กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 23/2545
วันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง หรือไม่


ศาลจังหวัดลำปางส่งคำร้องของผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 89/2544 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ปรากฏว่า บริษัทบางกอกแคปปิตอลเวนเจอร์ จำกัด เป็นโจทก์ ฟ้องนายอนุชา แสงภักดี ที่ 1 นายธนัท มะโนคำ ที่ 2 เป็นจำเลย ในความผิดฐาน โอนสิทธิเรียกร้อง เช่าซื้อ ค้ำประกัน และเรียกค่าเสียหาย เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 89/2544 สรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้เช่าซื้อรถยนต์จากบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ต่อมากระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการของ บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด และอยู่ระหว่างการชำระบัญชีโดยมีองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบัน การเงิน (ปรส.) เป็นผู้ดำเนินการแทน โจทก์ได้เช่าซื้อทรัพย์ประเภทสัญญาเช่าซื้อของบริษัทเงินทุนไทย ธำรง จำกัด จึงได้รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด ตามพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 เมื่อจำเลย ที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด เกินกว่า 2 งวดติดต่อกันอันเป็นการ ผิดสัญญา โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาเช่าซื้อดังกล่าวได้ติดตามทวงถาม แต่จำเลย ทั้งสองเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้
จำเลยทั้งสองยื่นคำให้การสรุปได้ว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้รับหนังสือบอกกล่าวการโอน สิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัทเงินทุนไทยธำรง จำกัด กับโจทก์ และไม่ได้ทำหนังสือยินยอมกับการโอน สิทธิเรียกร้องนั้น การโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และ จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดลำปางด้วยว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติว่า "การโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของบริษัทที่ถูกระงับ การดำเนินกิจการไปยังสถาบันการเงินอื่นให้กระทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของลูกหนี้ที่จะยก ข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อจำกัด สิทธิและเสรีภาพของบุคคล และมิได้มีผลบังคับเป็นการทั่วไป และมุ่งหมายใช้บังคับเพียงกรณีเดียวคือ เฉพาะการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเพียงไม่กี่รายรวมถึงบริษัทเงินทุน ไทยธำรง จำกัด กับโจทก์เท่านั้น ซึ่งเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง บทบัญญัติดังกล่าวจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 เป็นอันใช้บังคับมิได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ขอให้ศาลจังหวัดลำปางมีคำสั่งให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ศาลจังหวัดลำปางเห็นว่า ประเด็นที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ นั้น ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว จึงให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัย
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณาวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่ง กฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้องได้ระบุมาตราของพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ที่โต้แย้งว่าขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 อีกทั้ง มาตรา ดังกล่าวของพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างก็เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรานั้น ๆ กรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัย คือ พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง บัญญัติว่า "กฎหมายตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับ เป็นการทั่วไปและไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง ทั้งต้องระบุบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจในการตรากฎหมายนั้นด้วย"
พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 บัญญัติว่า "การโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการไปยังสถาบันการเงินอื่น ให้กระทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตาม มาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์"
พิจารณาแล้ว เห็นว่า พระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มีเหตุผลในการประกาศใช้เนื่องจากมีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูสถานะ การดำเนินการของสถาบันการเงินบางแห่งที่ประสบปัญหา ไม่สามารถดำเนินกิจการไปได้ตามปกติ และ คุ้มครองผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ของสถาบันการเงินเพื่อเรียกความเชื่อมั่นในระบบสถาบันการเงินกลับคืนมา สมควรกำหนดมาตรการในลักษณะของการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินอย่างเป็นระบบตามแนวทางสากล และจัดตั้งองค์การของรัฐขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินมาตรการดังกล่าว เพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะ ของสถาบันการเงิน ตลอดจนช่วยเหลือผู้ฝากเงินและเจ้าหนี้ที่สุจริตของสถาบันการเงินและโดยที่เป็นกรณี ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ในอันที่จะรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้ ซึ่งพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มีเจตนารมณ์ ในการตราเพื่อแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูสถานะการดำเนินการของสถาบันการเงินบางแห่ง ที่ประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินกิจการได้ โดยกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหา และจัดตั้งองค์การ ของรัฐเพื่อดำเนินการตามมาตรการดังกล่าว ทั้งนี้ พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ นี้ ใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทุกแห่งที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2540 และวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2540 มิได้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง พระราชกำหนด การปฏิรูปสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 27 จึงเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 27 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคสอง


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update