กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 26 - 34/2545
วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2545
เรื่อง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งส่งคำโต้แย้งของจำเลย กรณีพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ


ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งส่งคำร้องของจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องรวมเก้าคำร้อง เพื่อขอ ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ดังนี้
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ส่งคำโต้แย้งของจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้อง จำนวนห้าคำร้อง โต้แย้งว่าการตรา พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 48 คือ
1. คดีหมายเลขดำที่ 7017/2543 กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล โจทก์ นายวีระชัย เอื้อวิไลจิต จำเลย
2. คดีหมายเลขดำที่ 18023/2543 กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โจทก์ นางอภิราพร ไพบูลย์ ที่ 1 นายวีระชัย เอื้อวิไลจิต ที่ 2 จำเลย
3. คดีหมายเลขดำที่ 9121/2543 กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โจทก์ นายลิขิต หงส์ลดารมภ์ ที่ 1 นายพรไชย เจติยภาคย์ ที่ 2 นายวีระชัย เอื้อวิไลจิต ที่ 3 และนายชัยพงษ์ ธรรมพีร ที่ 4 จำเลย โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร้อง
4. คดีหมายเลขดำที่ 11342/2543 กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โจทก์ บริษัทอีส จีโอ-ซิสเต็ม จำกัด ที่ 1 บริษัทซีวิล เอนจิเนียริ่ง จำกัด ที่ 2 จำเลย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร้อง
5. คดีหมายเลขดำที่ 11620/2543 กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โจทก์ นายสุพจน์ ธัมประพาสอัศดร จำเลย
ศาลแพ่งส่งคำโต้แย้งของจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้อง จำนวนสี่คำร้อง โต้แย้งว่าการตราพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงินทั้งสองฉบับ และบทบัญญัติบางมาตราแห่งพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงินทั้งสองฉบับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำโต้แย้งลักษณะเดียวกับ คำโต้แย้งของจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีของศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่กล่าวข้างต้น คือ
 
    1. คดีหมายเลขดำที่ 8125/2543 กองทุนรวมบางกอกแคปปิตอล โจทก์ บริษัท เพาเวอร์-พี จำกัด (มหาชน) ที่ 1 นายวีระชัย เอื้อวิไลจิต ที่ 2 และนายเสนอ ตระกูลสุข ที่ 3 จำเลย โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร้อง
2. คดีหมายเลขดำที่ 8986/2543 กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โจทก์ บริษัทไทยเทคนิคก่อสร้าง จำกัด ที่ 1 บริษัทซีวิล เอนจิเนียริ่ง จำกัด ที่ 2 นายชัยวัล อัศวศิริสุข ที่ 3 และ นายสุเทพ เกริกกฤตยา ที่ 4 จำเลย โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ร้อง
3. คดีหมายเลขดำที่ 8995/2543 กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โจทก์ บริษัทอี. ที. เอ็ม. คอนส์ (1995) จำกัด ที่ 1 บริษัทซีวิล เอนจิเนียริ่ง จำกัด ที่ 2 นายชัยวัล อัศวศิริสุข ที่ 3 นางงามนิตย์ พยุงกิจสมบัติ ที่ 4 และนายประเสริฐ อุดมมังกร ที่ 5 โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็น ผู้ร้อง
4. คดีหมายเลขดำที่ 11294/2543 กองทุนรวมแกมม่าแคปปิตอล โจทก์ บริษัทพรหม มหาราชแผ่นดินทอง จำกัด ที่ 1 บริษัทซีวิล เอนจิเนียริ่ง จำกัด ที่ 2 นายชัยวัล อัศวศิริสุข ที่ 3 และ นายวรวิทย์ วีรบวรพงศ์ ที่ 4 จำเลย โดยจำเลยที่ 3 เป็นผู้ร้อง
คำร้องทั้งเก้าคำร้อง ที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่ง ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา วินิจฉัยมีข้อเท็จจริงทำนองเดียวกัน สรุปว่า โจทก์เป็นผู้ซื้อสินทรัพย์สินเชื่อธุรกิจรวมทั้งสิทธิเรียกร้อง ของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมของจำเลย จากองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ผู้ดำเนินการขายทรัพย์สินเพื่อการชำระบัญชีของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวการรับโอน สิทธิเรียกร้องในหนี้สินของจำเลยจากบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ดังกล่าว และได้ทวงถาม ไปยังจำเลยให้ชำระหนี้ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยชำระหนี้
จำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องทั้งเก้าคำร้องยื่นคำให้การและโต้แย้งต่อศาลในส่วนที่เกี่ยวกับพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญทำนองเดียวกัน สรุปได้ว่า องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) ไม่มีฐานะเป็นผู้ขายและไม่มีอำนาจดำเนินการขาย สินทรัพย์ สินเชื่อ และสิทธิเรียกร้องอื่นของบริษัทเงินทุนและบริษัทหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เพราะพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ซึ่งมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดตั้งและกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ปรส. เป็นพระราชกำหนดที่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก
ก. พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2540 เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 แต่การตรากฎหมายดังกล่าวไม่ได้อ้างบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจ ในการตรากฎหมายอันเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคล และแม้ในการตราพระราชกำหนด ฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ซึ่งมีผลใช้บังคับ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2541 จะอ้างบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 48 ก็ไม่ได้ทำให้พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 ที่ขัดต่อ รัฐธรรมนูญ เป็นอันใช้บังคับได้ พระราชกำหนดทั้งสองฉบับจึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง ประกอบ มาตรา 48 เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ตาม มาตรา 6
ข. พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ซึ่งบัญญัติเพิ่มบทบัญญัติของพระราช กำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 คือ มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30จัตวา ได้บัญญัติขึ้นเพื่อรองรับการดำเนินการใช้อำนาจของ ปรส. แต่ไม่ คำนึงถึงสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินที่ได้รับความคุ้มครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเกี่ยวกับการโอนสิทธิเรียกร้อง และการขายทอดตลาดอันเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 ประกอบกับ มาตรา 48 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงขอให้ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งรอการพิจารณาคดี และเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 กรณีกฎหมายขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้และศาลแพ่งพิจารณาแล้ว ให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นของจำเลยซึ่งเป็นผู้ร้องดังกล่าวเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว เห็นว่าคำร้องทั้งเก้าคำร้อง มีประเด็นที่ต้องพิจารณาวินิจฉัย เป็นอย่างเดียวกัน จึงให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน และเห็นว่า ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะ พิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยเบื้องต้นมีว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะรับ คำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่ง กฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติ มาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลรอการพิจารณา พิพากษาคดีไว้ชั่วคราว และส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้องได้ระบุมาตราของพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบัน การเงิน ฯ ที่โต้แย้งว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 28 อีกทั้ง มาตรา ดังกล่าวของ พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ฯ ที่จำเลยกล่าวอ้างก็เป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาล จะใช้บังคับแก่คดี และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรานั้น ๆ กรณีเป็นไป ตามหลักเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญได้
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยมี 2 ประเด็น คือ
ประเด็นที่หนึ่ง การตราพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 หรือไม่
ประเด็นที่สอง พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30 จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 48 หรือไม่
ประเด็นที่หนึ่ง การตราพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 และ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 และ มาตรา 48 หรือไม่
พิจารณาแล้ว เห็นว่า คำร้องทั้งเก้าคำร้องนี้ ผู้ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ซึ่ง มาตรา 264 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยในกรณีที่ คู่ความหรือศาลอ้างว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดี ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ผู้ร้องโต้แย้ง เกี่ยวกับกระบวนการตรากฎหมายไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้โต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในประเด็นนี้ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ได้
ประเด็นที่สอง พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี และ มาตรา 30จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 48 หรือไม่
ประเด็นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วว่า พระราชกำหนด การปฏิรูประบบสถาบันการเงิน พ.ศ. 2540 มาตรา 30ทวิ มาตรา 30ตรี มาตรา 30จัตวา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชกำหนดการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 4 ไม่ขัดหรือ แย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และ มาตรา 48 ตามนัยคำวินิจฉัยที่ 24/2545 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2545 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยคำร้องในประเด็นที่หนึ่งว่า กรณี ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 264 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย และวินิจฉัยในประเด็นที่สองว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 24/2545 ไว้แล้ว จึงไม่จำต้อง วินิจฉัยประเด็นนี้ซ้ำอีก


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update