กด Ctrl+F เพื่อค้นหาคำที่ต้องการในหน้านี้
   

     
   
คำวินิจฉัยที่ 41/2545
วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2545
เรื่อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณีนายสุบิน พิพรพงษ์ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สิน และเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ


คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง เสนอคำร้องลงวันที่ 4 เมษายน 2545 ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 กรณี นายสุบิน พิพรพงษ์ จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบ
ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง สรุปได้ว่า
นายสุบิน พิพรพงษ์ ผู้ถูกร้อง เป็นข้าราชการการเมืองตามพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 โดยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี(นายปิยะณัฐ วัชราภรณ์) ในรัฐบาลพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งสำนัก นายกรัฐมนตรี ที่ 248/2539 ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2539 ผู้ถูกร้องจึงเป็นข้าราชการการเมือง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 291 (5) ต่อมามีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 355/2540 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ให้ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2540 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ประกาศใช้บังคับวันที่ 11 ตุลาคม 2540 ดังนั้นผู้ถูกร้องมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อผู้ร้อง ภายในระยะเวลาที่กำหนด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 กรณีพ้นจากตำแหน่งภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า ผู้ถูกร้องได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีเข้ารับตำแหน่ง และกรณีพ้นจากตำแหน่ง (เป็นบัญชีเดียวกัน) เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 และผู้ร้องตรวจสอบพบว่า การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกร้องดำเนินการไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคสอง คือ ผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชีฯพร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินของตนเองและคู่สมรส จำนวน 668,000,000 บาท รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้แสดงไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไม่ถูกต้องกับความจริง กล่าวคือ รายการทรัพย์สินประเภทเงินฝาก เงินทุน ได้แก่ หลักทรัพย์จดทะเบียน ฯ และหลักทรัพย์อื่นของผู้ถูกร้องและของคู่สมรสไม่ได้แสดงไว้ ผู้ร้องตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้ถูกร้องมีบัญชีเงินฝากธนาคาร 4 บัญชี 31,912.96 บาท คู่สมรสมี 1 บัญชี 45,599.64 บาท หลักทรัพย์จดทะเบียนของผู้ถูกร้องมี 2 แห่ง 17,000 บาท ของคู่สมรสมี 1 แห่ง 2,000 บาท หลักทรัพย์อื่นของผู้ถูกร้อง 1 แห่ง 11,540,000 บาท ของคู่สมรส 1 แห่ง 11,440,000 บาท ที่ดินของผู้ถูกร้องที่แสดงไว้ไม่ระบุจำนวนแปลง 1,500,000,000 บาท (แนบโฉนดกรรมสิทธิ์ของตนเอง 1 แปลง ของบริษัท พิพรพงษ์ฯ 138 แปลง) ของคู่สมรสที่แสดงไว้ 9 แปลง ไม่ระบุราคา ผู้ร้องพบว่า ผู้ถูกร้องมีที่ดิน 34 แปลง คู่สมรสมี 24 แปลง แต่ไม่ได้ระบุราคา รายการ หนี้สินประเภทเงินเบิกเกินบัญชี ฯ ของผู้ถูกร้องที่แสดงไว้ไม่ระบุจำนวนแห่ง 60,000,000 บาท ของ คู่สมรส ไม่ได้แสดงไว้ และผู้ร้องตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องมีเงินเบิกเกินบัญชี 2 แห่ง 15,205,198.56 บาท ของคู่สมรสมี 3 แห่ง 162,538,654.23 บาท
 
    ผู้ร้องมีหนังสือถึงผู้ถูกร้องเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว รวม 4 ฉบับ ผู้ถูกร้อง ชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นผู้จัดทำบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยตนเอง จึงไม่ทราบรายละเอียด และ มีหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมสรุปได้ว่า ผู้ถูกร้องเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ซื้อที่ดินมาแบ่งขายเป็นโครงการ ไม่อาจจำได้ว่ามีโฉนดใดบ้าง เพราะส่วนใหญ่ได้ขายและโอนไปแล้ว ที่เหลือก็ติดจำนอง ส่วนหนี้สินเงินกู้ เงินเบิกเกินบัญชีและตั๋วสัญญาใช้เงิน บางธนาคารชำระหนี้หมดแล้วก็ปิดบัญชี ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้และไม่มีการเคลื่อนไหวทางบัญชี รวมทั้งไม่ได้รับความร่วมมือจากธนาคารในการตรวจสอบ ผู้ร้องให้ผู้ถูกร้องมา ชี้แจงข้อเท็จจริงอีกครั้งในเดือนมกราคม 2545 ผู้ถูกร้องก็ไม่มาชี้แจงข้อเท็จจริง ผู้ร้องจึงมีมติเป็น เอกฉันท์ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่น บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ที่ควรแจ้งให้ทราบ และเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาและมีมติเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2545 ให้รับคำร้องไว้ดำเนินการตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541 ข้อ 10 และแจ้งให้ ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหรือถือว่าได้รับหนังสือ และเมื่อครบกำหนดสิบห้าวันแล้ว ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องยังมิได้มีหนังสือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา จึงมี ประกาศศาลรัฐธรรมนูญ ให้ผู้ถูกร้องทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหายื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน นับแต่วันประกาศ เมื่อครบกำหนดแล้ว ผู้ถูกร้องก็มิได้มีหนังสือยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาแต่อย่างใด
ข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาวินิจฉัยได้แล้ว มีปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องพิจารณาเบื้องต้นว่า ผู้ถูกร้องอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่ ในปัญหานี้ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 11 คน คือ นายจิระ บุญพจนสุนทร พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุจินดา ยงสุนทร นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายอมร รักษาสัตย์ นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง มีความเห็นว่า ผู้ถูกร้อง อยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ส่วนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจุมพล ณ สงขลา นายผัน จันทรปานและนายศักดิ์ เตชาชาญ เห็นว่า ผู้ถูกร้องไม่อยู่ ในบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 เนื่องจาก ผู้ถูกร้องพ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไปก่อนที่จะยื่น บัญชีครั้งแรก คือ ยื่นบัญชีกรณีเข้ารับตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 292 วรรคหนึ่ง (1)
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดมีว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ อันเป็นความผิด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 หรือไม่
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องเป็นข้าราชการการเมือง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองมีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดง รายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการป้องกันและ ปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ทุกครั้งที่เข้ารับตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง.........(5) ข้าราชการการเมืองอื่น" และวรรคสอง บัญญัติว่า "บัญชีตามวรรคหนึ่งให้ยื่นพร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่ พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สินดังกล่าว รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา โดยผู้ยื่นจะต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องกำกับไว้ในบัญชีและสำเนา หลักฐานที่ยื่นไว้ทุกหน้าด้วย" มาตรา 292 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตาม มาตรา 291 ให้แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่ยื่นบัญชีดังกล่าว และต้องยื่นภายในกำหนดเวลาดังต่อไปนี้ (1) ในกรณีที่เป็นการเข้ารับตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันเข้ารับตำแหน่ง (2)ในกรณีที่เป็นการพ้นจากตำแหน่ง ให้ยื่นภายในสามสิบวันนับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง ฯลฯ และวรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งพ้นจากตำแหน่ง นอกจากต้องยื่นบัญชีตาม (2) แล้ว ให้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอีกครั้งหนึ่ง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว มาแล้วเป็นเวลาหนึ่งปีด้วย" มาตรา 295 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองผู้ใดจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่ครบกำหนดต้องยื่นตาม มาตรา 292 หรือนับแต่ วันที่ตรวจพบว่ามีการกระทำดังกล่าว แล้วแต่กรณี และผู้นั้นต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ เป็นเวลาห้าปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่ง"
พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและ หนี้สินและเอกสารประกอบ กรณีเข้ารับตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่ง เป็นบัญชีเดียวกันเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2540 และพบว่า การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ถูกร้องดำเนินการไม่ ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคสอง ผู้ถูกร้องไม่ยื่นบัญชีพร้อมเอกสารประกอบซึ่งเป็นสำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน จำนวน 4 รายการ คือ (1) สิ่งปลูกสร้างของตนเองมูลค่า 200,000,000 บาท (2) คู่มือการจดทะเบียนรถยนต์ของตนเองและ คู่สมรสมูลค่า 8,000,000 บาท (3) เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมจากธนาคารของตนเอง 60,000,000 บาท (4) เงินกู้จากสถาบันการเงินอื่นของตนเอง 400,000,000 บาท และคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ได้ดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องและความมีอยู่จริง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 301 (4) พบว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงไว้ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไม่ถูกต้องกับความ เป็นจริง 4 รายการ คือ (1) เงินฝากธนาคาร ไม่ได้แสดงไว้ในบัญชี ฯ ทั้งของผู้ถูกร้องและคู่สมรส ผลการ ตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องมี 4 บัญชี 31,912.96 บาท คู่สมรสมี 1 บัญชี 45,599.64 บาท (2) หลักทรัพย์จดทะเบียน ฯ ทั้งของผู้ถูกร้องและคู่สมรสไม่ได้แสดงไว้ในบัญชีฯ ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องมี 2 แห่ง 17,000 บาท คู่สมรสมี 1 แห่ง 2,000 บาท หลักทรัพย์อื่นก็เช่นเดียวกันไม่ได้แสดงไว้ในบัญชี ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องมี 1 แห่ง 11,540,000 บาท และคู่สมรสมี 1 แห่ง 11,440,000 บาท (3) ที่ดิน ผู้ถูกร้องไม่ระบุจำนวนแปลง 1,500,000,000 บาท ( แนบโฉนดกรรมสิทธิ์ของตนเอง 1 แปลง ของบริษัทพิพรพงษ์ฯ 138 แปลง ) คู่สมรสแสดงไว้ 9 แปลง ไม่ระบุ มูลค่า ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้องมี 34 แปลง คู่สมรสมี 24 แปลง (4) เงินเบิกเกินบัญชี ฯ ผู้ถูกร้องไม่ระบุจำนวนแห่ง 60,000,000 บาท คู่สมรสไม่ได้แสดงไว้ ผลการตรวจสอบพบว่า ผู้ถูกร้อง มี 2 แห่ง 15,205,198.56 บาท และคู่สมรสมี 3 แห่ง 162,538,654.23 บาท
เมื่อผู้ร้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกร้องทราบ และให้โอกาสชี้แจงข้อเท็จจริง รวม 4 ครั้ง ผู้ถูกร้องชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นผู้จัดทำบัญชี ฯ จึงไม่ทราบรายละเอียด และมีหนังสือชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตนเอง เป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ซื้อที่ดินมาแบ่งขายเป็นโครงการ ๆ ไม่อาจจำได้ว่ามีโฉนดใดบ้าง ส่วนใหญ่จะขายและโอนไปแล้วที่เหลือก็ติดจำนอง ส่วนหนี้สินเงินกู้ เงินเบิกเกินบัญชีและตั๋วสัญญาใช้เงิน นั้น บางธนาคารชำระหนี้หมดแล้ว ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้และไม่มีการเคลื่อนไหว รวมทั้งไม่ได้รับความร่วมมือ จากธนาคารในการตรวจสอบ นั้น คำชี้แจงและข้ออ้างของผู้ถูกร้องดังกล่าวไม่อาจรับฟังได้ และเมื่อศาล รัฐธรรมนูญได้รับคำร้องนี้ไว้ และดำเนินกระบวนพิจารณาตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2541โดยให้โอกาสผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจง ผู้ถูกร้องก็มิได้ยื่นคำชี้แจง ต่อศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
จึงฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ ไม่ ครบถ้วน อันเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 วรรคสอง ถือได้ว่า ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่ผู้ถูกร้องได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไว้ไม่ตรงกับความเป็นจริงหลายรายการตามที่กล่าวข้างต้นนั้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญให้ชี้แจง ผู้ถูกร้องก็ไม่ชี้แจงถึงเหตุผลที่บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงถือได้ว่า ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
ศาลรัฐธรรมนูญโดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 11 คน คือนายจิระ บุญพจนสุนทร พลโท จุล อติเรก นายปรีชา เฉลิมวณิชย์ นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุจินดา ยงสุนทร นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายอมร รักษาสัตย์ นายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง ซึ่งเห็นว่า ผู้ถูกร้องอยู่ในบังคับของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 นั้น โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 6 คน คือ นายมงคล สระฏัน นายสุจิต บุญบงการ นายสุจินดา ยงสุนทร นายอนันต์ เกตุวงศ์ นายอมร รักษาสัตย์ และนายอุระ หวังอ้อมกลาง วินิจฉัยว่า นายสุบิน พิพรพงษ์ ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 คน คือ นายจิระ บุญพจนสุนทร พลโท จุล อติเรก นายสุวิทย์ ธีรพงษ์ และนายอิสสระ นิติทัณฑ์ประภาศ วินิจฉัยว่า นายสุบิน พิพรพงษ์ ผู้ถูกร้องจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ส่วนนายปรีชา เฉลิมวณิชย์ วินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้อง ยังไม่เพียงพอที่จะฟังว่า ผู้ถูกร้องจงใจปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
สำหรับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 4 คน ที่เห็นว่าผู้ถูกร้องไม่อยู่ในบังคับ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 คือ นายกระมล ทองธรรมชาติ นายจุมพล ณ สงขลา นายผัน จันทรปาน และนายศักดิ์ เตชาชาญ วินิจฉัยว่า กรณีตามคำร้องไม่ต้องด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ผู้ถูกร้องจึง ไม่มีความผิด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295 ให้ยกคำร้อง
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า นายสุบิน พิพรพงษ์ ผู้ถูกร้องจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบ และจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ อันเป็นความผิด ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 295


(นายกระมล ทองธรรมชาติ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจิระ บุญพจนสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายจุมพล ณ สงขลา) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (พลโท จุล อติเรก) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายปรีชา เฉลิมวณิชย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายผัน จันทรปาน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายมงคล สระฏัน) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายศักดิ์ เตชาชาญ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจิต บุญบงการ) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุจินดา ยงสุนทร) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายสุวิทย์ ธีรพงษ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอนันต์ เกตุวงศ์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอมร รักษาสัตย์) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (นายอุระ หวังอ้อมกลาง) ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ


 
  ทั้งหมดบน website นี้สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ 2537
ดำเนินงานโดย thethailaw.com ขอบคุณทุกท่านที่แวะมาเยี่ยมเยียน
Update