กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 15/2545
วันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2545
เรื่อง ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกระบวนการพิจารณาถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


ประธานรัฐสภาได้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ กระบวนการพิจารณาถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงตามคำร้องได้ความว่า ประธานรัฐสภาได้รับหนังสือจาก นายสถิตย์ เล็งไธสง กับคณะ นายสามารถ แก้วมีชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ และพลตรี ศรชัย มนตริวัต สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร กับคณะ ขอให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาถอดถอน นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจุมพล ณ สงขลา นายผัน จันทรปาน และ นายศักดิ์ เตชาชาญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และ พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 หรือไม่ กรณี มีสาเหตุมาจาก พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ กับคณะ ผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภาแล้ว ได้ยื่นรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งผู้เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คนออกจากตำแหน่ง ต่อประธานวุฒิ สภา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 ประธานวุฒิสภาได้ดำเนินการตรวจสอบและพิจารณาว่า คำร้องขอ ถูกต้องและครบถ้วนตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ในวันที่ 15 - 17 มีนาคม 2545 แล้ว และได้ ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2545 เพื่อ ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงโดยเร็ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 305 และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 63 ต่อมาในคราวประชุมวุฒิสภา วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2545 มีสมาชิกวุฒิสภาทักท้วง การดำเนินการตรวจสอบคำร้องขอคุณสมบัติและเอกสารหลักฐานของประชาชนผู้เข้าชื่อร้องขอ โดยมี ความเห็นเป็นสองฝ่าย ฝ่ายแรก เห็นว่า เมื่อประธานวุฒิสภาได้ ดำเนินการตรวจสอบคำร้องขอคุณสมบัติ และเอกสารหลักฐานของประชาชนผู้เข้าชื่อร้องขอแล้ว ถ้าปรากฏว่า ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประธานวุฒิสภาต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ดำเนินการไต่สวน โดยเร็ว เนื่องจากกระบวนการตรวจสอบดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของประธานวุฒิสภา ฝ่ายที่สอง เห็นว่า เมื่อพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ กับคณะ ยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คน ออกจากตำแหน่ง พร้อมกับรับรองลายมือชื่อประชาชนผู้เข้าชื่อร้องขอว่า เป็น ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2541 จริง ประธานวุฒิสภาควรส่งรายชื่อประชาชนผู้เข้าชื่อร้องขอดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรวจสอบคุณสมบัติว่า เป็นผู้เสียสิทธิในการเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนบุคคลออกจาก ตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ฯ หรือไม่
 
    เมื่อพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ซึ่งให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาดว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินหรือ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จตามคำร้องขอของคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริต แห่งชาติหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าถูกต้อง หรือไม่ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หมวด 10 ส่วนที่ 1 การแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและ หนี้สิน และรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ยังบัญญัติ รับรองการใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญไว้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กร อื่น ของรัฐ กล่าวคือ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นใดแล้ว ย่อมเป็นการยุติปัญหาดังกล่าว โดยเด็ดขาด และมีผลผูกพันทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องที่ จะต้องยอมรับปฏิบัติตามต่อไป ดังนั้น การที่พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ กับคณะ ร้องขอให้ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คน โดยกล่าวหาว่า พิจารณาวินิจฉัยไม่ถูกต้องตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติร้องขอ อันเนื่องมาจากกรณีการยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พิจารณาแล้วเห็นว่า เข้าข่าย ตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คน พิจารณาวินิจฉัยแล้วเห็นว่า บทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ไม่อาจนำมาใช้บังคับกับ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งแล้ว ก่อนครบกำหนดยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินครั้งแรก กรณีเข้ารับตำแหน่งได้ ซึ่งเป็น ความเห็นที่ขัดแย้งกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นั้น แม้จะเป็นการ ร้องขอให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คน ในคำวินิจฉัยส่วนตน มิใช่เป็นการร้องขอให้ยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยอันเป็นที่ยุติเด็ดขาดแล้ว ก็ตาม แต่ก็เป็นที่เห็นได้ว่า คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต้องก้าวล่วงไป พิจารณาวินิจฉัยในคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คนว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ จึงเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญถูกตรวจสอบคำวินิจฉัยอันเป็นที่ยุติเสร็จเด็ดขาดแล้ว ซึ่งน่าจะไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 29 ซึ่งบัญญัติว่า "ในกรณีที่ กรรมการ อนุกรรมการหรือ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงหรือ โดยอ้อมในเรื่องใด ๆ ห้ามมิให้ผู้นั้นเข้าร่วมในการ ไต่สวนข้อเท็จจริง พิจารณาหรือวินิจฉัย เรื่องดังกล่าว" การที่ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติซึ่งถือได้ว่า เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ไต่สวน คำร้องขอให้ ถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คนออกจากตำแหน่งว่า มีมูลตามข้อกล่าวหาของพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ กับคณะ หรือไม่ นั้น จึงเป็นการก้าวล่วงในเนื้อหาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอันเป็น ที่ยุติเสร็จเด็ดขาดแล้ว
ประธานรัฐสภาพิจารณาแล้วเห็นว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีบทบาทและอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ต้องดำเนินการไต่สวนคำร้องขอถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คนออก จากตำแหน่ง ให้เป็นไป โดยสุจริตและเที่ยงธรรม หากกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่งดังกล่าว คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็น ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ได้ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นที่ยุติเสร็จเด็ดขาดและมีผลผูกพันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาดำเนินการไต่สวนตามคำร้องขอแล้ว อาจเป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของสาธารณชนทั่วไปว่า กระบวนการไต่สวนดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อันอาจส่งผลกระทบต่อ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาและคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้โต้แย้งอำนาจหน้าที่ของ คณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่า ปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในฐานะประธานรัฐสภา จึงอาศัยอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 เสนอเรื่อง ดังกล่าวต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัยรวม 4 ประเด็น ดังนี้
1. การที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 20/2544 ลงวันที่ 3 สิงหาคม 2544 แล้ว เป็นเหตุ ให้บุคคลที่ไม่ยอมรับในคำวินิจฉัยนั้น เป็นผู้ริเริ่มและได้ไปแสดงตนต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 และดำเนินการรวบรวมรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนยื่นต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2545 เพื่อร้องขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นองค์คณะในการพิจารณาและมีคำวินิจฉัยออกจากตำแหน่ง โดยกล่าวหาว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสี่คนกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม การดำเนินการ ของผู้ริเริ่มและการเข้าชื่อร้องขอของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
2. กรณีตาม 1. เมื่อ ประธานวุฒิสภา ได้รับคำร้องขอและรายชื่อประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งที่เข้าชื่อร้องขอดังกล่าวแล้ว มิได้ดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติว่า ประชาชนที่เข้าชื่อร้องขอเป็น ผู้เสียสิทธิเข้าชื่อร้องขอเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภา เป็นการกระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
3. การที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคนเข้าชื่อร้องขอให้ดำเนินการถอดถอน นายกระมล ทองธรรมชาติ นาย จุมพล ณ สงขลา นายผัน จันทรปาน และนายศักดิ์ เตชาชาญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกจากตำแหน่ง มีสาเหตุมาจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า นายอนันต์ ศวัสตนานนท์ นาย ชัชชัย สุเมธโชติเมธา นายมะฮูเซ็น มะสุยี นายโกศล ศรีสังข์ นายจิรายุ จรัสเสถียร พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ นายสุเมธ อุพลเถียร นายประยุทธ มหากิจศิริ มีความผิด ตาม มาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญ และวินิจฉัยว่า พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีความผิดตาม มาตรา 295 ของ รัฐธรรมนูญ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นองค์กรที่เสนอเรื่องให้ศาล รัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย จึงถือได้ว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็น คู่ความในคดี เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยตรงหรือโดยอ้อมตาม มาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ดังนั้น เมื่อมีการเข้าชื่อร้องขอ ให้ถอดถอน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเช่นนี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จะดำเนินการไต่สวนตามคำร้องดังกล่าวได้ หรือไม่
4. การดำเนินการเพื่อให้วุฒิสภามีมติถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 303 อันมีสาเหตุมาจากการทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาล รัฐธรรมนูญเป็นการแทรกแซงการใช้อำนาจ ของศาลรัฐธรรมนูญ อันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 249 มาตรา 268 หรือไม่ และการดำเนินการขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอนตุลาการศาล รัฐธรรมนูญทั้งสี่คนดังกล่าวโดยไม่มีข้อเท็จจริงอย่างอื่นประกอบว่า ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริต ต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อ ตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 303 ถึง มาตรา 307 หรือไม่
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องนี้ ไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรนั้น หรือประธานรัฐสภา เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย"
มาตรา 303 บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ประธาน ศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด หรือ อัยการสูงสุด ผู้ใดมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อ ตำแหน่ง หน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย วุฒิสภามี อำนาจถอดถอนผู้นั้นออกจากตำแหน่งได้
บทบัญญัติวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(1) กรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ของรัฐสภา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
(2) ผู้พิพากษาหรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งนี้ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต"
มาตรา 304 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม บัญญัติว่า "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรหรือประชาชนผู้มีสิทธิ เลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าห้าหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีมติตาม มาตรา 307 ให้ถอดถอนบุคคลตาม มาตรา 303 ออกจาก ตำแหน่งได้ คำร้องขอดังกล่าวต้องระบุ พฤติการณ์ที่กล่าวหาว่าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวกระทำความผิดเป็นข้อ ๆ ให้ชัดเจน ...ฯลฯ...
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเข้าชื่อร้องขอตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต"
มาตรา 305 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อได้รับคำร้องขอตาม มาตรา 304 แล้ว ให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการ ไต่สวนโดยเร็ว
เมื่อไต่สวนเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทำรายงานเสนอต่อวุฒิสภา โดยในรายงานดังกล่าวต้องระบุให้ชัดเจนว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องขอ ข้อใดมีมูลหรือไม่เพียงใด พร้อมทั้งระบุเหตุแห่งการนั้น"
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 29 บัญญัติว่า "ในกรณีที่ กรรมการ อนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใด เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องใด ๆ ห้ามมิให้ผู้นั้นเข้าร่วมในการไต่สวน ข้อเท็จจริง พิจารณาหรือวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว"
พิจารณาประเด็นที่ 1 ตามคำร้องแล้ว เห็นว่า การดำเนินการของผู้ริเริ่มและการเข้าชื่อ ร้องขอของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพื่อร้องขอให้วุฒิสภามีมติถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั้น การดำเนินการดังกล่าว มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
พิจารณาประเด็นที่ 2 ตามคำร้องแล้ว เห็นว่า การที่ประธานวุฒิสภาจะตรวจสอบรายชื่อ ประชาชนที่เข้าชื่อขอให้วุฒิสภา มีมติถอดถอน หรือไม่ นั้น มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญ
พิจารณาประเด็นที่ 3 ตามคำร้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติคนใดจะมีส่วนได้เสียหรือไม่ มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กร ตามรัฐธรรมนูญ
พิจารณาประเด็นที่ 4 ตามคำร้องแล้ว เห็นว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้วุฒิสภาและคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริตแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญต้อง ดำเนินการและปฏิบัติให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 303 ถึง มาตรา 307 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กรณี ตามคำร้องในประเด็นนี้ มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 7 คน คือ นายจิระ บุญพจนสุนทร พลโท จุล อติเรก นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอมร รักษาสัตย์ และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ วินิจฉัยว่า กรณีตามคำร้อง มิใช่ปัญหาเกี่ยวกับ อำนาจหน้าที่ขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจรับคำร้องนี้ไว้ พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ได้ ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างน้อย 4 คน คือ นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายสุจินดา ยงสุนทร นายอนันต์ เกตุวงศ์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง วินิจฉัยว่า ศาลรัฐธรรมนูญ มีอำนาจรับคำร้องของประธานรัฐสภา ไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ได้


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update