กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 19-22/2545
วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่


ศาลจังหวัดปทุมธานี ศาลแขวงดุสิต และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ส่งคำร้องของจำเลย ซึ่งเป็นผู้ร้องรวมสี่คำร้อง เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ดังนี้
คำร้องที่หนึ่ง ศาลจังหวัดปทุมธานี ส่งคำร้องของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 662/2543 ระหว่าง กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ โจทก์ นายอานุภาพ สัตยประกอบ ที่ 1 นายทวีศักดิ์ เจริญภัทราวุฒิ ที่ 2 จำเลย คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้องโต้แย้งว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง
คำร้องที่สอง ศาลแขวงดุสิต ส่งคำโต้แย้งของจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 7600/2543 ระหว่าง บริษัท วี. คอนกลอมเมอเรท จำกัด โจทก์ บริษัท สิทธิรินทร์ จำกัด ที่ 1 นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ที่ 2 จำเลย คดีนี้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ร้องโต้แย้งว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบ สถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง
คำร้องที่สาม ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำร้องของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 9227/2543 ระหว่าง กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ โจทก์ นายกฤษฎางค์ นุตจรัส จำเลย คดีนี้จำเลยเป็น ผู้ร้องโต้แย้งว่า พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง
คำร้องที่สี่ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำร้องของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 10306/2543 ระหว่าง กองทุนรวมไทยรีสตรัคเจอริ่ง โจทก์ บริษัทบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล สปอร์ต จำกัด ที่ 1 บริษัทวาณิชสยาม จำกัด ที่ 2 บริษัทปัญญาศิษฐ์ก่อสร้าง จำกัด ที่ 3 จำเลย คดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้ร้องโต้แย้งว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง
 
    คำร้องทั้งสี่คำร้อง ที่ศาลจังหวัดปทุมธานี ศาลแขวงดุสิต และศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยมีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกัน สรุปว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อสินทรัพย์สินเชื่อ ธุรกิจรวมทั้งสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตาม คำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลย จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการขายทรัพย์สินเพื่อการชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนหรือบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือ บอกกล่าวการรับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้สินของจำเลยจากบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ดังกล่าว และทวงถามไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ภายในกำหนด ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์ จึงฟ้องให้จำเลยชำระหนี้
ผู้ร้องตามคำร้องที่หนึ่ง คำร้องที่สอง และคำร้องที่สาม ได้ให้การโต้แย้งและขอให้ศาล ส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย สรุปว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ซึ่งเป็น บทกฎหมายที่โจทก์อ้างว่าให้อำนาจโจทก์รับโอนสิทธิและหนี้สินต่าง ๆ จากบริษัทเงินทุน หรือ บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลย มาฟ้องจำเลยในคดีนี้ เป็นกฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลจะต้องเป็นไปเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 เปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ เดิมและเจ้าหนี้ผู้ซื้อหนี้สิน เช่น โจทก์สามารถดำเนินการในการรับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ต่าง ๆ ได้โดย ไม่ต้องดำเนินการใด ๆ ตามขั้นตอนของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ ซึ่งมีอยู่เดิมอันเป็นธรรมต่อลูกหนี้และผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด จึงเป็นการลิดรอนสิทธิของลูกหนี้ และผู้มีส่วนได้เสียฝ่ายอื่นอย่างชัดเจน ทั้งที่ความเป็นจริง ผู้รับโอนสิทธิ สามารถใช้วิธีการตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนได้อยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตรา พระราชกำหนดทั้งสองฉบับแต่อย่างใด พระราชกำหนดที่โจทก์อ้างใช้สิทธิทั้งสองฉบับจึงขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 คือ เป็นการออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่จำเป็นและมิได้เป็นไป เท่าที่จำเป็น ซึ่งรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้
ผู้ร้องตามคำร้องที่สี่ ได้ให้การโต้แย้งและขอให้ศาลส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัย สรุปได้ว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ซึ่งโจทก์อ้างว่า เป็นบทกฎหมายที่ให้ อำนาจโจทก์รับโอนสิทธิและหนี้สินต่าง ๆ จากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิม มาฟ้องจำเลย ในคดีนี้ นั้น เป็นกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ ในเคหะสถาน สิทธิในทรัพย์สินของบุคคล และเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่กำหนดไว้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า การออกกฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลดังกล่าวนั้น จะต้องเป็นไป เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น แต่ตามพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ให้กระทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยก ข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ระบุว่า ในกรณี ที่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน มาตรา 30ทวิ แล้ว สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สิน โดยสุจริตไม่เสียไปถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นมิใช่ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ตาม มาตรา 30 นอกจากนี้ ห้ามมิให้ลูกหนี้หรือบุคคลใดขอหักกลบลบหนี้ที่มีอยู่กับบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการกับทรัพย์สินที่ขายนั้น อีกทั้ง ผู้ซื้อทรัพย์สินมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามวิธีการและตามอัตราใน สัญญาเดิมซึ่งจะเห็นได้ว่าตามบทบัญญัติของพระราชกำหนดทั้งสองฉบับที่อ้างข้างต้นนั้น เป็นกรณีที่ให้สิทธิ แก่ผู้รับซื้อหนี้สินของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการโดยสะดวกทุกประการ แต่กลับเป็นกรณี ที่ตัดสิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่เดิมของลูกหนี้ และผู้มีส่วนได้เสียอื่นที่สุจริตอย่างชัดเจน พระราชกำหนด ที่โจทก์อ้างใช้สิทธิทั้งสองฉบับจึงขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ เป็นการตรา กฎหมายเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพโดยไม่จำเป็น และมิได้เป็นไปเท่าที่จำเป็นซึ่งรัฐธรรมนูญให้อำนาจไว้ ผู้ร้องจึงขอคัดค้านว่า พระราชกำหนดทั้งสองฉบับที่โจทก์อ้างในคำฟ้องนั้น ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง จึงใช้บังคับมิได้
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า คำร้องทั้งสี่คำร้อง มีประเด็นที่ต้องพิจารณา วินิจฉัยเป็นอย่างเดียวกัน จึงให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณาวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่ง กฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ร้องตามคำร้องทั้งสี่คำร้อง ได้ระบุมาตราของพระราชกำหนดการ ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ที่โต้แย้งว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง อีกทั้ง มาตรา ดังกล่าวของพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็เป็นบทบัญญัติแห่ง กฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรานั้น ๆ กรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องไว้ พิจารณาวินิจฉัยได้
ประเด็นตามคำร้องทั้งสี่คำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัย คือ พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่ รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพ นั้นมิได้" รัฐธรรมนูญ มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่มีหลักการในการให้ความคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ และกำหนดเงื่อนไขของการจำกัดสิทธิและเสรีภาพว่าจะต้องเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติให้ออกกฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพนั้นได้โดยขอบเขตเนื้อหาของกฎหมายนั้น ก็จะต้องออกโดยเท่าที่ จำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น การโต้แย้งว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 27 มาตรา 30ทวิ และ มาตรา 30ตรี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวขัดหรือแย้งต่อหลักการให้ความ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ ซึ่งผู้ร้องได้อ้างว่า พระราชกำหนดทั้งสองฉบับเป็น กฎหมายจำกัดสิทธิเสรีภาพในเคหสถาน ทรัพย์สิน การประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพ ทำให้เข้าใจ ได้ว่าผู้ร้องโต้แย้งว่าพระราชกำหนดดังกล่าว มาตรา 27 เกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้อง มาตรา 30ทวิ บัญญัติถึงวิธีการในการขายทรัพย์สินเพื่อการชำระบัญชี และ มาตรา 30ตรี บัญญัติเกี่ยวกับผลของการ โอนทรัพย์สินที่ขายได้ตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน มาตรา 30ทวิ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติ ที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เกี่ยวกับเสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในทรัพย์สิน และเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพ ดังนั้น ตามคำร้องทั้งสี่คำร้อง มีประเด็น พิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 27 มาตรา 30ทวิ และ มาตรา 30ตรี เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ในเกี่ยวกับเสรีภาพในเคหสถาน สิทธิในทรัพย์สิน และเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง หรือไม่
พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี ซึ่งเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 บัญญัติดังนี้
" มาตรา 27 การโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนิน กิจการไปยังสถาบันการเงินอื่น ให้กระทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" " มาตรา 30ทวิ ในการขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ตาม มาตรา 30 ให้องค์การดำเนินการประกาศรายการพร้อมด้วยรายละเอียดตามสมควรของทรัพย์สิน ที่จะขาย วัน เวลา และสถานที่ที่จะขายทรัพย์สินนั้นล่วงหน้าก่อนกำหนดวันขายไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน โดยปิดประกาศรายการและรายละเอียดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานขององค์การ โฆษณาในระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า สามวัน
การประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้ถือเป็นการบอกกล่าวการโอนทรัพย์สินแก่ลูกหนี้ บุคคล ภายนอกที่ได้ให้ประกันหนี้เดิม และบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่จะขาย ในกรณีที่บุคคลดังกล่าว มีข้อต่อสู้เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะขายนั้น ให้ยื่นคำคัดค้านโดยชี้แจงเหตุผลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อ คณะกรรมการตาม มาตรา 30 ก่อนกำหนดวันขายทรัพย์สินไม่น้อยกว่าสามวันทำการ หากพ้นกำหนด ระยะเวลาดังกล่าวแล้ว มิได้ยื่นคำคัดค้านการขายทรัพย์สินนั้น ให้ถือว่าลูกหนี้บุคคลภายนอกที่ได้ให้ ประกันหนี้เดิมและบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่จะขายได้ให้ความยินยอมกับการโอนทรัพย์สิน ที่จะขายนั้นแล้ว
เมื่อคณะกรรมการตาม มาตรา 30 ได้รับคำคัดค้านตามวรรคสองแล้ว ให้จัดทำความเห็น พร้อมด้วยเหตุผลเสนอให้คณะกรรมการองค์การพิจารณาวินิจฉัย ถ้าคณะกรรมการองค์การเห็นว่าคำคัดค้าน มีเหตุอันสมควรก็ให้ยุติการขายทรัพย์สินนั้นไว้ก่อนจนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินนั้นเสร็จสิ้น ถ้าเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรก็ให้ยกคำคัดค้านพร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบและดำเนินการขายทรัพย์สิน นั้นต่อไป แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายเพราะการนั้นที่จะใช้สิทธิเรียกร้องตาม มาตรา 30จัตวา"
" มาตรา 30ตรี ในกรณีที่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน มาตรา 30ทวิ แล้ว
(1) สิทธิของผู้ซื้อทรัพย์สินโดยสุจริตไม่เสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สิน นั้นมิใช่ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตาม มาตรา 30
(2) ห้ามมิให้ลูกหนี้หรือบุคคลใดขอหักกลบลบหนี้ที่มีอยู่กับบริษัทที่ถูกระงับการดำเนิน กิจการกับทรัพย์สินที่ขายนั้น
(3) ผู้ซื้อทรัพย์สินมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยตามวิธีการและตามอัตราในสัญญาเดิม"
พิจารณาพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับ การโอนสิทธิเรียกร้อง แล้ว เห็นว่า ตามหลักกฎหมายของการโอนสิทธิเรียกร้อง กระทำได้สองวิธี คือ โอนสิทธิเรียกร้องโดยตกลงหรือสัญญา ซึ่งเป็นผลของนิติกรรม และการโอนสิทธิเรียกร้องโดยผลของ กฎหมาย การโอนสิทธิเรียกร้องตามพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 27 นี้ เป็นการโอนสิทธิเรียกร้องโดยผลของกฎหมาย ซึ่งในความตอนท้ายของ มาตรา 27 นี้ ก็ได้บัญญัติไว้ว่า "แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์" ดังนั้น ลูกหนี้จึงมิได้เสื่อมสิทธิใด ๆ หรือเกิดความเสียหายจากการโอนสิทธิเรียกร้อง โดยผลของกฎหมาย
ส่วนพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 30ทวิ ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับ วิธีการในการขายทรัพย์สินเพื่อการชำระหนี้ และ มาตรา 30ตรี ซึ่งบัญญัติเกี่ยวกับผลของการโอนทรัพย์สิน ที่ขายได้ตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน มาตรา 30ทวิ ก็เป็นบทบัญญัติที่จำเป็นต้องบัญญัติขึ้นมาเพื่อให้การดำเนินการชำระบัญชีของ ปรส. เป็นไปโดยเรียบร้อย บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการตราพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ทั้งสองฉบับ ดังปรากฏในเหตุผลของการตราพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ทั้งสองฉบับสรุปได้ว่า เป็นการตราขึ้นโดยจำเป็นเนื่องจากต้องมีการ กำหนดมาตรการในลักษณะของการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินอย่างเป็นระบบตามแนวทางสากล และ จัดตั้งองค์การของรัฐขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินมาตรการดังกล่าว เพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะ ของสถาบันการเงิน ตลอดจนช่วยเหลือผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริตของสถาบันการเงิน อีกทั้ง จำเป็น ต้องมีมาตรการเป็นพิเศษผ่อนคลายจากกรณีปกติทั่วไปเพื่อให้ ปรส. สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ของกฎหมายให้แล้วเสร็จได้โดยเร็วเพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ผู้ซื้อทรัพย์สินอันเป็นส่วนหนึ่งของการ แก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 27 มาตรา 30ทวิ และ มาตรา 30ตรี ไม่ได้เป็นบทบัญญัติที่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพในเคหสถานทรัพย์สิน การประกอบกิจการหรือการประกอบอาชีพของบุคคลซึ่งรวมถึงผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะตาม มาตรา 27 ความเป็นหนี้ของลูกหนี้ยังคงมีอยู่เท่าเดิม มิได้เพิ่มภาระหรือหน้าที่ใด ๆ แก่ลูกหนี้ ลูกหนี้มี ข้อต่อสู้อยู่อย่างไรต่อเจ้าหนี้เดิมก็ยังยกเป็นข้อต่อสู้กับเจ้าหนี้ใหม่ที่รับโอนสิทธิเรียกร้องได้ และตาม มาตรา 30ทวิ และ มาตรา 30ตรี ที่เกี่ยวกับวิธีการในการขายทรัพย์สินเพื่อการชำระบัญชีและผลของการโอน ทรัพย์สินที่ขายได้ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิหรือเสรีภาพใด ๆ ของลูกหนี้หรือผู้มีส่วนได้เสียต้องถูกลิดรอนแต่อย่างใด เพียงแต่พระราชกำหนดดังกล่าว บัญญัติวิธีการในการโอนสิทธิเรียกร้อง การขายทรัพย์สินและผลของการ โอนทรัพย์สินให้แตกต่างไปจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่ เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ทันต่อการแก้ไขปัญหาวิกฤติ เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเท่านั้น
พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 27 มาตรา 30ทวิ และ มาตรา 30ตรี จึงเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ เป็นการตราขึ้นเท่าที่จำเป็น และไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพในเคหสถาน ทรัพย์สิน การประกอบกิจการ หรือการประกอบอาชีพของบุคคล ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลต ามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง บทบัญญัติของพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ทั้งสาม มาตรา จึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ไม่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update