กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 38/2545
วันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง


ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องพร้อมความเห็นเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหากรรมการ การเลือกตั้ง
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบ สรุปได้ดังนี้
คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 ได้พิจารณา สรรหาผู้มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 137 ซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวนห้าคน เสนอต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2544 คือ นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี พลตำรวจโท วาสนา เพิ่มลาภ นายวีระชัย แนวบุญเนียร พลเอก ศิรินทร์ ธูปกล่ำ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ส่วนที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาได้พิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งจำนวนห้าคนเสนอ ต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2544 คือ นายชูชาติ ศรีแสง นายอุดม เฟื่องฟุ้ง นายปริญญา นาคฉัตรีย์ นายปรีชา ธนานันท์ และนายพิศาล พิริยะสถิต
วุฒิสภาได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นคณะหนึ่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 135 ประกอบกับข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2544 ทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติและความประพฤติ ของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งรวบรวมข้อเท็จจริงและพยาน หลักฐานอันจำเป็น และรายงานต่อวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป คณะกรรมาธิการดังกล่าว คือ "คณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติและความประพฤติของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ ให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง" ได้ตรวจสอบกระบวนการสรรหากรรมการการเลือกตั้งของ คณะกรรมการสรรหา ฯ แล้ว ปรากฏว่า มีผู้สมัครและมีผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาจำนวน ห้าสิบห้าคน ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการสรรหา ฯ ได้ประชุมลงคะแนน รวม 7 ครั้ง ดังนี้
รอบที่ 1 กรรมการสรรหาแต่ละคนเลือกได้ไม่เกินคนละ 5 คะแนน มีผู้ได้คะแนน ไม่น้อยกว่าสามในสี่ หนึ่งคน คือ พลตำรวจโท วาสนา เพิ่มลาภ
รอบที่ 2 ลงคะแนนคนละไม่เกิน 4 คะแนน มีผู้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ หนึ่งคน คือ นายวีระชัย แนวบุญเนียร
รอบที่ 3 ลงคะแนนคนละไม่เกิน 3 คะแนน มีผู้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ หนึ่งคน คือ นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี
รอบที่ 4 ลงคะแนนคนละไม่เกิน 2 คะแนน มีผู้สมัครสามคนได้คะแนน 6 , 7 และ 6 จึงไม่มีผู้ใดได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่
รอบที่ 5 ลงคะแนนไม่เกินคนละ 2 คะแนน อีกครั้งหนึ่ง ปรากฏผลคะแนน เช่นเดียวกับรอบที่ 4 จึงไม่มีผู้ใดได้รับคัดเลือก
หลังจากรอบที่ 5 คณะกรรมการสรรหา ฯ ได้เปลี่ยนกติกาใหม่ให้นำผู้สมัครเฉพาะผู้ได้ คะแนนสูงสุด 3 คน คือ พลเอก ศิรินทร์ ธูปกล่ำ นายพยนต์ พันธุ์ศรี และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร มาลงคะแนน โดยให้กรรมการสรรหาลงคะแนน คนละ 1 คะแนน แล้วให้ตัดผู้ได้คะแนนต่ำสุดออกไป จากนั้นจึงนำสองคนที่เหลือมาลงคะแนนอีกครั้งหนึ่งจึงปรากฏผล ดังนี้
รอบที่ 6 ลงคะแนน คนละ 1 คะแนน (เพื่อคัดผู้ได้คะแนนต่ำสุดออก) ผลปรากฏว่า พลเอก ศิรินทร์ ฯ และนายสมชัย ฯ ได้คนละ 4 คะแนน นายพยนต์ ฯ ได้ 2 คะแนน นายพยนต์ ฯ จึงถูกตัดออกจากบัญชีไป
รอบที่ 7 ลงคะแนน คนละ 2 คะแนน ปรากฏว่า พลเอก ศิรินทร์ ฯ และนายสมชัย ฯ ได้คะแนนเต็มคนละ 10 คะแนน คณะกรรมการสรรหา ฯ จึงเสนอชื่อบุคคลทั้งสองและอ้างว่าได้คะแนน ไม่น้อยกว่าสามในสี่
 
    คณะกรรมาธิการสามัญ ฯ จึงได้มีหนังสือเสนอรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สามัญ ฯ ต่อประธานวุฒิสภา
วุฒิสภาในคราวประชุม ครั้งที่ 21 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม 2544 พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการสามัญ ฯ แล้ว ได้ลงมติเลือกกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน คือ พลตำรวจโท วาสนา เพิ่มลาภ พลเอก ศิรินทร์ ธูปกล่ำ นายวีระชัย แนวบุญเนียร นายจรัล บูรณพันธุ์ศรี และนายปริญญา นาคฉัตรีย์ ทั้งนี้ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2544
ต่อมา พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ สมาชิกวุฒิสภา กับคณะ รวมสี่สิบเอ็ดคน ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2544 เสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภา สรุปว่า การตัดสิทธิ ผู้สมัครในการลงคะแนนทั้ง 2 รอบดังกล่าว มีประเด็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ว่า
(1) คณะกรรมการสรรหา ฯ มีอำนาจตัดสิทธิผู้สมัครอื่น ๆ ได้หรือไม่ และการกระทำดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
(2) มติสามในสี่ ที่เกิดจากการลงคะแนนในรอบที่ 7 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หากไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ฯ จะถือว่ารายชื่อที่คณะกรรมการสรรหา ฯ นำเสนอต่อประธาน วุฒิสภามีเพียงสามคน ได้หรือไม่ ส่วนรายชื่อที่ขาดอีกสองคนจะต้องดำเนินการเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (3) ใช่หรือไม่
(3) หากพบว่ากระบวนการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา ฯ ไม่ชอบด้วย กฎหมาย วุฒิสภามีอำนาจปฏิเสธรายชื่อและส่งกลับเพื่อพิจารณาใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้ได้บุคคลผู้ซึ่งเป็น กลางทางการเมืองและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 136 ได้หรือไม่
คณะสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าวจึงเห็นว่า ขณะนี้ได้เกิดปัญหาข้อขัดแย้งในการปฏิบัติหน้าที่ ของวุฒิสภาขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคณะกรรมาธิการสามัญ ฯ สมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมการสรรหา ฯ ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 ซึ่งอยู่ในหมวด 6 ว่าด้วยรัฐสภา อันเป็นปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญของวุฒิสภา และ คณะกรรมการสรรหา ฯ ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฯ จึงจำเป็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย ปัญหานี้เพื่อยุติข้อโต้แย้งอันเป็นแนวปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและคณะกรรมการสรรหา ฯ ต่อไป คณะสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว จึงได้ร่วมกันเสนอความเห็นต่อประธานรัฐสภาเพื่อใช้อำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยปัญหาความขัดแย้งในทางปฏิบัติทั้ง 3 ประการข้างต้น ว่าสามารถจะกระทำได้หรือไม่ เพียงใด
ประธานรัฐสภาพิจารณาแล้วเห็นว่า สมาชิกวุฒิสภาทั้งสี่สิบเอ็ดคน ได้โต้แย้งอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ว่ากระบวนการพิจารณาสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ จึงเป็นกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ที่มีผลกระทบต่อ การปฏิบัติหน้าที่ของวุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติให้ประธานรัฐสภามีอำนาจเสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา วินิจฉัยได้ และหากศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัยปัญหาข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นนี้ให้เป็นบรรทัดฐาน ดังเช่นที่ได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในหลายกรณี ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และการ ปฏิรูปการเมือง จึงส่งเรื่องดังกล่าวมาเพื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ดังนี้
1. คณะกรรมการสรรหา ฯ มีอำนาจตัดสิทธิผู้สมัครอื่น ๆ ในรอบที่ 6 จำนวน สี่สิบเก้าคน ไม่นำมารวมเพื่อลงคะแนนสรรหาดังกล่าว หรือไม่ และการดำเนินการของคณะกรรมการ สรรหา ฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
2. การลงมติในรอบที่ 7 แม้จะมีคะแนนเสียงในการเสนอชื่อไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จะถือว่าเป็นมติที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หากไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ จะถือว่าคณะกรรมการสรรหา ฯ เสนอรายชื่อผู้ซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวนสองคน หรือต้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผู้ซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งแทน หรือไม่
3. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตาม 1 และ 2 แล้ว เห็นว่ากระบวนการ สรรหาของคณะกรรมการสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการสรรหากรรมการการเลือกตั้งใหม่ หรือไม่
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาเบื้องต้น คือ ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องของ ประธานรัฐสภาไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ได้หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ให้องค์กรนั้นหรือประธานรัฐสภา เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาวินิจฉัย"
พิจารณาแล้ว ประธานรัฐสภาเป็นผู้เสนอคำร้องพร้อมความเห็นว่า กรณีมีปัญหาเกี่ยวกับ อำนาจหน้าที่และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ วุฒิสภาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ผู้เสนอคำร้องจึงเป็นไปตามที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 266 บัญญัติไว้
สำหรับการพิจารณาว่า ตามคำร้องเป็นกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรตาม รัฐธรรมนูญหรือไม่ นั้น จะต้องพิจารณาก่อนว่า คณะกรรมการสรรหา ฯ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) กำหนดให้มี "คณะกรรมการสรรหา กรรมการการเลือกตั้ง" และกำหนดองค์ประกอบอำนาจหน้าที่รวมทั้งวิธีการในการปฏิบัติหน้าที่ไว้ อย่างชัดเจนในมาตราเดียวกัน ซึ่งทำให้คณะกรรมการสรรหา ฯ มีลักษณะครบถ้วนตามความหมายของ "องค์กรตามรัฐธรรมนูญ" ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ตามนัยคำวินิจฉัยที่ 58-62/2543 ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ซึ่งวินิจฉัยว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หมายถึง องค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ และกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการสรรหา ฯ จึงเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามความหมายในรัฐธรรมนูญ มาตรา 266
ส่วนกรณีตามคำร้อง เป็นกรณีมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ฯ หรือไม่ นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 54/2542 ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2542 เกี่ยวกับลักษณะของกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญไว้แล้ว ว่า หมายถึง (1) ลักษณะของการมีปัญหาว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรใดองค์กรหนึ่ง มีอำนาจกระทำการในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือไม่ เพียงใด หรือ (2) ลักษณะของการที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญตั้งแต่สององค์กร ขึ้นไปมีปัญหาโต้แย้งกันว่าองค์กรตามรัฐธรรมนูญองค์กรหนึ่งได้ใช้อำนาจหน้าที่ล่วงล้ำ หรือกระทบ กระเทือนอำนาจหน้าที่ของอีกองค์กรหนึ่ง ซึ่งกรณีตามคำร้องนี้มีปัญหาว่าในการดำเนินกระบวนการสรรหา กรรมการการเลือกตั้งของคณะกรรมการสรรหา ฯ นั้น คณะกรรมการสรรหา ฯ มีอำนาจในการตัดสิทธิ ผู้สมัครบางคนออกจากการพิจารณาในการพิจารณารอบที่ 6 ของคณะกรรมการสรรหา ฯ หรือไม่ กรณี จึงมีปัญหาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ซึ่งเป็น องค์กรตามรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ได้
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว จึงให้โอกาสคณะกรรมการ สรรหา ฯ ชี้แจงเป็นหนังสือกรณีตามคำร้อง
นายนริศ ชัยสูตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตรองประธานกรรมการสรรหา ฯ ได้ยื่นคำชี้แจงเป็นหนังสือ ลงวันที่ 21 มกราคม 2545 สรุปว่า การลงคะแนนของคณะกรรมการสรรหา ฯ ในรอบที่ 4 และ 5 เป็นการลงคะแนนเหมือนกับการลงคะแนนในรอบที่ 1 ถึงรอบที่ 3 แต่ไม่อาจหา ผู้ที่ได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ได้ เป็นเหตุให้คณะกรรมการสรรหา ฯ เปลี่ยนการลงคะแนนโดยเรียง ลำดับรายชื่อเป็นการนำเอาผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดสามคนมาลงคะแนนเพื่อให้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ตาม หลักเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยการให้เลือกตัดจากบุคคลที่ได้คะแนนต่ำสุดออกไปในรอบที่ 6 จนเหลือสองคน แล้วจึงมาลงคะแนนในรอบที่ 7 ในจำนวนสองคนที่เหลือ จึงได้คะแนนเกินกว่า สามในสี่ นั้น แล้ว จึงเสนอชื่อบุคคลทั้งห้า เป็นการหาวิธีการในการเลือกให้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ สำหรับบุคคลที่ได้คะแนนสูงสุดในรอบที่ 5 นั่นเอง เนื่องจากไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกให้ ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ว่าจะต้องลงคะแนนโดยวิธีเรียงตามรายชื่อ คณะกรรมการสรรหา ฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการลงคะแนนเพื่อให้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด คณะกรรมการสรรหา ฯ มิได้มีเจตนาจะหลีกเลี่ยงมิให้มีการเลือกโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา แต่ดำเนินการ ด้วยความสุจริตที่จะพยายามหาวิธีการคัดเลือกให้ได้ผู้ที่ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ตามเกณฑ์ การสรรหาของคณะกรรมการสรรหา ฯ จึงไม่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงมิให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เสนอชื่อแทน ส่วนในเหตุที่ว่าการลงคะแนนในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 เป็นการตัดสิทธิผู้อื่นนั้น น่าจะ คลาดเคลื่อนและไม่ใช่เหตุที่อ้างได้ เพราะในรอบที่ 4 นั้น บุคคลที่เหลืออยู่ก็ไม่อยู่ในรายชื่อที่จะได้รับ การคัดเลือกสูงกว่าทั้งสามรายที่นำมาพิจารณาแล้ว
เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง ให้เลขาธิการวุฒิสภาส่งบันทึกการประชุมของคณะกรรมการสรรหา ฯ ทั้งหมด และ เปิดโอกาสให้ผู้สมัครและผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวนสี่สิบเก้าคน เสนอความเห็นเป็นหนังสือเกี่ยวกับการที่ไม่ได้รับการนำรายชื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ สรรหา ฯ ในการพิจารณารอบที่ 6 นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือเรียกพลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ นายนริศ ชัยสูตร และอดีตประธานกรรมการสรรหา ฯ ในฐานะผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ให้มา ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำร้อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงคะแนนของ คณะกรรมการสรรหา ฯ ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7
เลขาธิการวุฒิสภา ได้จัดส่งสำเนาบันทึกการประชุมของคณะกรรมการสรรหา ฯ รวม 2 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 วันที่ 28 พฤษภาคม 2544 และครั้งที่ 2 วันที่ 13 มิถุนายน 2544 สรุปบันทึก การประชุมครั้งที่ 1 ว่า ที่ประชุมกำหนดแนวทางในการดำเนินการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง โดยจัดทำ ประกาศรับสมัครและแบบกรอกประวัติย่อพร้อมความยินยอมของผู้สมัคร กำหนดระยะเวลาและวันเวลา ในการดำเนินการ ส่วนบันทึกการประชุมครั้งที่ 2 ที่ประชุมพิจารณาตรวจสอบประวัติ คุณสมบัติและ ลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครทั้งหมดห้าสิบห้าคน
ผู้สมัครหรือผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวนสี่สิบเก้าคน ที่ศาล รัฐธรรมนูญ เปิดโอกาสให้เสนอความเห็นเป็นหนังสือ ได้เสนอความเห็นเป็นหนังสือ รวมสิบเก้าคน ทั้งนี้ มีผู้เสนอความเห็นโดยสรุปว่า คณะกรรมการสรรหา ฯ ไม่มีอำนาจตัดสิทธิผู้สมัครอื่นในรอบที่ 6 การดำเนินการในการสรรหารอบที่ 6 จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้การลงมติในรอบที่ 7 ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญด้วย จำนวนสิบแปดคน และเสนอความเห็นว่า คณะกรรมการสรรหา ฯ มีอำนาจและสิทธิ อันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินการรอบที่ 6 เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) ไม่ได้ กำหนดรายละเอียดของวิธีปฏิบัติไว้ การลงมติในรอบที่ 7 จึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จำนวนหนึ่งคน
พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ สมาชิกวุฒิสภาได้มาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 13 มิถุนายน 2545 โดยศาลรัฐธรรมนูญได้อนุญาตให้นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกวุฒิสภา เข้าร่วมชี้แจงตามที่พลตำรวจเอก ประทิน ฯ ร้องขอ สรุปได้ว่า พลตำรวจเอก ประทิน ฯ และนายเจิมศักดิ์ ฯ ได้รับแต่งตั้งจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติและความประพฤติของ บุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 135 ซึ่งในการ ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมาธิการ ฯ ได้ตรวจสอบกระบวนการสรรหากรรมการการเลือกตั้งของคณะกรรมการ สรรหา ฯ และเห็นว่า คณะกรรมการสรรหา ฯ ได้เสนอชื่อผู้ได้รับการสรรหาต่อประธานวุฒิสภาภายใน กำหนดสามสิบวัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (3) พบว่า การลงคะแนนของคณะกรรมการสรรหา ฯ ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 ได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การลงคะแนนที่กำหนดไว้เดิม โดยในรอบที่ 6 ให้มีการลงคะแนนเลือกบุคคลเพียงสามคน กำหนดให้กรรมการสรรหา ฯ แต่ละคนลงคะแนนได้คนละ 1 คะแนน แม้จะไม่ใช่เป็นการบังคับ แต่ก็เป็นข้อตกลงว่าทุกคนจะต้องลงคะแนน คนที่ได้คะแนนน้อยที่สุด ถูกคัดออกไปให้เหลือเพียงสองคน เพื่อนำมาลงคะแนนในรอบที่ 7 การกระทำเช่นนี้ของคณะกรรมการ สรรหา ฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะยังมีผู้สมัครที่มีสิทธิและคุณสมบัติครบถ้วนอีกจำนวนห้าสิบคน การเลือกนำมาเพียงสองคน เพื่อลงคะแนนให้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนกรรมการสรรหา ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ หนังสือที่คณะกรรมการสรรหา ฯ เสนอรายชื่อ ผู้ได้รับการสรรหาไปยังประธานวุฒิสภาก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดถึงการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การลงคะแนน ในรอบที่ 6 ให้ประธานวุฒิสภาทราบด้วย
นายนริศ ชัยสูตร อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตรองประธานกรรมการสรรหา ฯ ได้มาชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 18 มิถุนายน 2545 สรุปได้ว่า การดำเนินการของคณะกรรมการ สรรหา ฯ ไม่ได้เป็นการตัดสิทธิผู้สมัครคนอื่น ๆ เพราะเป็นการเลือกโดยเปรียบเทียบแล้วนำผู้สมัครที่ได้รับ คะแนนสูงในแต่ละรอบ และได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ไว้ เป็นผู้ได้รับการสรรหา จึงไม่ใช่เป็นการตัดสิทธิ เพราะผู้สมัครทุกคนมีสิทธิเท่ากันตั้งแต่การเลือกของ คณะกรรมการสรรหา ฯ ในตอนต้น นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) ไม่ได้บัญญัติรายละเอียด ของวิธีการสรรหาเพื่อให้ได้ผู้รับการสรรหาที่ได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของกรรมการสรรหา ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการสรรหา ฯ ได้พิจารณาผู้สมัครทุกคนแล้ว แต่จะกำหนดวิธีการ รอบใด อย่างไร จึงไม่ใช่เป็นการตัดสิทธิแต่อย่างใด และเมื่อคณะกรรมการสรรหา ฯ ดำเนินการจนถึง รอบที่ 4 และรอบที่ 5 แล้ว ปรากฏว่ามีผู้ได้รับคะแนนเลือกจำนวนสามคน แต่ไม่มีผู้ใดได้คะแนน ถึงสามในสี่เลย คณะกรรมการสรรหา ฯ จึงตกลงกันเปลี่ยนหลักเกณฑ์การลงคะแนนในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 เพื่อให้ได้บุคคลครบห้าคน โดยทุกคนได้คะแนนคนละสามในสี่ ของกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่ มีอยู่ และภายในกำหนดเวลาสามสิบวันตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) บัญญัติไว้ เป็นการดำเนินการ โดยมีเจตนาเพื่อให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหา ฯ เสร็จลุล่วงภายในกำหนดเวลา และการลงคะแนนในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 ก็ไม่ได้เป็นการบังคับว่า กรรมการทุกคนจะต้องลงคะแนน
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัย คือ การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) บัญญัติว่า "การสรรหาและการเลือกประธานกรรมการ และกรรมการการเลือกตั้ง ให้ดำเนินการ ดังนี้ (1) ให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจำนวน สิบคน ซึ่งประกอบด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด อธิการบดีของสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐที่เป็นนิติบุคคลทุกแห่งซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสี่คน ผู้แทนพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีสมาชิกเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคละหนึ่งคน ซึ่งเลือกกันเองให้เหลือสี่คน ทำหน้าที่พิจารณาสรรหาผู้มี คุณสมบัติตาม มาตรา 137 ซึ่งสมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวนห้าคน เสนอต่อประธานวุฒิสภา โดยต้องเสนอพร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอชื่อนั้น มติในการเสนอชื่อดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่" และ (3) บัญญัติว่า "(3) การเสนอชื่อ ตาม (1) และ (2) ให้กระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีเหตุที่ทำให้ต้องมีการเลือกบุคคลให้ดำรง ตำแหน่งดังกล่าว ในกรณีที่คณะกรรมการสรรหาตาม (1) ไม่อาจเสนอชื่อได้ภายในเวลาที่กำหนด หรือไม่อาจเสนอชื่อได้ครบจำนวนภายในเวลาที่กำหนด ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อแทน จนครบจำนวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องเสนอชื่อตาม (1)"
พิจารณาแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) และ (3) กำหนดวิธีการและระยะเวลาในการ สรรหากรรมการการเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการสรรหา ฯ ไว้อย่างกว้าง ๆ ว่า ให้สรรหาผู้มีคุณสมบัติตาม มาตรา 137 จำนวนห้าคน เสนอต่อประธานวุฒิสภา พร้อมความยินยอมของผู้ได้รับการเสนอ ภายใน สามสิบวัน หากไม่อาจดำเนินการได้ภายในเวลาที่กำหนด หรือไม่อาจเสนอชื่อได้ครบจำนวนภายในเวลา ที่กำหนด ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อแทนจนครบจำนวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ครบ กำหนดที่คณะกรรมการสรรหา ฯ ต้องเสนอชื่อ และกำหนดไว้ว่ามติในการเสนอชื่อ ต้องมีคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยไม่ได้กำหนดรายละเอียดใน การดำเนินการอื่น ๆ ของคณะกรรมการสรรหา ฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อ ดังนั้น คณะกรรมการสรรหา ฯ ย่อมที่จะมีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ในการดำเนินการ เพื่อให้ได้บุคคล ที่สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหา ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เสนอต่อประธานวุฒิสภา ภายในกำหนดเวลาที่ มาตรา 138 (3) กำหนด ซึ่งปรากฏ ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องในส่วนที่เป็นหนังสือของคณะกรรมการสรรหา ฯ ที่ สว. 0009/02406 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 ว่า คณะกรรมการสรรหา ฯ ได้ประชุม เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2544 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการลงคะแนนสรรหากรรมการการเลือกตั้ง ดังนี้
ข้อ 1 ลงคะแนนโดยวิธีลงคะแนนลับ
ข้อ 2 การลงคะแนนครั้งแรก กรรมการสรรหาแต่ละคนสามารถลงคะแนนเลือกผู้มี คุณสมบัติได้ไม่เกินห้าคน ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการ สรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ถือว่าผู้นั้นได้รับเลือก หากไม่มีผู้ได้รับเลือกหรือผู้ได้รับเลือกไม่ถึงห้าคน ก็ให้ลงคะแนนครั้งต่อไป
ข้อ 3 การลงคะแนนครั้งต่อไป ให้นำรายชื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อที่เหลือ และมีคะแนน สูงสุดเรียงตามลำดับ มาให้กรรมการสรรหาทุกคนลงคะแนนเลือกครั้งต่อไป กรรมการสรรหาแต่ละคน สามารถลงคะแนนเลือกได้ตามจำนวนที่ยังขาดอยู่ ผู้ได้รับคะแนนสูงสุดและมีคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ เป็นผู้ได้รับเลือก
ข้อ 4 หากมีผู้ได้รับเลือกไม่ครบจำนวนห้าคน อีก ให้นำวิธีลงคะแนนตาม ข้อ 3 มาใช้ ต่อไปจนกว่าจะได้ผู้มีคุณสมบัติครบจำนวนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่ให้เสนอชื่อต่อประธานวุฒิสภา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้นเป็นการกำหนด หลักเกณฑ์ภายในของคณะกรรมการสรรหา ฯ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในการสรรหา ผู้ที่สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งเสนอต่อประธานวุฒิสภา สำหรับกำหนดเวลาที่คณะกรรมการสรรหา ต้องดำเนินการสรรหาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นั้น ตามคำร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้งชุดเดิม ครบวาระพร้อมกัน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 ประกอบ มาตรา 322 ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2544 เหตุที่ทำให้ต้องมีการเลือกกรรมการการเลือกตั้ง จึงต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งทั้งชุดพ้นจากตำแหน่ง ครบกำหนดสามสิบวันในวันที่ 25 มิถุนายน 2544 ซึ่งคณะกรรมการสรรหา ฯ ได้เสนอชื่อผู้ได้รับการสรรหาต่อประธานวุฒิสภาภายใน กำหนดเวลาดังกล่าว
จากพยานหลักฐานเอกสารประกอบคำร้อง คือ หนังสือของคณะกรรมการสรรหา ฯ ที่ สว 0009/02406 ลงวันที่ 25 มิถุนายน 2544 เสนอชื่อผู้มีคุณสมบัติสมควรเป็นกรรมการ การเลือกตั้งต่อประธานวุฒิสภา และรายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ และความประพฤติของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง วุฒิสภา ปรากฏ ข้อเท็จจริงรับกันว่า คณะกรรมการสรรหา ฯ ได้มีการลงคะแนนเลือกผู้มีคุณสมบัติสมควรเป็นกรรมการ การเลือกตั้งในวันที่ 22 มิถุนายน 2544 เพียงวันเดียว โดยลงคะแนนทั้งหมดเจ็ดรอบ รอบที่ 1 รอบที่ 2 และรอบที่ 3 มีผู้ได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ รอบละหนึ่งคน คือ พลตำรวจโท วาสนา เพิ่มลาภ นายวีระชัย แนวบุญเนียร และนายจรัล บูรณพันธุ์ศรี ตามลำดับ แต่รอบที่ 4 และรอบที่ 5 มีผู้ได้รับคะแนนเพียงสามคน คือ พลเอก ศิรินทร์ ธูปกล่ำ นายพยนต์ พันธุ์ศรี และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร แต่ทุกคนได้รับคะแนนไม่ถึงสามในสี่ของจำนวน กรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่
ส่วนข้อเท็จจริงตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ฯ ในส่วนของรายงานการดำเนินงานศึกษา กระบวนการสรรหา และคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งจากการ คัดเลือกของคณะกรรมการสรรหา ฯ และจากคำชี้แจงของพลตำรวจเอก ประทิน ฯ และนายเจิมศักดิ์ ฯ สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นกรรมาธิการ ฯ ที่ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า หลังจากรอบที่ 5 คณะกรรมการสรรหา ฯ ได้เปลี่ยนกติกาใหม่ ให้นำผู้สมัครเฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุดจำนวนสามคน ในรอบที่ 5 มาให้กรรมการสรรหา ฯ ลงคะแนนคนละ 1 คะแนน แล้วให้ตัดผู้ได้คะแนนต่ำสุดออกไป ในรอบที่ 6 คือ นายพยนต์ ฯ จากนั้นจึงนำผู้สมัครที่เหลืออีกสองคน คือ พลเอก ศิรินทร์ ฯ และ นายสมชัย ฯ มาลงคะแนนในรอบที่ 7 โดยให้กรรมการสรรหา ฯ แต่ละคนลงคะแนนคนละ 2 คะแนน ปรากฏว่า ได้คะแนนเต็มคนละ 10 คะแนน คณะกรรมการสรรหา ฯ จึงเสนอชื่อบุคคลทั้งสองต่อประธาน วุฒิสภา และอ้างว่าได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ ซึ่งตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ฯ นี้ สอดคล้องกับ คำชี้แจงของนายนริศ ฯ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตรองประธานกรรมการสรรหา ฯ ในส่วนที่ ได้ชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า มีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การลงคะแนนในรอบที่ 6 และรอบที่ 7
คณะกรรมาธิการ ฯ มีความเห็นว่า มีสิ่งที่พึงพิจารณาว่า การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การ ลงคะแนนในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 นั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เพราะเมื่อลงคะแนนจนถึงรอบ ที่ 4 และรอบที่ 5 แล้ว ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า กรรมการสรรหา ฯ ไม่สามารถสรรหาบุคคลตามเกณฑ์ คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ได้ครบห้าคนในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะต้องให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเสนอชื่อแทนต่อไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (3) การที่คณะกรรมการสรรหา ฯ เปลี่ยนหลักเกณฑ์ ในการลงคะแนนรอบที่ 6 เพื่อคัดคนออกและการลงคะแนนต่อไปในรอบที่ 7 เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะให้ ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำหน้าที่แทนจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งนายนริศ ฯ อดีตรองประธาน กรรมการสรรหา ฯ ได้ชี้แจงประเด็นนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญสรุปว่า คณะกรรมการสรรหา ฯ ได้เปลี่ยน หลักเกณฑ์การลงคะแนนในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 โดยเห็นว่า มีอำนาจที่จะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้เพราะ รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) บัญญัติวิธีการสรรหาไว้เพียงแต่ให้ผู้ได้รับเลือกต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า สามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เท่านั้น และวัตถุประสงค์ที่คณะกรรมการสรรหา ฯ เปลี่ยนหลักเกณฑ์ก็เพื่อจะให้ได้ผู้ได้รับเลือกครบตามจำนวนภายในเวลาที่กำหนด ไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยง ไม่ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเสนอชื่อแทน
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) จะไม่ได้บัญญัติ วิธีการหรือขั้นตอนในการสรรหาของคณะกรรมการสรรหา ฯ ไว้โดยละเอียด เพียงแต่บัญญัติสาระสำคัญ ไว้ว่า ผู้ที่ได้รับเลือกจะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ก็ตาม แต่หลักเกณฑ์หรือวิธีการใด ๆ ที่คณะกรรมการสรรหา ฯ กำหนดขึ้นใช้ในการดำเนินการสรรหา ต้องไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของการสรรหากรรมการการเลือกตั้งด้วย เจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญในเรื่องของการสรรหาบุคคล คือ การเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติที่มีความเหมาะสมจะดำรง ตำแหน่งที่ต้องมีการสรรหา การสรรหาจึงหมายถึงการเลือกบุคคลคนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งจากหลายคน เพื่อ ให้ผู้สรรหาได้มีการเปรียบเทียบแล้วเลือกบุคคลผู้เหมาะสม นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) บัญญัติคะแนนเสียงในการสรรหากรรมการการเลือกตั้งโดยคณะกรรมการสรรหา ฯ ไว้ว่า ผู้ที่ได้รับเลือก จะต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ แสดงให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญประสงค์ให้ผู้ที่ได้รับเลือกนั้น ได้รับคะแนนสูงมากกว่าคะแนนเสียงข้างมากตามปกติ จึงได้ กำหนดเงื่อนไขของจำนวนคะแนนที่ผู้นั้นจะต้องได้รับไว้ หากการดำเนินการสรรหาโดยคณะกรรมการ สรรหา ฯ ไม่สามารถสรรหาผู้ได้รับเลือกที่มีคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่จนครบจำนวน รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (3) ก็ได้บัญญัติแก้ไขปัญหาไว้แล้ว โดยมอบให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาทำหน้าที่เสนอชื่อ แทนจนครบจำนวน การที่คณะกรรมการสรรหา ฯ เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 โดยนำผู้มีคุณสมบัติเพียงสามคนที่ได้คะแนนสูงสุดในรอบที่ 5 มาให้กรรมการสรรหา ฯ ลงคะแนน เพื่อคัดคนออกหนึ่งคนแล้วนำผู้สมัครที่เหลืออีกสองคนมาลงคะแนนในรอบที่ 7 เพื่อให้ได้คะแนน ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ นั้น เป็นการเจาะจงให้กรรมการ สรรหาเลือกผู้สมัครเพียงสองคนจากผู้สมัครสองคน โดยไม่ได้นำผู้สมัครอื่นมาเปรียบเทียบ ทั้งที่เมื่อเริ่ม เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในรอบที่ 6 คณะกรรมการสรรหา ฯ ต้องนำรายชื่อผู้สมัครที่ยังไม่ได้รับการเลือก อีกสี่สิบเก้าคนมาให้กรรมการสรรหา ฯ ลงคะแนนในรอบที่ 6 ด้วย แต่กลับนำรายชื่อเพียงสามคนที่ได้ จากการลงคะแนนในรอบที่ 5 มาให้กรรมการสรรหาลงคะแนนในรอบที่ 6 ซึ่งทำให้ผู้สมัครอื่นที่มี คุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามอีกสี่สิบเก้าคนต้องถูกตัดสิทธิในการได้รับการพิจารณาตาม หลักเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงใหม่ในรอบที่ 6 ดังนั้น การนำผู้สมัครที่เหลืออยู่เพียงสองคนจากการลงคะแนน ในรอบที่ 6 มาให้กรรมการสรรหา ฯ ลงคะแนนในรอบที่ 7 โดยให้กรรมการสรรหา ฯ ลงคะแนนได้ คนละ 2 คะแนน เพื่อให้ผู้สมัครทั้งสองคนได้คะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่นั้น ไม่ใช่การสรรหาใน ความหมายที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 บัญญัติไว้ และคะแนนไม่น้อยกว่าสามในสี่ที่ผู้ได้รับเลือกสองคน ในรอบที่ 7 คือ พลเอก ศิรินทร์ ฯ และนายสมชัย ฯ นั้น ก็เป็นการลงคะแนนเพียงเพื่อให้ได้คะแนน ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการสรรหาทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ดังนั้น การลงคะแนนสรรหากรรมการ การเลือกตั้งของคณะกรรมการสรรหา ฯ เฉพาะในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1)
ศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเสียงข้างมาก จำนวน 9 คน โดยนายสุจินดา ยงสุนทร เห็นว่า การสรรหากรรมการการเลือกตั้งของคณะกรรมการสรรหา ฯ เฉพาะในรอบที่ 7 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส่วนอีก 8 คน คือ นายอุระ หวังอ้อมกลาง นายอมร รักษาสัตย์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายสุจิต บุญบงการ นายมงคล สระฏัน นายจิระ บุญพจนสุนทร และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ วินิจฉัยว่า การสรรหากรรมการการเลือกตั้งของคณะกรรมการสรรหา ฯ ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย จำนวน 4 คน คือ นายผัน จันทรปาน นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ พลโท จุล อติเรก และนายกระมล ทองธรรมชาติ วินิจฉัยว่า การสรรหากรรมการ การเลือกตั้งของคณะกรรมการสรรหา ฯ ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) และภายในกำหนดเวลา ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ และแม้ว่าการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ไม่มีผล กระทบต่อตัวบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้วุฒิสภาเลือก และได้รับการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็นกรรมการ การเลือกตั้งไปแล้ว ทั้งนี้ เพราะกรรมการการเลือกตั้งจะพ้นจากตำแหน่งได้จะต้องเป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 และกรณีขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 142 ประกอบด้วย มาตรา 137 และ มาตรา 139 เท่านั้น แต่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญให้กรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุกระบวนการสรรหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 2 คน คือ นายศักดิ์ เตชาชาญ และนายจุลพล ณ สงขลา วินิจฉัยว่า คำร้องนี้ไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 266 ประธานรัฐสภาไม่อาจเสนอคำร้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยได้ ให้ยกคำร้อง
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป คือ เมื่อการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว จะต้องมีการสรรหา กรรมการการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญอีก หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง เป็นกระบวนการที่รัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้ใน มาตรา 138 กำหนดขั้นตอนไว้ คือ ให้มีการสรรหาผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้งเบื้องต้น โดยคณะกรรมการสรรหา ฯ และโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ฝ่ายละห้าคน ให้แต่ละฝ่ายเสนอรายชื่อผู้ได้ รับการสรรหาต่อวุฒิสภาเพื่อเลือกผู้ได้รับการสรรหาที่ได้เสนอชื่อมา จำนวนห้าคน เป็นผู้ได้รับเลือกเป็น กรรมการการเลือกตั้ง แม้ว่าอำนาจในการเลือกผู้เป็นกรรมการการเลือกตั้งจะอยู่ที่วุฒิสภา แต่บุคคลที่วุฒิสภา จะลงมติเลือกให้เป็นกรรมการการเลือกตั้งได้ จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับการสรรหาและเสนอชื่อเข้าสู่การ เลือกของวุฒิสภาโดยคณะกรรมการสรรหา ฯ และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเท่านั้น ดังนั้น หากการสรรหา ผู้สมควรเป็นกรรมการการเลือกตั้ง โดยคณะกรรมการสรรหา ฯ หรือโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ซึ่งเป็น กระบวนการเบื้องต้นในการสรรหาเพื่อเสนอชื่อบุคคลให้วุฒิสภาเลือกเป็นกระบวนการสรรหาที่ไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าในขั้นตอนใด ผู้ได้รับการสรรหาในขั้นตอนของกระบวนการสรรหาที่ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ นั้น ก็ต้องเป็นผู้ได้รับการสรรหาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญด้วย และแม้ผู้นั้นจะได้ถูกเสนอชื่อ เข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภาและได้รับเลือกเป็นกรรมการการเลือกตั้งแล้ว ผู้นั้นก็จะต้องพ้นจากตำแหน่ง กรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นผู้ได้รับการสรรหามาจากกระบวนการสรรหาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักกฎหมายมหาชน คือหลักความชอบด้วยกฎหมายของการกระทำขององค์กรของรัฐ เมื่อกระบวนการสรรหาขั้นตอนใดกระทำโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผลที่ได้จากการกระทำเฉพาะ ขั้นตอนนั้นย่อมไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากได้วินิจฉัยแล้วว่า การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องถือว่า ผู้ได้รับ การสรรหาโดยคณะกรรมการสรรหา ฯ ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 จำนวนสองคน คือ พลเอก ศิรินทร์ ฯ และนายสมชัย ฯ ไม่เป็นผู้ได้รับการสรรหา แม้ว่าผู้ได้รับการสรรหาในการสรรหาของคณะกรรมการ สรรหา ฯ รอบที่ 6 และรอบที่ 7 ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ คือ พลเอก ศิรินทร์ ฯ จะได้รับการเลือก จากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง การได้รับเลือกนั้นก็ต้องไม่สมบูรณ์อันมีผลให้ต้องมีการสรรหา กรรมการการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 บัญญัติให้วุฒิสภาเป็นองค์กรที่มีหน้าที่เลือก ผู้เป็นกรรมการการเลือกตั้ง แต่ไม่กระทบกระเทือนต่อบุคคลที่มาจากกระบวนการสรรหาโดยชอบของ คณะกรรมการสรรหา ฯ และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่ได้รับการเลือกและโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งเป็น กรรมการการเลือกตั้งไปแล้วอีกสี่คน คือ นายจรัล ฯ นายปริญญา ฯ พลตำรวจโท วาสนา ฯ และ นายวีระชัย ฯ ทั้งนี้ เพราะในขณะที่วุฒิสภามีมติเลือกกรรมการการเลือกตั้ง นั้น กระบวนการสรรหา และการเสนอชื่อบุคคลโดยคณะกรรมการสรรหา และที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 การพบว่ากระบวนการสรรหาบางขั้นตอนของคณะกรรมการสรรหาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ได้เกิดขึ้นในภายหลังและมีผลให้เฉพาะขั้นตอนและผลของขั้นตอนการสรรหาที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการสรรหา ฯ ในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 เท่านั้นที่ต้องเสียไป และต้องมีการสรรหา กรรมการการเลือกตั้งใหม่ โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 138 บัญญัติให้วุฒิสภาเป็นองค์กรที่มีหน้าที่เลือก กรรมการการเลือกตั้ง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญโดยเสียงข้างมาก จึงวินิจฉัยว่า การสรรหา กรรมการการเลือกตั้งของคณะกรรมการสรรหา ฯ เฉพาะในรอบที่ 6 และรอบที่ 7 ไม่ชอบด้วย รัฐธรรมนูญ มาตรา 138 (1) และต้องมีการสรรหากรรมการการเลือกตั้งใหม่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 138


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update