กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 25/2545
วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2545
เรื่อง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำโต้แย้งของจำเลย กรณีพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 16 (3) มาตรา 27 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำโต้แย้งของผู้ร้องซึ่งเป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3710/2543 เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ว่าพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 16 (3) และ มาตรา 27 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 48 และ มาตรา 50 หรือไม่
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ ปรากฏว่า กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ไทยนิวสปริ้นเปเปอร์ อินดัสตรี้ (1995) จำกัด ที่ 1 บริษัท ไทยสหะกาญจน์ อาหารสัตว์ จำกัด ที่ 2 บริษัท ซีไอซี อินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด หรือบริษัท สยามพัฒนาอุตสาหกรรม (1994) จำกัด ที่ 3 บริษัท ซีไอซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่ 4 นายพิธาณษ์ หรือ นายวิเชียร จันทาภากุล ที่ 5 นางเพ็ญนภา จันทาภากุล ที่ 6 นรต. สมชาย หรือนายสมชาย จันทาภากุล ที่ 7 เป็นจำเลยในข้อหาผิดสัญญากู้ยืม ตั๋วสัญญาใช้เงิน ค้ำประกันและจำนอง ตามคำร้องสรุปได้ว่า บริษัท ไทยนิวสปริ้นเปเปอร์ อินดัสตรี้ (1995) จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าสินเชื่อและเป็นลูกหนี้ของบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) โดยได้รับวงเงินสินเชื่อจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 250,000,000 บาท และเพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ของ จำเลยที่ 1 ที่มีต่อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 - 7 ได้เข้าทำสัญญา ค้ำประกัน กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ในวงเงินค้ำประกัน 250,000,000 บาท โดยจำเลยที่ 2 - 7 ยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 ได้จำนองที่ดินพร้อม สิ่งปลูกสร้าง รวม 62 โฉนด ในวงเงินจำนอง 250,000,000 บาท และยังได้จำนองที่ดินหนังสือ รับรองการทำประโยชน์ เป็นประกันการชำระหนี้ด้วย ต่อมาบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ถูกสั่งระงับการดำเนินกิจการ ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และองค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) อาศัยอำนาจตามกฎหมายได้นำสินเชื่อและหลักประกัน ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ออกขายและโอนสิทธิเรียกร้อง ให้แก่โจทก์ ก่อนฟ้องคดี โจทก์ได้ติดตามทวงถามให้จำเลยทั้งเจ็ดชำระหนี้แก่โจทก์หลายครั้ง แต่จำเลย ก็เพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดหรือผู้ร้องเป็นคดีดังกล่าว
 
    จำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำให้การต่อสู้คดีและมีประเด็นข้อโต้แย้ง สรุปได้ว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 16 (3) และ มาตรา 27 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดย มาตรา 7 ให้อำนาจ ปรส. ดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ มาตรา 8 ให้อำนาจ ปรส. กระทำการต่าง ๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ตาม มาตรา 7 ซึ่งอำนาจเช่นว่านี้ได้รวมถึง ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพยสิทธิต่าง ๆ สร้าง ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ รับจำนอง แลกเปลี่ยน โอน รับโอน หรือดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งในและนอกราชอาณาจักร ตลอดจน รับเงินหรือ ทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้ และรวมถึงให้ซื้อ ซื้อลด หรือรับช่วงซื้อลดตราสารแสดงสิทธิในหนี้ หรือ รับโอนสิทธิเรียกร้อง และ มาตรา 16 ให้คณะกรรมการ ปรส. มีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุม ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ ปรส. ภายในขอบวัตถุประสงค์ ตาม มาตรา 7 รวมถึงกำหนดวิธีการชำระ บัญชีและขายทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการที่ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ อีกทั้ง มาตรา 27 ยังบัญญัติว่า การโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนิน กิจการไปยังสถาบันการเงินอื่นให้กระทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตาม มาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
นอกจากนี้ การตราพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 โดย มีเหตุผลในการประกาศใช้ คือ "โดยที่มีความจำเป็นจะต้องแก้ไขปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟู สถานะการดำเนินการของสถาบันการเงินบางแห่งที่ประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินกิจการไปได้ตามปกติ" จากเหตุผลดังกล่าว ผู้ร้องเห็นว่า เป็นการตรากฎหมายโดยเลือกปฏิบัติ ซึ่งจะเห็นได้ว่า บริษัทเงินทุน หลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ซึ่งผู้ร้องเป็นลูกหนี้อยู่ และบรรดาลูกหนี้ชั้นดีในสถาบันการเงินอื่น ที่ถูกสั่งปิดกิจการมิได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นการใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือ แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง มิได้ใช้บังคับเป็นการทั่วไป ดังนั้น การกระทำตามพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ เป็นการให้อำนาจ ปรส. ใช้อำนาจเกินขอบเขตและเกินกว่าความจำเป็น ตามกฎหมายซึ่งบัญญัติมิให้มีผลบังคับทั่วไป แต่ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มบุคคลใดกลุ่มบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ และยังขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปรส. ได้เข้าบริหารสินทรัพย์และหนี้สินของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ต่าง ๆ ที่ถูกสั่งปิดกิจการ รวมทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ธนพล จำกัด (มหาชน) ที่ผู้ร้องเป็นหนี้อยู่ด้วย และได้นำทรัพย์สินและ สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ของบริษัทเงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เหล่านั้น ออกประมูลขายโดยมิชอบด้วย กฎหมาย ได้จำกัดสิทธิของผู้ร้องและมิได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบเพื่อให้ผู้ร้องเข้าร่วมประมูลแข่งขันทั้ง ๆ ที่ผู้ร้อง มีความสามารถที่จะเข้าร่วมประมูลแข่งขันได้ อันเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพและจำกัดสิทธิขั้นพื้นฐาน ในทรัพย์สินของผู้ร้องและบรรดาลูกหนี้ชั้นดี อันเป็นการขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพของบุคคล และการออกกฎหมายให้มีผลใช้บังคับแก่ กรณีใดกรณีหนึ่งหรือบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม จำกัดสิทธิ ในทรัพย์สิน และจำกัดเสรีภาพในการแข่งขันโดยเสรี ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้บัญญัติคุ้มครองไว้
ผู้ร้องเห็นว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 16 (3) มาตรา 27 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 48 และ มาตรา 50 ใช้บังคับไม่ได้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และยื่นคำร้องขอให้ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้รอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวและส่งข้อโต้แย้งดังกล่าวเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงส่งข้อโต้แย้งของผู้ร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 16 (3) มาตรา 27 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 48 และ มาตรา 50 หรือไม่
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณาวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่ง กฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้องโต้แย้งว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ มาตราต่าง ๆ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ รวมเจ็ด มาตรา นั้น มาตรา ดังกล่าวของพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ที่จำเลยกล่าวอ้างเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี และ ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรานั้น ๆ กรณีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญได้
ตามที่ผู้ร้องโต้แย้งว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ นั้น พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30จัตวา แห่งพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540..." พิจารณาแล้ว เห็นว่า ที่ผู้ร้องโต้แย้งในส่วนนี้ หมายถึง พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30จัตวา
ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 16 (3) มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี มาตรา 30จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 48 และ มาตรา 50 หรือไม่ ซึ่งประเด็น ดังกล่าวนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 16 (3) มาตรา 27 และ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี มาตรา 30จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 มาตรา 26 มาตรา 27 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 48 และ มาตรา 50 ตามนัยคำวินิจฉัยที่ 24/2545 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2545
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น เมื่อได้มีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นตามคำร้องนี้ ไว้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นตามคำร้องนี้ซ้ำอีก


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update