กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 3-4/2545
วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2545
เรื่อง วุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 และประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาขอให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) (กรณีสภาผู้แทน ราษฎรยืนยันร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... โดยไม่รอผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว ของวุฒิสภา)


คำร้องที่ 1 ประธานวุฒิสภาส่งคำร้อง ตามมติที่ประชุมวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีสภาผู้แทน ราษฎรลงมติยืนยันร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ที่ต้อง ยับยั้งไว้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 โดยไม่รอผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้วของวุฒิสภา ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ และคำร้องที่ 2 ประธานวุฒิสภา ส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 103 คน ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องทั้งสอง สรุปได้ว่า
ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญ นิติบัญญัติ) วันที่ 1 สิงหาคม 2544 และได้เสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อวุฒิสภา วุฒิสภา ได้พิจารณาและมีมติแก้ไขเพิ่มเติมในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันที่ 27 กันยายน 2544 และส่งร่างพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้ว มีมติไม่เห็นชอบกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา ในคราวประชุม ครั้งที่ 24 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันที่ 18 ตุลาคม 2544 และมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้วได้เสนอรายงาน และร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวต่อสภาทั้งสอง โดยสภาผู้แทนราษฎรนำบรรจุเข้าวาระการประชุม ครั้งที่ 33 (สมัยสามัญนิติ บัญญัติ) วันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 ส่วนวุฒิสภาบรรจุเข้าวาระการประชุม ครั้งที่ 37 (สมัยสามัญ นิติบัญญัติ) วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของ คณะกรรมาธิการร่วมกันแล้ว มีมติไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกัน พิจารณาเสร็จแล้ว และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอญัตติต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า เนื่องจาก ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน จึงขอให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรใช้สิทธิ ยืนยันร่างพระราชบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ต่อไปทันที มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปราย ท้วงติงว่า ควรรอให้วุฒิสภาใช้สิทธิพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการร่วมกันก่อน จากนั้น สภาผู้แทนราษฎรจึงจะใช้สิทธิยืนยันร่างพระราชบัญญัติได้ ในที่สุดที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติว่า สภาผู้แทนราษฎรสามารถใช้สิทธิยืนยันร่างพระราชบัญญัติได้โดยไม่ต้องรอการพิจารณาของวุฒิสภา และ มีมติยืนยันให้ใช้ร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือ ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2544 แจ้งผลการประชุมให้วุฒิสภาทราบพร้อมทั้งแจ้งว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้ถือว่าผ่านความเห็นชอบ ของรัฐสภาแล้ว และจะส่งให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อพระมหากษัตริย์ ทรงลงพระปรมาภิไธย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 ต่อไป
 
    ในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 37 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันที่ 23 พฤศจิกายน 2544 ประธานวุฒิสภาแจ้งให้ที่ประชุมวุฒิสภาทราบถึงหนังสือแจ้งการยืนยันร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จากประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมทั้งหารือสมาชิกวุฒิสภาว่า วุฒิสภาควรจะปฏิบัติต่อไปอย่างไร สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่เห็นว่า การใช้สิทธิยืนยันร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่รอให้ วุฒิสภาพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมาธิการร่วมกันก่อนนั้น มีปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนี้
การยืนยันร่างพระราชบัญญัติโดยสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 นั้น มีปัญหาในกระบวนการนิติบัญญัติว่า สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องรอให้วุฒิสภาพิจารณาร่างพระราช บัญญัติของคณะกรรมาธิการร่วมกันก่อนหรือไม่
ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรจำเป็นต้องรอให้วุฒิสภาพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการร่วมกันให้แล้วเสร็จ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา ข้อ 123 เสียก่อน จากนั้นจึงใช้สิทธิยืนยันร่างพระราชบัญญัติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ได้ หากข้ามขั้นตอนนี้ไปถือเป็นการใช้สิทธิโดยผิดพลาด มติของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 จึงไม่มีผลบังคับ ไม่อาจถือว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ด้วยเหตุผลดังนี้
1. "กระบวนการนิติบัญญัติ" รัฐธรรมนูญ มาตรา 92 บัญญัติว่า ร่างพระราชบัญญัติใด จะตราเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา เมื่อร่างพระราชบัญญัติได้รับความ เห็นชอบของรัฐสภาแล้ว นายกรัฐมนตรีจึงจะนำขึ้นทูลเกล้า ฯ ต่อไปตาม มาตรา 93 และ มาตรา 90 บัญญัติให้รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ
โดยนัยข้างต้นการประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ต้องเป็นไปตามกระบวนการ นิติบัญญัติที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ หากไม่เป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติแล้ว มติดังกล่าวก็จะไม่มี ผลทางกฎหมายเป็นการใช้อำนาจของรัฐสภา
2. "กระบวนการกลั่นกรองกฎหมายโดยกลไกวุฒิสภา" หากเปรียบเทียบอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาในงานนิติบัญญัติแล้ว กล่าวได้ว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง วุฒิสภามีเพียงอำนาจท้วงติง ยับยั้งความเห็นของสภาผู้แทนราษฎรได้ระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ในที่สุดแล้ว ขึ้นอยู่กับการชี้ขาดของสภาผู้แทนราษฎรว่า จะเห็นเช่นใด ในงานนิติบัญญัตินั้นเหตุที่มีวุฒิสภา ด้วย มุ่งหวังจะให้มีการตรวจทาน ท้วงติง กลั่นกรองเป็นสำคัญ เมื่อใดที่ทั้งสองสภาได้ทำหน้าที่โดยเต็มที่และ เป็นอิสระจากกัน นับได้ว่า สมวัตถุประสงค์ตามรัฐธรรมนูญ
ขั้นตอนกระบวนการกลั่นกรองที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ และสภาผู้แทน ราษฎรไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 175 และ มาตรา 176 บัญญัติไว้ ดังนี้
(1) รัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้สภาทั้งสองส่งผู้เหมาะสม จำนวนเท่ากัน ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้น โดยมุ่งหาข้อยุติ ที่ทั้งสองสภาน่าจะเห็นพ้องกันได้ เพื่อนำมาเสนอให้สภาทั้งสองพิจารณา
(2) รัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้คณะกรรมาธิการร่วมกัน รายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ ร่วมกันได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 93 ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไว้ก่อน
บทบัญญัติข้างต้น ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติจะถูกยับยั้งต้องเป็นไป ตามองค์ประกอบ กล่าวคือ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้สภาทั้งสองต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของคณะ กรรมาธิการร่วมกัน จนเสร็จสิ้นทั้งสองสภาเสียก่อน และปรากฏผลว่า สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย กับร่างพระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการร่วมกัน ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน
เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ในวันดังกล่าววุฒิสภายังมิได้ประชุมพิจารณาข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการร่วมกัน จึงยังไม่เสร็จสิ้นขั้นตอน จึงต้องถือว่า ในวันดังกล่าวร่างพระราชบัญญัตินี้ ยังไม่ถูกยับยั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 ต่อเมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาและแจ้งผลให้ประธานรัฐสภา ทราบแล้ว จึงถือได้ว่า ร่างพระราชบัญญัตินั้นถูกยับยั้ง และสิทธิยืนยันร่างพระราชบัญญัติของสภาผู้แทน ราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 จึงเกิดขึ้น
(3) ในกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการร่วมกัน ได้เข้าสู่การพิจารณาของ ทั้งสองสภาแล้ว และไม่สามารถได้ความเห็นพ้องจากทั้งสองสภาได้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 175 ให้ "ยับยั้ง" ร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน แล้วชี้ขาดร่างพระราชบัญญัตินั้นโดยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อไป ภายในเวลาที่กำหนดไว้ โดย มาตรา 176 บัญญัติว่า สภาผู้แทนราษฎร จะยกร่างพระราชบัญญัตินั้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ต่อเมื่อพ้นระยะเวลา 180 วันไปแล้ว เว้นแต่ในกรณี ที่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรอาจยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที โดยไม่ต้อง อยู่ในบังคับกำหนดเวลา 180 วัน
คำว่า "ทันที" ใน มาตรา 176 วรรคสอง ที่ประชุมวุฒิสภาเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติ นั้นจะต้องถูกยับยั้งโดยรัฐธรรมนูญก่อน เมื่อถูกยับยั้งแล้วสภาผู้แทนราษฎรจึงจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที นับแต่ร่างพระราชบัญญัตินั้นถูกยับยั้ง ซึ่งในที่นี้ คือ นับแต่วุฒิสภาได้พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ ร่วมกันแล้ว หาใช่นับแต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่เห็นชอบในรายงานของคณะกรรมาธิการร่วมกันแต่ อย่างใดไม่
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ที่ประชุมวุฒิสภาจึงได้ลงมติด้วยเสียงข้างมากว่า มติยืนยันร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... โดยสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 เป็นการกระทำที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนสำคัญที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ จึงยัง ถือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว กรณียังต้องให้ที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามรายงานของคณะกรรมาธิการร่วมกัน จนเป็นที่ยุติก่อน จากนั้นสภาผู้แทนราษฎรจึงจะใช้สิทธิยืนยันร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้
การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงมากกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยที่วุฒิสภายังมิได้มีการพิจารณาร่าง พระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการร่วมกัน จึงเท่ากับขาดองค์ประกอบสำคัญในการพิจารณาร่างพระราช บัญญัติของคณะกรรมาธิการร่วมกัน ที่จะต้องผ่านการพิจารณาของทั้งสองสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) ดังนั้น การที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือแจ้งว่า ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 แล้วนั้น ถือว่า กระบวนการตรา พระราชบัญญัติดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และ มาตรา 176 หรือไม่
คำร้องที่ 1 วุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ของวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ดังนี้
1. การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการร่วมกัน แต่วุฒิสภายังไม่ได้พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว จะถือว่า ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ถูกยับยั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 หรือไม่
2. ถ้าศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า กรณีเช่นนี้มิใช่เป็นการยับยั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันตามร่างเดิม และให้ถือว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นอันได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว มติของสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
3. การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันตามร่างเดิมทันทีโดยไม่รอผลการพิจารณาของ วุฒิสภา ทำให้วุฒิสภาไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ กล่าวคือ ไม่สามารถพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวตามที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเสนอได้ กรณีเช่นนี้ถือว่า อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาถูกตัดทอนไป หรือไม่
ตามคำร้องมีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาก่อนว่า การที่วุฒิสภาเสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัยนั้น เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 หรือไม่
พิจารณาแล้ว ตามคำร้องเป็นเรื่องที่วุฒิสภาซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญเห็นว่า มีปัญหา เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎร และมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้ส่งปัญหา มายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย กรณีจึงเป็นการเสนอเรื่องพร้อมความเห็น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 และเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
คำร้องที่ 2 ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 103 คน ซึ่งเห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไม่ ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) ว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยที่วุฒิสภายังมิได้มีการพิจารณาร่างพระราช บัญญัติของคณะกรรมาธิการร่วมกัน กระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และ มาตรา 176 หรือไม่
มีประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาก่อนว่า ตามที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) หรือไม่
พิจารณาแล้ว เห็นว่า สมาชิกวุฒิสภา 103 คน คิดเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบ ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของ องค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ โดยเข้าชื่อเสนอ ความเห็นต่อประธานวุฒิสภา และประธานวุฒิสภาส่งความเห็นดังกล่าวมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย กรณีเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับเรื่องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้
ศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา เสนอความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัยภายในเวลาที่กำหนด แต่เมื่อครบกำหนดแล้วไม่มีองค์กรใด ส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ
เนื่องจากข้อเท็จจริงตามคำร้องทั้งสองเป็นเรื่องเดียวกัน ศาลรัฐธรรมนูญจึงรวมประเด็น วินิจฉัยทั้งสองคำร้องไว้ในคำวินิจฉัยเดียวกัน
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องที่ 1 และคำร้องที่ 2 แล้ว กำหนดประเด็นที่ต้องพิจารณา วินิจฉัยว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานของ องค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการร่วมกัน โดยวุฒิสภายังไม่ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว จะถือว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการ ดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ถูกยับยั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ และการที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงมากกว่า กึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร โดยวุฒิสภายังไม่ได้พิจารณาร่าง พระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว กระบวนการตราพระราชบัญญัติดังกล่าว ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และ มาตรา 176 หรือไม่
พิจารณาแล้ว กระบวนการตราพระราชบัญญัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในกรณีตาม คำร้องมีดังนี้
" มาตรา 90 รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา
รัฐสภาจะประชุมร่วมกันหรือแยกกัน ย่อมเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 92 ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญจะตราขึ้น เป็นกฎหมายได้ก็แต่โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
มาตรา 93 ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่ได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายภายในยี่สิบวันนับ แต่วันที่ได้รับร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นจากรัฐสภา เพื่อ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับเป็น กฎหมายได้
มาตรา 175 ภายใต้บังคับ มาตรา 180 เมื่อวุฒิสภาได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือ ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว
(1) ถ้าเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 93
(2) ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติหรือร่าง พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไว้ก่อน และส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎร
(3) ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญตามที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยกับการแก้ไข เพิ่มเติม ให้ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 93 ถ้าเป็นกรณีอื่น ให้แต่ละสภาตั้งบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็น สมาชิกแห่งสภานั้น ๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น และให้คณะกรรมาธิการ ร่วมกันรายงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ ร่วมกันได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราช บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 93 ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ นั้นไว้ก่อน ...............ฯลฯ...............
มาตรา 176 ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องยับยั้ง ไว้ตาม มาตรา 175 นั้น สภาผู้แทนราษฎรจะยกขึ้นพิจารณาใหม่ได้ต่อเมื่อเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวันได้ ล่วงพ้นไปนับแต่วันที่วุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นคืนไป ยังสภาผู้แทนราษฎร สำหรับกรณีการยับยั้งตาม มาตรา 175 (2) และนับแต่วันที่สภาใดสภาหนึ่งไม่ เห็นชอบด้วย สำหรับกรณีการยับยั้งตาม มาตรา 175 (3) ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติ ยืนยันร่างเดิมหรือร่างที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 93
ถ้าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องยับยั้งไว้เป็นร่าง พระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน สภาผู้แทนราษฎรอาจยกร่างพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นพิจารณาใหม่ได้ทันที ในกรณีเช่นว่านี้ ถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมหรือร่าง ที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น เป็นอันได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา และให้ดำเนินการต่อไปตาม มาตรา 93 "
จึงเห็นว่ากระบวนการตราพระราชบัญญัติ จะต้องผ่านการพิจารณาของทั้งสองสภาก่อน จึงจะถือว่าได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว ซึ่งเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 ที่บัญญัติว่า "ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญจะตราขึ้นเป็นกฎหมายได้ก็แต่โดย คำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา" และ มาตรา 90 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทน ราษฎรและวุฒิสภา" กรณีร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... เป็นเรื่องที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว และสภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมของวุฒิสภา จึงมีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาร่างพระราช บัญญัติดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) เมื่อคณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จแล้ว จึงเสนอรายงานและร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกัน ได้พิจารณาแล้วต่อสภาทั้งสอง ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้ทั้งสองสภา คือ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว เสียก่อน ถ้าสภาทั้งสองต่างเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว ให้ดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 93 ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย ก็ให้ยับยั้งร่าง พระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อน ซึ่งหมายความว่า การที่สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้ว อันเป็นผลให้ร่างพระราชบัญญัติถูกยับยั้งนั้น ทั้งสองสภา จะต้องได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาแล้วให้ครบถ้วนตามขั้นตอนการ ตราพระราชบัญญัติที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เสียก่อน ซึ่งเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 92 และหากปรากฏ ผลว่า สภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย จึงให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้
ดังนั้น การที่สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาและลงมติไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ที่คณะกรรมาธิการร่วมกันเสนอในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2544 จึงยังถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ถูกยับยั้ง จนกว่าวุฒิสภาจะได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมาธิการร่วมกันได้พิจารณาแล้วเสียก่อน ทั้งนี้ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) เมื่อร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังไม่ถูกยับยั้ง สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่สามารถยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ในทันที และลงมติยืนยัน ให้ใช้ร่างเดิมของสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 ได้ แม้ร่างพระราชบัญญัตินั้นจะเป็น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินก็ตาม เพราะเป็นการตัดทอนอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบ มาตรา 90 และ มาตรา 92 ดังนั้น กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ได้รับความเห็นชอบของ รัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176
รัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า "ร่างพระราชบัญญัติหรือร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อ พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยตาม มาตรา 93 หรือร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันตาม มาตรา 94 ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง
(1) หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกัน มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสิบของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา เห็นว่าร่างพระราช บัญญัติดังกล่าวมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญนี้ ให้เสนอความเห็นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี แล้วให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ส่งความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย และแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบโดยไม่ชักช้า"
ดังนั้น เมื่อยังถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 176 จึงไม่จำเป็นต้อง วินิจฉัยประเด็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 262 วรรคหนึ่ง (1)
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก จำนวน 8 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุจิต บุญบงการ นายอมร รักษาสัตย์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง วินิจฉัยว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่เห็นชอบด้วย กับร่างพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการ ร่วมกัน โดยวุฒิสภายังไม่ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณา เสร็จแล้ว ยังถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกยับยั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และสภาผู้แทนราษฎรไม่อาจยกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว เมื่อยังถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติ ดังกล่าวถูกยับยั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และยังถือไม่ได้ว่า ได้รับความเห็นชอบ ของรัฐสภาแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นที่ว่า กระบวนการตราพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 (3) และ มาตรา 176 หรือไม่อีก
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 6 คน คือ นายจุมพล ณ สงขลา พลโท จุล อติเรก นายสุจินดา ยงสุนทร นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ วินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ถูกยับยั้งไว้ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) แล้ว ดังนั้น การที่สภาผู้แทนราษฎรใช้สิทธิยืนยันร่างเดิมของ สภาผู้แทนราษฎรด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทน ราษฎร แม้วุฒิสภาจะยังมิได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้วก็ตาม กระบวนการตราพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และ มาตรา 176 แล้ว
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่า การที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติ ไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ของ คณะกรรมาธิการร่วมกัน โดยวุฒิสภายังไม่ได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่คณะกรรมาธิการ ร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว ยังถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวถูกยับยั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว และเมื่อได้วินิจฉัยแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่า ถูกยับยั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และถือไม่ได้ว่า ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา จึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นที่ว่า กระบวนการตราพระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานขององค์การห้ามอาวุธเคมี พ.ศ. .... ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 175 วรรคหนึ่ง (3) และ มาตรา 176 หรือไม่อีก


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update