการประชุมคณะกรรมการ บริหารพรรค เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2543 สำหรับสาขาพรรคลำดับ ที่ 5 การแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคเป็นไปตามข้อบังคับพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ข้อ 37 ข้อ 38 และ ข้อ 39 และบุคคลที่ปรากฏชื่อในบัญชีผู้เข้าร่วมประชุมจัดตั้งสาขาพรรคได้เข้าร่วมประชุมและลงลายมือชื่อ ด้วยตนเองจริง
วันที่ 26 มีนาคม 2544 นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่รับรองการจัดตั้งสาขา พรรคลำดับที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเสนอ เนื่องจากได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ปรากฏว่า การจัดตั้งสาขาพรรคมิได้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ ในข้อบังคับพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ข้อ 37 ข้อ 38 และ ข้อ 39 ดังกล่าว และได้มี หนังสือแจ้งให้หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนาประเทศทราบ
นายทะเบียนพรรคการเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่า พรรคชาวนาพัฒนาประเทศไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 กล่าวคือ เมื่อครบกำหนดเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการ จัดตั้งพรรคแล้ว ยังมีสาขาพรรคการเมือง ไม่ครบ 4 สาขา ใน 4 ภาค จึงมีเหตุให้ยุบพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง
ต่อมานายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องเพิ่มเติม ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2544 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคชาวนา พัฒนาประเทศ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง เนื่องจากพรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้รับ จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2543 จึงเป็นพรรคการเมือง ที่จัดตั้ง ขึ้นเกินกว่าเก้าสิบวันนับจนถึงวันสิ้นปี พ.ศ. 2543 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 ที่กำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริง ตามวิธีการที่นายทะเบียน กำหนด และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ แต่ปรากฏว่า เมื่อล่วงเลยกำหนดเวลา พรรคชาวนาพัฒนาประเทศไม่ได้ทำรายงานการดำเนินกิจการของ พรรคการเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 แจ้งให้นายทะเบียนพรรค การเมืองทราบภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 ตาม มาตรา 35 จึงมีเหตุให้ยุบพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5)
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องและคำร้องเพิ่มเติมไว้ดำเนินการพิจารณาวินิจฉัย พร้อมทั้งส่งสำเนาคำร้อง และคำร้องเพิ่มเติมให้พรรคชาวนาพัฒนาประเทศ เพื่อยื่นคำชี้แจงตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541
หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ มีหนังสือ ลงวันที่ 30 เมษายน 2544 วันที่ 22 พฤษภาคม 2544 วันที่ 15 มิถุนายน 2544 วันที่ 17 กรกฎาคม 2544 และ วันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ สรุปได้ว่า
ตามที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้มีคำสั่ง ยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ เนื่องจาก พรรคชาวนาพัฒนาประเทศไม่ดำเนินการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 นั้น พรรคชาวนา พัฒนาประเทศ ได้มีหนังสือถึงนายทะเบียนพรรคการเมืองแจ้งการตั้งสาขาพรรคการเมืองรวม 7 สาขา ถูกต้องครบ 4 ภาค และมีสมาชิก พรรคการเมืองทั้งสิ้น 5,622 คน ดังนี้
วันที่ 12 ธันวาคม 2543 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศมีหนังสือ ถึงสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แจ้งรายชื่อ สมาชิกพรรค ทั้ง 4 ภาค จำนวน 5,603 คน วันที่ 15 ธันวาคม 2543 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้ยื่นขอจดแจ้งสาขาพรรคลำดับที่ 1 ถึงสาขาพรรค ลำดับที่ 5 และวันที่ 22 มกราคม 2544 ได้ยื่นขอจดแจ้งสาขาพรรคลำดับที่ 5 อีกครั้งหนึ่ง โดยเปลี่ยนเหรัญญิกสาขาพรรค เนื่องจากในการยื่นครั้งแรกพร้อม กับสาขาพรรคลำดับที่ 1 ถึงที่ 4 ปรากฏว่า เหรัญญิกคนเดิมขาดคุณสมบัติ
วันที่ 23 มกราคม 2544 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้ยื่นเอกสารขอ จดแจ้งสาขาพรรคการเมืองอีก 2 สาขา คือ สาขา พรรคลำดับที่ 6 และสาขาพรรคลำดับที่ 7 ดังนั้น พรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ได้ขอจดการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองไปแล้ว รวม 7 สาขา 4 ภาค และ ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 กล่าวคือ เมื่อครบตามกำหนดหนึ่ง ร้อยแปดสิบวัน มีสาขาพรรคการเมืองครบ 4 สาขา ใน 4 ภาค และมีสมาชิกและสาขาพรรคเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การที่คณะกรรมการ การเลือกตั้ง ไม่รับรอง การจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองของพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ลำดับที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 และระบุว่า พรรคชาวนาพัฒนาประเทศ มิได้โต้แย้งการไม่รับรองการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองนั้น พรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้รับหนังสือแจ้งการไม่รับรองการจัดตั้งสาขาพรรคจากคณะกรรมการการเลือกตั้งจริง แต่ไม่ได้รับคำชี้แจงว่า เป็นเพราะเหตุใดและพรรคทำผิดข้อบังคับพรรคข้อใด ซึ่งทางพรรคมิได้นิ่งนอนใจ ได้โทรศัพท์และไปพบเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการ พรรคการเมือง คณะกรรมการการเลือกตั้ง หลายครั้ง เพื่อขอคำแนะนำ แต่ไม่ได้รับคำแนะนำที่ชัดเจน ทำให้เกิดความสับสน รวมทั้งไม่เข้าใจการ โต้แย้งด้านเอกสาร เกี่ยวกับการดำเนินงานทางการเมือง และในระหว่างดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเกี่ยวกับการจัดตั้งสาขาพรรค สมาชิกพรรค ให้สมบูรณ์กลับถูกร้อง ขอให้มีการยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ
การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายให้คณะกรรมการการเลือกตั้งระดับจังหวัด สอบหาข้อมูลเกี่ยวกับสาขาพรรค เห็นว่า มีข้อน่าสังเกต กล่าวคือ ผู้ไปตรวจสอบหาข้อมูลมิได้มีหนังสือแจ้งเป็นทางการไปยังสาขาพรรค คณะกรรมการสาขาของ พรรคไม่รู้ตัวมาก่อน ทำให้กรรมการ บริหารสาขาพรรคทุกคนมิได้เตรียมข้อมูลใด ๆ ไว้ชี้แจง โดยเข้าไปในลักษณะจู่โจม ประหนึ่งเข้าไป จับผิด ข่มขู่ และเป็นการชี้นำก่อนตอบคำถาม ทำให้คณะกรรมการสาขาพรรคส่วนใหญ่ ซึ่งเป็น ชาวชนบทการศึกษาต่ำ เป็นราษฎรทำนา ทำไร่ ทำสวน ไม่มีประสบการณ์ในทางการเมืองดีพอ จึงตอบคำถามของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดไปในทางที่ถูกชี้นำก่อนเกือบทุกครั้ง
ในการดำเนินกิจการทางการเมืองระหว่างดำเนินการตาม มาตรา 29 พรรคชาวนา พัฒนาประเทศ ได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2543 จำนวน 15 คน และได้ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เมื่อปี 2544 จำนวน 12 คน พรรคชาวนาพัฒนา ประเทศมีสมาชิกพรรคอยู่ใน เขตเลือกตั้งหลายจังหวัด และได้เตรียมการที่จะขอจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองเพิ่มขึ้นในหลายเขต และหลายจังหวัด หากพรรคชาวนาพัฒนาประเทศถูกยุบไปจะทำให้ประชาชน สมาชิกพรรค ตลอด ทั้งคณะกรรมการบริหารของพรรคต้องเสียใจหมดโอกาส และไม่มีกำลังใจที่จะทำหน้าที่ทางการเมือง อีกต่อไป จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้
(1) ขอให้ยกคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง ลงวันที่ 5 เมษายน 2544 และขอให้มีคำสั่งรับจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง ของพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ตามที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 30 วรรคสาม บัญญัติว่า "เมื่อนายทะเบียน ได้รับแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองแล้ว ให้ออกหนังสือรับรองการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ ได้รับแจ้ง" ทั้งนี้ ภายใน 15 วัน นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย
(2) พรรคชาวนาพัฒนาประเทศขอน้อมรับการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอ ระยะเวลา 3 เดือน หรือ 90 วัน เพื่อจัดทำ ปรับปรุง แก้ไขเอกสารของพรรคและสาขาพรรค สมาชิกพรรค ให้สมบูรณ์และเรียบร้อยเพื่อพรรคจะได้ดำเนินกิจการทางการเมืองต่อไป
สำหรับกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกล่าวหาพรรคชาวนาพัฒนาประเทศว่า ไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 นั้น พรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคจากนายทะเบียนพรรคการเมือง เมื่อวันที่ 27 กรก ฎาคม 2543 จึงยังไม่ครบปีปฏิทิน พรรคตั้งใจเสมอว่า เมื่อครบปีปฏิทินแล้ว จะต้องทำรายงาน การดำเนินงานแจ้งต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง หรือปฏิบัติ ตาม มาตรา 35 อย่างแน่นอนขณะนี้ ได้เตรียมการรวบรวมผลการดำเนินงาน เมื่อถึงกำหนดพรรคจะยื่นรายงานทันทีโดยมิชักช้า พรรคชาวนา พัฒนาประเทศ เข้าใจว่าพรรคยังมิได้เป็นพรรคการเมืองที่สมบูรณ์ เพราะอยู่ในระหว่างการดำเนินงาน ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 โดยขอจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองไป 7 สาขา และนายทะเบียนพรรคการเมืองรับรอง 2 สาขา เท่านั้น นอกจากนี้ พรรคชาวนา พัฒนาประเทศ ยังไม่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง สำหรับค่าใช้จ่ายของ พรรคจะรวบรวมจากสมาชิกพรรค พรรคชาวนาพัฒนา ประเทศ และคณะกรรมการบริหารพรรคมิได้มีเจตนาดำเนินการทางการเมืองไปในทางทุจริต แต่ ต้องการสร้างพรรคการเมืองให้แข็งแกร่งและเจริญเติบโตเพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังเอาเยี่ยงอย่างและได้ ศึกษาหาความรู้จากนโยบาย ของพรรคการเมือง พร้อมนี้ พรรคขอส่งแบบรายงานการดำเนินกิจการของ พรรคการเมือง ของพรรคชาวนาพัฒนาประเทศในรอบปีปฏิทิน 2544 ที่ผ่านมา ตามความเป็นจริง ตามนัยแห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 ซึ่งพรรคได้ส่งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบเพื่อนายทะเบียนพรรคการเมืองจะได้ประกาศ ให้สาธารณชนทราบ มาเพื่อประกอบการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญด้วย
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม เอกสารประกอบ และหนังสือชี้แจงของ พรรคชาวนาพัฒนาประเทศแล้ว เห็นว่า มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว จึงไม่จำเป็นต้อง รับฟังพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก มีประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า กรณีมีเหตุที่ จะสั่งให้ยุบพรรค ชาวนาพัฒนาประเทศ เนื่องจากไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 และ มาตรา 35 หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อ ศาลรัฐธรรมนูญขอให้ สั่งยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 ซึ่งบัญญัติว่า "ภายใน หนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่ ห้าพันคนขึ้นไป ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชีรายชื่อภาคและ จังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนดและมีสาขาพรรคการเมืองอย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา" นั้น นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ตั้งแต่วันที่ 27 กรกฎาคม 2543 และภายหลังจากที่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้จดแจ้งการจัดตั้งพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ แล้ว วันที่ 12 ธันวาคม 2543 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้แจ้งการรับสมาชิกพรรคเพิ่มเติมต่อ นายทะเบียนพรรคการเมืองจำนวน 5,603 คน ทำให้มีสมาชิกพรรค จำนวนทั้งสิ้น 5,622 คน และได้แจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2543 จำนวน 5 สาขา ได้แก่
สาขาพรรคลำดับที่ 1 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 4/2 หมู่ที่ 1 ถนนเลียบวารี แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร
สาขาพรรคลำดับที่ 2 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 55/1 หมู่ที่ 2 ตำบลชัยบุรี อำเภอเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
สาขาพรรคลำดับที่ 3 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 293/1 หมู่ที่ 3 ตำบลท่าโรง อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์
สาขาพรรคลำดับที่ 4 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 145 ซอยถนนเดชอุดม 6 ถนนในเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัด นครราชสีมา
สาขาพรรคลำดับที่ 5 ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 169/1 หมู่ที่ 10 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา
นายทะเบียนพรรคการเมืองได้รับรองการจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 3 และที่ 4 และ ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 7 สั่งให้หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนาประเทศส่งสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการ สาขาพรรคลำดับที่ 1 และที่ 2 บางคนที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตรวจสอบแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานดังกล่าว ซึ่งหัวหน้าพรรคหรือผู้มีอำนาจลงนามรับรองความถูกต้องไปเพื่อพิจารณาดำเนินการ ภายใน 7 วัน สำหรับสาขาพรรคลำดับที่ 5 นายทะเบียน ไม่รับรองการจัดตั้ง เนื่องจากเหรัญญิกสาขาพรรคมีอายุต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ จึงขาดคุณสมบัติการเป็นกรรมการสาขาพรรค และเมื่อ วันที่ 22 มกราคม 2544 พรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้แจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 5 อีกครั้ง โดยเปลี่ยนเหรัญญิกสาขาพรรคจากนางสาวอัญชลี มีศิลป์ เป็น นายวรเดช มีศิลป์ แต่จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่า ไม่มีการประชุมจัดตั้ง สาขาพรรคลำดับที่ 5 ที่บ้านเลขที่ 169/1 หมู่ 10 ตำบลเทพาลัย อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 19 มกราคม 2544 และไม่มีสมาชิกพรรคตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายรายงานการประชุมเข้าประชุมครบ องค์ประชุมตามข้อบังคับพรรค และบุคคลที่มีชื่อในรายงานการประชุมใหญ่สาขาพรรคส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค ไม่ได้เข้าร่วมประชุมและไม่ได้ลงลายมือชื่อ ด้วยตนเอง โดยเฉพาะนายแฉล้ม อ่อนนอก ผู้มีรายชื่อเป็นประธานสาขาพรรคและเป็นเจ้าของบ้านซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุมและที่ตั้งสาขาพรรค ปฏิเสธว่า ไม่ได้เป็น ผู้จัดประชุม สาขาพรรคลำดับที่ 2 จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่า ผู้มีชื่อเป็นกรรมการสาขาพรรคและมีรายชื่อเข้าประชุม จำนวน 5 คน ให้ถ้อยคำว่า ไม่ได้มีการประชุมใหญ่เพื่อจัดตั้งสาขาพรรคหรือเลือกตั้งกรรมการบริหารสาขาพรรค ไม่ได้ลงลายมือชื่อในบัญชีผู้เข้าร่วมประชุม ไม่เคยจัดทำรายงานการประชุมสาขาพรรค และลายมือชื่อในบัญชีผู้เข้าร่วมประชุมส่วนหนึ่งไม่ตรงกับความจริง สาขาพรรคลำดับที่ 1 จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่า มีการประชุมใหญ่เพื่อจัดตั้ง สาขาพรรค เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2543 ณ ที่ ทำการพรรค เลขที่ 2910 ซอย 71 ถนนลาดพร้าว เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร แต่รายงานการประชุมระบุว่า ประชุม ณ ที่ทำการสาขาพรรค เลขที่ 4/2 หมู่ที่ 1 ถนน เลียบวารี แขวงกระทุ่มราย เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร และผู้เข้าร่วมประชุมลงชื่อแทนกัน สาขาพรรคลำดับที่ 6 จังหวัดอุดรธานี และสาขาพรรคลำดับที่ 7 จังหวัด ร้อยเอ็ด ที่แจ้งการจัดตั้ง เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2544 นั้น จากการตรวจสอบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งพบว่าคณะผู้เริ่มจัดตั้งสาขาพรรคทั้งสอง ได้จัดประชุมใหญ่สมาชิกพรรค เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค ในวันที่ 19 มกราคม 2544 ก่อนที่จะได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้จัดตั้ง สาขาพรรค ในวันที่ 21 มกราคม 2544 เมื่อปรากฏว่า การจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 ไม่เป็นไปตามข้อบังคับพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2543 ข้อ 37 ข้อ 38 และข้อ 39 และการจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 6 และที่ 7 ไม่เป็นไปตามข้อบังคับพรรค ข้อ 39 นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงไม่รับรองการจัดตั้ง สาขาพรรคชาวนาพัฒนาประเทศทั้ง 5 สาขาดังกล่าว
โดยที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 20 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของ พรรคการเมืองให้เป็นไปตามนโยบายพรรคการเมือง ข้อบังคับ พรรคการเมือง และมติของที่ประชุมใหญ่ ของพรรคการเมือง" ประกอบกับข้อบังคับพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ พ.ศ. 2543 ข้อ 37 กำหนดว่า "ให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้กำหนดแผนการจัดตั้งสาขาพรรคในแต่ละภาคตามประกาศของ นายทะเบียนพรรคการเมือง จังหวัดหรือเขตการเลือกตั้งตามประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยคำนึงถึงความพร้อมในการจัดตั้งสาขาพรรคด้วย คณะกรรมการบริหารพรรคอาจพิจารณาให้จัดตั้ง เป็นศูนย์ประสานงานหรือสำนักงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคไปพลาง ก่อนก็ได้
ในกรณีที่สมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาตามหลักฐานทะเบียนราษฎรในแต่ละภาค จังหวัด หรือเขตเลือกตั้งใดไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคนเข้าชื่อกันร้องขอเพื่อขอให้พรรคจัดตั้งสาขาพรรคขึ้นในท้องที่ นั้น ๆ ให้สมาชิกผู้ริเริ่ม จัดตั้งสาขาพรรครายงานต่อพรรค เพื่อเสนอคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา โดยให้แสดงความพร้อมในการจัดตั้งในคำร้องนั้นด้วย การจัดตั้งหรือการยกเลิกสาขา พรรคให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือระเบียบที่ คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนดเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายหรือข้อบังคับพรรค" ข้อ 38 กำหนดว่า "ให้สาขาพรรคแต่ละสาขามีคณะกรรมการสาขาคณะหนึ่งประกอบด้วย ประธานสาขาพรรค รองประธานสาขาพรรค เลขานุการ สาขาพรรค รองเลขานุการสาขาพรรค เหรัญญิกสาขาพรรค โฆษกสาขาพรรค ตำแหน่งละหนึ่งคน และกรรมการอื่นอย่างน้อยสองคนแต่ไม่เกินแปดคน ซึ่งเลือกจากสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาในท้องที่นั้นตามหลักฐานทะเบียนราษฎรโดยที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค" และข้อ 39 กำหนดว่า "เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคอนุมัติให้ตั้งสาขาพรรคแล้ว ให้ประธานคณะผู้ริเริ่มจัดตั้งสาขาพรรคเรียกประชุมใหญ่สมาชิกพรรคเป็นครั้งแรกและต้องมีสมาชิกพรรคซึ่งมีภูมิลำเนาในท้องที่นั้น มาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน เพื่อเลือกคณะกรรมการสาขาพรรคครั้งแรก ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้ รับอนุมัติให้จัดตั้งสาขาพรรคได้" ดังนั้น การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองไม่รับรองการจัดตั้งสาขาพรรคลำดับที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 จึงชอบแล้ว และฟังได้ว่า พรรคชาวนา พัฒนาประเทศ ไม่ดำเนินการให้มีสาขาพรรคให้ครบถ้วนจำนวน 4 สาขา ใน 4 ภาค ภายในกำหนดเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคตามที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 29 บัญญัติไว้ กรณีจึงมีเหตุให้ยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5)
นอกจากนี้ การที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้สั่งยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ เนื่องจากพรรคชาวนาพัฒนาประเทศไม่ดำเนินการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำรายงานการดำเนินกิจการในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาให้ถูกต้องตามความ เป็นจริง ตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนด และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ เว้นแต่พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นยัง ไม่ถึงเก้าสิบวันนับจนถึงวันสิ้นปี ปฏิทิน" นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า พรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้รับจดแจ้งการจัดตั้ง เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2543 จึงจัดตั้งขึ้นเกินกว่า เก้าสิบวันนับจนถึงวันสิ้นปี พ.ศ. 2543 การที่หัวหน้าพรรค ชาวนาพัฒนาประเทศมีหนังสือชี้แจงว่า พรรคยังมิได้เป็นพรรคการเมืองที่สมบูรณ์ และได้รับจดแจ้งการ จัดตั้งพรรคจากนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ครบปีปฏิทิน นั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 15 บัญญัติว่า "ให้พรรคการเมืองที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองแล้วเป็นนิติบุคคล" และ มาตรา 35 บัญญัติว่า "ให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำรายงานการดำเนินกิจการในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมาให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามวิธีการที่ นายทะเบียนกำหนด และแจ้งให้นายทะเบียนทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ เว้นแต่พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้น ยังไม่ถึงเก้าสิบวันนับจนถึงวันสิ้นปี ปฏิทิน" ดังนั้น การที่หัวหน้าพรรคชาวนาพัฒนาประเทศอ้างว่า พรรคยังมิได้เป็นพรรคการเมืองที่สมบูรณ์ และได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคจากนายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่ครบปีปฏิทิน นั้น จึงรับฟังไม่ได้ และโดยที่ มาตรา 65 วรรค หนึ่ง บัญญัติว่า "พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้... (5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไป ตาม มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่า พรรคการเมืองใดมีเหตุตามที่ ระบุไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (5) ให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียน ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น" ปรากฏว่า เมื่อพ้น กำหนด เวลาเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 แล้ว พรรคชาวนาพัฒนาประเทศ ไม่ดำเนินการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการ เมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 กรณีจึงมี เหตุที่จะสั่งยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศได้ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) อีกกรณีหนึ่ง
โดยเหตุดังได้วินิจฉัยข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 13 คน คือ นาย กระมล ทองธรรมชาติ นายจิระ บุญพจนสุนทร นายจุมพล ณ สงขลา พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุจิต บุญบงการ นายสุจินดา ยงสุนทร นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง สั่งให้ยุบพรรคชาวนาพัฒนาประเทศ
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 2 คน คือ นายอมร รักษาสัตย์ และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ ให้ยกคำร้อง


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update