กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 39/2545
วันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณี นางสาวเพ็ญนภา ไพศาลศุภนิมิต จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ


คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ผู้ร้อง เสนอคำร้อง ลงวันที่ 25 เมษายน 2544 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีนางสาวเพ็ญนภา ไพศาลศุภนิมิต จงใจไม่ยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและ เอกสารประกอบ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องสรุปได้ว่า
นางสาวเพ็ญนภา ไพศาลศุภนิมิต ผู้ถูกร้อง เป็นข้าราชการการเมือง ตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 โดยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร) ในรัฐบาล นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งกระทรวงการต่างประเทศ ที่ 816/2542 เรื่องแต่งตั้งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 ผู้ถูกร้อง จึงมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อผู้ร้องภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 ผู้ถูกร้องเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่งภายในวันที่ 6 สิงหาคม 2542
ผู้ร้องได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อผู้ร้อง กรณีเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงาน ป.ป.ช. ในฐานะหน่วยงานธุรการของ ผู้ร้อง จึงได้มีหนังสือ ลับ ที่ ปช. 0006/73 ลงวันที่ 29 มกราคม 2544 แจ้งให้ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ผู้ถูกร้อง มีหนังสือลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ชี้แจงข้อเท็จจริงสรุปความได้ว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่า การเข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะต้อง ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อผู้ร้องภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และ มาตรา 292 จนเมื่อมีข่าวกรณี นายอมร อมรรัตนานนท์ ยื่นเรื่องต่อผู้ร้อง เพื่อให้ตรวจสอบความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรี 10 คน ว่าสิ้นสุดเฉพาะตัวหรือไม่ ในกรณีดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วนและบริษัท จึงได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับบุคคลหลายคน และทำให้ทราบว่า มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อผู้ร้อง แม้จะบกพร่องเนื่องจากไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อผู้ร้องภายในสามสิบวัน นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง และเหตุผลที่ไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินในทันทีที่ทราบ เพราะเห็นว่าใกล้หมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว และยินดี ให้มีการตรวจสอบ ย้อนหลังเพื่อดูรายการทรัพย์สินและหนี้สินนับแต่วันที่เข้ารับตำแหน่งจนถึงวันพ้นตำแหน่ง และขอยืนยันว่า ไม่มีเจตนาหรือจงใจจะปกปิดหรือไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อผู้ร้อง ทั้งนี้ ผู้ถูกร้อง มิได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินมาด้วยแต่อย่างใด
 
    ผู้ร้องได้พิจารณาในการประชุมครั้งที่ 24/2544 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 แล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ด้วย คะแนนเสียง 7 เสียง ว่า นางสาวเพ็ญนภา ไพศาลศุภนิมิต ผู้ถูกร้อง ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศตามคำสั่ง กระทรวงการต่างประเทศที่ 816/2542 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ดังกล่าว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และ มาตรา 292 แต่มิได้ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบดังกล่าว แม้ในภายหลังได้ทราบดีอยู่แล้วว่าตนเอง มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่ง แต่ ก็ยังคงไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบดังกล่าวให้เป็นการถูกต้อง พฤติการณ์ของผู้ถูกร้อง จึงเป็นการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ดังนี้
1. ขอให้วินิจฉัยว่า นางสาวเพ็ญนภา ไพศาลศุภนิมิต ผู้ถูกร้อง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบกรณีเข้ารับตำแหน่ง
2. ขอให้วินิจฉัย ห้ามมิให้นางสาวเพ็ญนภา ไพศาลศุภนิมิต ผู้ถูกร้อง ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองใด ๆ เป็น เวลาห้าปี นับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง
ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และให้โอกาสผู้ถูกร้องชี้แจงเป็นหนังสือ ซึ่งผู้ถูกร้องได้มีหนังสือชี้แจงสรุปได้ว่า
ม.ร.ว. สุขุมพันธุ์ บริพัตร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2540 ผู้ถูกร้องได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ตามคำสั่ง กระทรวงการต่างประเทศ ที่ 816/2542 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 ก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและ ในระหว่าง ดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ผู้ถูกร้องปฏิบัติงานที่มูลนิธิจุมภฏ - พันธุ์ทิพย์ ตำแหน่งเลขานุการบริหาร สำนักงานประธานมูลนิธิ โดยได้ปฏิบัติงานที่ มูลนิธิมาเป็นเวลากว่า 13 ปีแล้ว ผู้ถูกร้องจบการศึกษา ด้านบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2536 ไม่มีความรู้ทางด้านกฎหมายและไม่เคย ศึกษาในรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน ตลอดจนไม่ได้เป็น สมาชิกพรรคการเมืองใด เมื่อดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จึงไม่ทราบว่า การที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ต้องมี หน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และ บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้อง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เข้าดำรงตำแหน่ง ตามบทบัญญัติ มาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงเป็นเหตุให้ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อเข้ารับตำแหน่ง ต่อมาเมื่อ ได้ติดตามข่าวกรณี นายอมร อมรรัตนานนท์ จะยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป.ป.ช. ให้ตรวจสอบความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรี 10 คน ว่าสิ้นสุดลง เฉพาะตัวหรือไม่ ในกรณีดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วนและบริษัท โดยในเนื้อข่าวได้มีการอ้างถึง รัฐธรรมนูญ มาตรา 208 มาตรา 209 มาตรา 291 และ มาตรา 292 ผู้ถูกร้องเกิดความสงสัยจึงได้สนทนาและสอบถามกับบุคคลที่มีความรู้ทางด้านกฎหมาย ทำให้ทราบว่า ผู้ถูกร้องต้องยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินในกรณีดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต่อมา คณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือลับ ที่ ปช. 0006/73 ลงวันที่ 29 มกราคม 2544 แจ้งให้ผู้ถูกร้องทราบว่า ได้ตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้อง กรณีเข้ารับตำแหน่งที่ ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงการต่างประเทศ และขอให้ชี้แจงเหตุผลโดยด่วน ซึ่งผู้ถูกร้องได้มีหนังสือลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2544 ชี้แจงเหตุผล โดยในการชี้แจงผู้ถูกร้อง ไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินไปด้วย เนื่องจากมีความเข้าใจว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำลังพิจารณากรณีดังกล่าวอยู่ และ คำชี้แจงของผู้ถูกร้อง เป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณา กอปรกับในเวลานั้นเป็นช่วงที่รัฐบาลของนายชวน หลีกภัย ใกล้จะหมดวาระลง ผู้ถูกร้องจึงได้ชี้แจงในหนังสือว่า ผู้ถูกร้องตั้งใจ จะยื่นบัญชีทรัพย์สินและ หนี้สินเมื่อพ้นตำแหน่ง ภายในสามสิบวันนับจากพ้นตำแหน่ง และยินดีให้มีการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินย้อนหลังนับแต่วันเข้ารับตำแหน่งและผู้ถูกร้องได้ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีพ้นจากตำแหน่งแล้วเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2544
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้อง เอกสารประกอบคำร้องและดำเนินการตามข้อกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญ ฯ แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานที่มีอยู่เป็นอันเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นตามคำร้อง ได้แล้ว โดยมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า ผู้ถูกร้องเป็น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ต้องยื่น บัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง (5) หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อ ไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชี แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับ ตำแหน่งหรือพ้นจาก ตำแหน่ง... (5) ข้าราชการการเมืองอื่น"
รัฐธรรมนูญ มาตรา 292 บัญญัติว่า "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตาม มาตรา 291 ให้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว และต้องยื่น ภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่ เป็นการเข้ารับตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่ วันเข้ารับตำแหน่ง (2) ในกรณีที่เป็นการพ้นจากตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับ แต่วันพ้นจาก ตำแหน่ง ฯลฯ" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่ง นอกจากต้องยื่นบัญชีตาม (2) แล้ว ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีกครั้งหนึ่งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ โดยเข้ารับ ตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2542 และพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุเพราะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 ผู้ถูกร้องจึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 (5) บัญญัติไว้ และมีหน้าที่ ต้องยื่นบัญชี ฯ ต่อผู้ร้อง ภายในระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัยตามคำร้องมีว่า
ประเด็นที่หนึ่ง ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง หรือไม่
ประเด็นที่สอง ถ้าผู้ถูกร้องต้องพ้นจากตำแหน่งและต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี จะนับตั้งแต่เมื่อใด
ประเด็นที่หนึ่งที่ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง หรือไม่
รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจ ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตาม มาตรา 292 หรือนับแต่วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว แล้ว แต่กรณี และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง"
พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ ต่อผู้ร้องตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด การที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้างว่า ไม่ทราบว่าผู้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา รัฐมนตรี มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ ทั้งไม่มีความรู้ด้านกฎหมาย ไม่เคยศึกษารายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ไม่เคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาก่อน แต่เมื่อทราบภายหลังว่าตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ โดยทราบ จากผู้อื่น และโดยการที่ผู้ร้องแจ้งให้ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจริง การที่ผู้ถูกร้องชี้แจงข้อเท็จจริงโดยยืนยันว่า ขณะที่รับตำแหน่งตน ไม่ทราบว่า มีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ แต่เมื่อทราบว่ามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ ผู้ถูกร้อง ยังคงมิได้ยื่นเพราะเห็นว่าใกล้หมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว เมื่อพ้นจากตำแหน่ง จึงได้ยื่นบัญชี ฯ กรณี พ้นจากตำแหน่งเท่านั้น มิได้ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งด้วย การที่ผู้ถูกร้องรับว่าทราบข้อเท็จจริง ภายหลังว่า ตนมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งและอยู่ในวิสัยที่จะยื่นได้แต่ยังมิได้ยื่นนั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องไม่จงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
ประเด็นนี้ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก 9 เสียง (นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจิระ บุญพจนสุนทร พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง) วินิจฉัย ชี้ขาด ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบกรณีเข้ารับตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง (1)
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 5 เสียง (นายศักดิ์ เตชาชาญ นายสุจินดา ยงสุนทร นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายอมร รักษาสัตย์ และ นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ) เห็นว่า แม้ผู้ถูกร้องจะดำรง ตำแหน่งทางการเมือง แต่มิได้อยู่ในแวดวงการเมืองมาก่อน ขณะที่ทราบว่ามีหน้าที่ ต้องยื่นบัญชี ฯ เป็น เวลาที่ใกล้หมดวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว และเมื่อพ้นจากตำแหน่งผู้ถูกร้องได้ยื่นบัญชี ฯ กรณีพ้นจาก ตำแหน่งภายในระยะเวลา ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ ข้อเท็จจริงดังกล่าวเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้อง ไม่จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้า รับตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ให้ยกคำร้องและไม่จำต้องวินิจฉัยในประเด็นที่สอง
ประเด็นที่สองที่ว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งและต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่เมื่อใด
พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง (1) การเริ่มนับระยะเวลาการต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะนับ เมื่อใดนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่ง กำหนดให้นับ แต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง กรณีเช่นนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 เสียง คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ พลโท จุล อติเรก นายผัน จันทรปาน นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ และนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ ซึ่งได้ วินิจฉัยในประเด็นที่หนึ่งว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชี ฯ ต่อผู้ร้องตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พ้นจากตำแหน่งแล้วก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ผู้นั้นจึงไม่มี ตำแหน่งที่จะให้พ้นได้อีก ดังนั้น วันที่พ้นจากตำแหน่ง คือ วันที่พ้นจากตำแหน่งตามความเป็นจริง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งเพราะ เหตุรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศออกจากตำแหน่ง ตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยชี้ขาด การให้พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองเมื่อครบ กำหนดต้องยื่นบัญชี ฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่งตอนต้น จึงไม่สามารถ นำมาใช้ บังคับได้อีก เพราะผู้ถูกร้องได้พ้นจากตำแหน่งตามความเป็นจริงไปแล้วตั้งแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 การที่ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544 จึงต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็น เวลาห้าปี นับแต่วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544
ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 เสียง คือ นายจิระ บุญพจนสุนทร นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง เห็นว่า ผู้ถูก ร้องมีหน้าที่ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่งภายในวันที่ 6 สิงหาคม 2542 แต่ผู้ถูกร้องไม่ได้ยื่นบัญชี ฯ กรณีเข้ารับตำแหน่ง ผู้ถูกร้องต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยผล ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 วรรคหนึ่งตอนต้น นับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นในกรณีเข้ารับตำแหน่ง แล้ว จึงต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปี นับแต่วันดังกล่าว คือวันที่ 6 สิงหาคม 2542
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นางสาวเพ็ญนภา ไพศาลศุภนิมิต ผู้ถูกร้อง จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ กรณี เข้ารับตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 และต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็น เวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่า การกระทรวงการต่างประเทศ คือวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2544


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update