กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 2/2545
วันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2545
เรื่อง นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้สั่งยุบพรรคเอกภาพ


นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้อง ลงวันที่ 5 เมษายน 2544 และคำร้อง เพิ่มเติม ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2544 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคเอกภาพ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง
ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม และเอกสารประกอบ สรุปได้ว่า (1) พรรค เอกภาพเป็นพรรคการเมืองที่นายทะเบียนพรรคการเมืองรับจดแจ้งการจัดตั้งเกินเก้าสิบวัน นับถึงวัน สิ้นปี พ.ศ. 2543 ต้องจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปี พ.ศ. 2543 ให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริง ตามวิธีการที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกำหนด และแจ้งให้นายทะเบียนพรรค การเมืองทราบภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 เพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 และ (2) พรรคเอกภาพ ได้รับอนุมัติเงินสนับสนุนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2543 เป็นเงิน 4,056,724 บาท โดยได้เบิกเงินดังกล่าวไปแล้ว 2,985,885.49 บาท จึงต้องจัดทำรายงาน การใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 ให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 แต่ปรากฏว่า พรรคเอกภาพจัดทำ รายงานการดำเนินกิจการของพรรคในรอบปี พ.ศ. 2543 แจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 และจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันเดียวกัน ซึ่งพ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดแล้ว เป็นการไม่ดำเนินการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 และ มาตรา 62 เป็นเหตุให้ยุบพรรคการเมืองได้ตาม มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) นายทะเบียนพรรคการเมืองจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรคเอกภาพ ตาม มาตรา 65 วรรคสอง
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้รับคำร้องและคำร้องเพิ่มเติมไว้ดำเนินการและพิจารณา วินิจฉัยต่อไป พร้อมทั้งส่งสำเนาคำร้องและคำร้องเพิ่มเติมให้พรรคเอกภาพ เพื่อยื่นคำชี้แจงตาม ข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541
 
    หัวหน้าพรรคเอกภาพมีหนังสือ ลงวันที่ 11 พฤษภาคม 2544 และวันที่ 8 มิถุนายน 2544 รวมสองฉบับชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า กรณีการจัดทำรายงานการดำเนินกิจการ ของพรรคในรอบปี พ.ศ. 2543 นั้น เนื่องจากวันที่ 31 มีนาคม 2544 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของ การแจ้งรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีที่ผ่านมาให้นายทะเบียนพรรคการเมือง ทราบ ตรงกับวันเสาร์ เจ้าหน้าที่ของพรรคได้สอบถามสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ได้รับ คำตอบว่า วันสุดท้ายของการแจ้งคือวันจันทร์ที่ 2 เมษายน 2544 ซึ่งตรงกับกำหนดตารางเวลา ที่จะให้หัวหน้าพรรคลงนาม เพื่อแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบ แต่ในวันดังกล่าว หัวหน้า พรรคเอกภาพติดภารกิจที่จังหวัดชัยนาท และตอนเย็นได้เดินทางไปทำภารกิจต่อที่จังหวัดเชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ฯ วันที่ 8 เมษายน 2544 แล้วหัวหน้าพรรคได้ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน ของเอกสารในวันที่ 9 เมษายน 2544 และลงนามแจ้งผลการดำเนินกิจการของพรรคให้ นายทะเบียนทราบ ในวันที่ 10 เมษายน 2544 ทั้งนี้ ระหว่างที่หัวหน้าพรรคไม่อยู่ ไม่มีผู้มี อำนาจลงนามในรายงานการดำเนินกิจการของพรรคเอกภาพ เพราะรองหัวหน้าพรรคซึ่งมีอยู่คนเดียว (นายณรงค์ศักดิ์ เลิศสิทธิพันธุ์) ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหาร พรรค ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2544 ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดเวลาที่พรรคการเมืองต้องรายงานการ ดำเนินกิจการของพรรคต่อนายทะเบียน พรรคเอกภาพได้ดำเนินการเป็นไปตามนัย มาตรา 35 แห่ง พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 จึงไม่มีเหตุให้ยุบพรรคเอกภาพตาม มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2541 ส่วนกรณีการจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง ในรอบปี พ.ศ. 2543 นั้น พรรคเอกภาพได้ยื่นรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมือง ในรอบปี พ.ศ. 2543 ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 จริง โดย พรรคได้ว่าจ้างบริษัท บัญชีกิจ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการการ เลือกตั้งให้เป็นวิทยากรในการสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องงบการเงินหลายครั้ง เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด เพราะพรรคเน้นเรื่องความถูกต้องเป็นสำคัญ สำหรับเงื่อนไขเวลาในการยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น พรรคทราบดี แต่ตารางเวลาการดำเนินงานของพรรคก็ต้องคำนึงถึงบุคคลภายนอกด้วย เพราะพรรคได้จัดส่งเอกสารการเงินทั้งหมดให้กับบริษัท ฯ ไปดำเนินการ เมื่อถึงกำหนดส่งมอบ งานให้พรรค เป็นจังหวะที่หัวหน้าพรรคติดภารกิจในต่างจังหวัดพอดี ตามที่ชี้แจงแล้วข้างต้น แต่อย่างไรก็ตาม กรณีตาม มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง พ.ศ. 2541 พรรคเอกภาพเห็นว่า มีองค์ประกอบความผิดอยู่สองส่วน คือ "ให้ถูกต้อง ตามความเป็นจริง" และ "ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคม" โดยมีตัวเชื่อมคือ คำว่า "และ" ไม่ใช่คำว่า "หรือ" (ซึ่งหมายถึงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้) ซึ่งน้ำหนักของความถูกต้อง ควรจะมากกว่าเงื่อนเวลา เพราะเป็นเรื่องที่บัญญัติไว้ในลำดับแรก และพรรคเอกภาพก็ได้เลือกปฏิบัติ ในเรื่องที่เป็นลำดับแรกดังกล่าวแล้ว เมื่อพรรคดำเนินการไม่ครบองค์ประกอบของความผิดตาม มาตรา 62 ทั้งสองส่วน จึงไม่มีเหตุให้ยุบพรรคตามนัย มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541
ศาลรัฐธรรมนูญส่งสำเนาคำชี้แจงของพรรคเอกภาพทั้งสองฉบับให้นายทะเบียนพรรค การเมืองพิจารณา หากประสงค์จะชี้แจงเพิ่มเติม ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคำร้องเพิ่มเติมต่อศาลรัฐธรรมนูญ ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน 2544 ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีพรรคเอกภาพไม่รายงานการดำเนินกิจการของพรรค การเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 โดยชี้แจงเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการตามนัย มาตรา 35 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 ได้ นั้น เห็นว่า เป็นเรื่องการดำเนินกิจการภายในของพรรค โดยเรื่องผู้มีอำนาจลงนามในการรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมือง แม้พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 จะกำหนดให้เป็นหน้าที่ของ หัวหน้าพรรค แต่หัวหน้าพรรคก็สามารถมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนทำการแทนได้ตามนัย มาตรา 20 วรรคสอง และปรากฏข้อเท็จจริงว่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2544 คณะกรรมการบริหารพรรคเอกภาพ มีจำนวน 6 คน ส่วนกรณีพรรคเอกภาพยื่น รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 ต่อคณะกรรมการการ เลือกตั้ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 ซึ่งไม่เป็นไปตามนัย มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 นั้น เห็นว่า เหตุผลที่พรรคเอกภาพชี้แจง เป็นเรื่องการดำเนินกิจการภายในของพรรคเอง สำหรับการจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุน ของพรรคการเมือง ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 หัวหน้าพรรคสามารถมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการบริหารพรรคทำการแทนได้ ตามนัย มาตรา 20 วรรคสอง ที่กล่าวแล้วข้างต้น ทั้งนี้ เมื่อพรรคเอกภาพได้รับเงินสนับสนุนจาก กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองประจำปี 2543 แล้ว จะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงิน สนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และยื่นต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544 ตาม มาตรา 62 การที่พรรคเอกภาพ ยื่นรายงานการใช้จ่ายเงินดังกล่าวให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 10 เมษายน 2544 ถือว่า พรรคเอกภาพไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามนัย มาตรา 62 ซึ่งเป็นเหตุให้ยุบพรรคเอกภาพ ตามนัย มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5)
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง คำร้องเพิ่มเติม พร้อมเอกสารประกอบ คำชี้แจงและ เอกสารประกอบคำชี้แจงของหัวหน้าพรรคเอกภาพแล้ว มีปัญหาต้องพิจารณาเบื้องต้นว่า การจัดทำ รายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคเอกภาพในรอบปี พ.ศ. 2543 เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 บัญญัติว่า "พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนต้องใช้จ่ายเงินสนับสนุน ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ และจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง และยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน เดือนมีนาคมของปีถัดไป" โดยที่กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองมีการจัดสรรเงินสนับสนุน แก่พรรคการเมืองเป็นรายปี มีทั้งการใช้จ่ายตามโครงการและแผนงานที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และการใช้จ่ายเรื่องค่าไปรษณียากร ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภค และด้านอื่น ๆ จึงจำเป็น ต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินดังกล่าวให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ส่วนระยะเวลาการจัดทำรายงาน การใช้จ่ายเงินซึ่งได้กำหนดไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 มีนาคม นั้น เพื่อเป็นการเร่งรัดพรรคการเมืองให้ดำเนินการภายในกำหนดเวลา ซึ่งก็สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จและยื่นต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้งในวันใดก็ได้ ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว การที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 บัญญัติให้พรรคการเมืองที่ได้รับเงิน สนับสนุนต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตาม ความเป็นจริง และต้องยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งภายในเดือนมีนาคมของปีถัดไป จึงถือเป็น บทบังคับให้พรรคการเมืองต้องกระทำทั้งสองอย่างประกอบกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งมิได้ ดังนั้น การที่พรรคเอกภาพจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในวันที่ 10 เมษายน 2544 จึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไปมีว่า กรณีมีเหตุที่จะสั่งให้ยุบพรรคเอกภาพ ตามคำร้องของนายทะเบียนพรรคการเมือง หรือไม่
พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 บัญญัติว่า "ให้หัวหน้าพรรคการเมืองจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทิน ที่ผ่านมาให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามวิธีการที่นายทะเบียนกำหนด และแจ้งให้นายทะเบียนทราบ ภายในเดือนมีนาคมของทุกปีเพื่อประกาศให้สาธารณชนทราบ เว้นแต่พรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นยังไม่ถึง เก้าสิบวันนับจนถึงวันสิ้นปีปฏิทิน" มาตรา 65 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือ ยุบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้... (5) ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม มาตรา 25 มาตรา 26 มาตรา 29 มาตรา 35 หรือ มาตรา 62 " และวรรคสอง บัญญัติว่า "เมื่อปรากฏต่อนายทะเบียนว่า พรรคการเมืองใดมีเหตุตามที่ระบุไว้ใน (1) (2) (3) หรือ (5) ให้นายทะเบียนยื่นคำร้องต่อศาล รัฐธรรมนูญภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ความปรากฏต่อนายทะเบียน เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่า มีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองตามคำร้องของนายทะเบียน ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ ยุบพรรคการเมืองนั้น"
พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่พรรคเอกภาพจัดทำรายงานการดำเนินกิจการของพรรค ในรอบปี พ.ศ. 2543 แล้วแจ้งให้นายทะเบียนพรรคการเมืองทราบในวันที่ 10 เมษายน 2544 ถือว่า ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพราะเป็นการยื่นต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง เกินเวลาที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 35 กำหนด และในกรณีที่พรรคเอกภาพจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปี พ.ศ. 2543 ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2544 ก็เช่นเดียวกัน ถือได้ ว่า ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด เพราะเป็นการยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเกิน เวลาที่พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 62 กำหนด คำชี้แจงของหัวหน้าพรรคเอกภาพที่อ้างว่าติดภารกิจในต่างจังหวัด และระหว่างที่หัวหน้าพรรคไม่อยู่ ไม่มีผู้มีอำนาจลงนามในรายงานการดำเนินกิจการของพรรค รวมทั้งรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุน ของพรรคการเมือง เพราะรองหัวหน้าพรรคซึ่งมีอยู่คนเดียวได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้า พรรคและกรรมการบริหารพรรค ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2544 นั้น ไม่มีเหตุผลพอที่จะรับฟังได้ เพราะหัวหน้าพรรคสามารถมอบหมายเป็นหนังสือให้กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งหรือ หลายคนทำการแทนได้ตามนัย มาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. 2541 และปรากฏข้อเท็จจริงว่า ณ วันที่ 31 มีนาคม 2544 คณะกรรมการบริหารพรรคเอกภาพ มีจำนวน 6 คน เมื่อ มาตรา 35 และ มาตรา 62 ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 เป็นบทบังคับให้พรรคการเมืองต่าง ๆ ต้องดำเนินการ แต่ผู้ถูกร้องไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบังคับดังกล่าว กรณีจึงมีเหตุที่จะสั่งยุบพรรคเอกภาพได้ตาม พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาตรา 65 วรรคหนึ่ง (5)
โดยเหตุดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 12 ต่อ 1 เสียง จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2541 มาตรา 65 วรรคสอง สั่งให้ยุบพรรคเอกภาพ


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update