กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 17/2545
วันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีนายเสวต ทองรมย์ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สินและเอกสารประกอบ


คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง เสนอคำร้อง ลงวันที่ 9 เมษายน 2544 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีนายเสวต ทองรมย์ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบสรุปได้ว่า
นายเสวต ทองรมย์ ผู้ถูกร้องเป็นข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 โดยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสมชาย สุนทรวัฒน์) ตามคำสั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ 45/2541 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรี ลงวันที่ 29 มกราคม 2541 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (5) ซึ่งมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้อง ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 ผู้ถูกร้องเข้ารับ ตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จึงต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีเข้ารับ ตำแหน่ง ภายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 ต่อมา ผู้ถูกร้องได้พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยการลาออก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 จึงต้องยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีพ้นจากตำแหน่ง ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 และต้องยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีที่พ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2542
ผู้ร้องตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อผู้ร้อง ทั้งกรณีเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรณีพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกรณีพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาแล้ว เป็นเวลาหนึ่งปี ผู้ร้องจึงมีหนังสือลับ ที่ ปช 0006/383 ลงวันที่ 30 สิงหาคม 2543 แจ้งให้ ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และผู้ถูกร้องมีหนังสือ ลงวันที่ 12 กันยายน 2543 ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องไม่ทราบความจริงว่า จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ในขณะที่ดำรงตำแหน่งหากทราบคงไม่หลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติตามระเบียบ เพราะสมัยปฏิบัติงานใน รัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เพราะทราบว่า เป็นระเบียบที่ต้องปฏิบัติ ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงได้มีหนังสือเตือนให้ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจริงพร้อมทั้งระบุโทษของการไม่ยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ตาม มาตรา 295 ของรัฐธรรมนูญให้ผู้ถูกร้องทราบอีกครั้งหนึ่ง ตามหนังสือ ที่ ปช 0006/510 ลงวันที่ 18 ตุลาคม 2543 ผู้ถูกร้องมีหนังสือลงวันที่ 24 ตุลาคม 2543 เพื่อส่งสำเนาหนังสือลงวันที่ 12 กันยายน 2543 ที่ชี้แจงข้อเท็จจริงมาให้ผู้ร้องอีกครั้งหนึ่ง โดยมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้องแต่อย่างใด
 
    ผู้ร้องพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 20/2544 เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2544 แล้ว เห็นว่า นายเสวต ทองรมย์ ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ซึ่งเป็นข้าราชการการเมืองได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 และพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 จึงมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด การที่ผู้ถูกร้องมิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ โดยชี้แจงว่า ไม่ทราบว่าตนมีหน้าที่เช่นนั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องที่ยังคงมิได้ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ทั้ง ๆ ที่ทราบดีแล้วว่า ตนมีหน้าที่ จึงแสดงให้เห็นได้ว่า คำชี้แจงของผู้ถูกร้องไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถือ ที่ประชุมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 7 เสียง ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบกรณีเข้ารับตำแหน่ง กรณี พ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและเสนอ เรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ดังนี้
1. ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า นายเสวต ทองรมย์ ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ
2. ขอให้วินิจฉัยชี้ขาดว่า ห้ามมิให้นายเสวต ทองรมย์ ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งทาง การเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 จึงรับ คำร้องไว้วินิจฉัยชี้ขาด และให้โอกาสผู้ถูกร้องโดยส่งสำเนาคำร้องและเอกสารประกอบให้ผู้ถูกร้อง เพื่อยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญในฐานะหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญได้จัดส่งทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ได้รับหลักฐานใบตอบรับว่า คนในบ้านของผู้ถูกร้องได้ลงลายมือชื่อรับ แต่ผู้ถูกร้องมิได้มีหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ศาลรัฐธรรมนูญจึงปิดประกาศและมีหนังสือ โดยทาง ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ไปยังผู้ถูกร้องอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับ หนังสือและสำเนาประกาศด้วยตนเอง แต่เมื่อครบกำหนดการยื่นคำชี้แจง ผู้ถูกร้องมิได้ยื่นคำชี้แจงต่อ ศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง เอกสารประกอบคำร้องและการดำเนินการตาม ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ฯ แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่เป็นอันเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นตาม คำร้องได้แล้ว มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ต้องยื่น บัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อ ไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งหรือพ้นจาก ตำแหน่ง... (5) ข้าราชการการเมืองอื่น"
รัฐธรรมนูญ มาตรา 292 บัญญัติว่า "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตาม มาตรา 291 ให้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว และต้องยื่น ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่ วันเข้ารับตำแหน่ง (2) ในกรณีที่เป็นการพ้นจากตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจาก ตำแหน่ง ฯลฯ" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่ง นอกจากต้องยื่นบัญชีตาม (2) แล้ว ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีกครั้งหนึ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ โดยเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 และลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เป็นข้าราชการการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (5) จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 บัญญัติไว้ และมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ ต่อผู้ร้อง ภายใน ระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยชี้ขาดตามคำร้องต่อไปมีว่า
ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง หรือไม่
ประเด็นที่สอง ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งและห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่เมื่อใด
ประเด็นที่หนึ่งที่ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีต่อ ผู้ร้อง ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ข้ออ้างของผู้ถูกร้องซึ่งชี้แจงต่อผู้ร้องว่า ไม่ทราบความจริงว่าจะต้องยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน ฯ ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง หากทราบคงไม่หลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติตามระเบียบ เป็นข้ออ้างที่ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังให้เป็นคุณแก่ผู้ถูกร้องได้ ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญให้โอกาส ผู้ถูกร้องชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแล้ว ผู้ถูกร้องเพิกเฉยมิได้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่างใด เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องดังกล่าวแล้ว จึงฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบต่อผู้ร้อง ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ด้วยคะแนน เสียงเป็นเอกฉันท์
ประเด็นที่สองที่ว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งและห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่เมื่อใด
รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใด จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ นี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตาม มาตรา 292 หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว แล้วแต่กรณี และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง"
พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นที่หนึ่งแล้วว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่น บัญชี ฯ ต่อผู้ร้อง การที่ผู้ถูกร้องเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2541 จึงถือได้ว่า เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2541 มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งภายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 ลาออกจาก ตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ต้องยื่นบัญชี ฯ กรณีพ้นจากตำแหน่งภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2541 และต้องยื่นบัญชี ฯ กรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2542 ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง (2) และ มาตรา 292 วรรคสอง แต่ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชี ฯ ดังกล่าว การเริ่มนับระยะเวลาการต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะนับ เมื่อใดนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง กรณีเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจิระ บุญพจนสุนทร พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ และนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ว่า ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ หรือจงใจยื่นบัญชี ฯ ด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ การให้พ้นจาก ตำแหน่งทางการเมืองจึงไม่สามารถใช้บังคับได้อีก เนื่องจากผู้ถูกร้องได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ดังนั้น วันที่พ้นจากตำแหน่ง คือ วันที่พ้นจากตำแหน่งตามความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกร้อง พ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุลาออก ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัย ชี้ขาดว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ การให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองเมื่อครบกำหนดต้องยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่งตอนต้น จึงไม่สามารถนำมาใช้บังคับได้อีก เพราะผู้ถูกร้อง ได้พ้นจากตำแหน่งตามความเป็นจริงโดยการลาออกไปเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 ผู้ถูกร้องจึงพ้น จากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2541
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คน คือ นายจุมพล ณ สงขลา นายสุจินดา ยงสุนทร นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง เห็นว่า ผู้ถูกร้องมีหน้าที่ ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งภายในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 แต่ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชี ฯ ทั้งกรณี เข้ารับตำแหน่ง กรณีพ้นจากตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่งมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปี ผู้ถูกร้องจึงต้อง พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่งตอนต้น นับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นในกรณี เข้ารับตำแหน่งแล้ว และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันดังกล่าว คือวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 ทั้งนี้ นายอมร รักษาสัตย์ เห็นว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งและต้องห้าม มิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจพบ คือ วันที่ 15 มีนาคม 2544
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายเสวต ทองรมย์ ผู้ถูกร้อง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจาก ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อันเป็นตำแหน่งที่เป็นมูลเหตุแห่ง การกระทำตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2541 เป็นต้นไป


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update